- หน้าแรก
- ให้ไปเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ไหงกลายเป็นปรมาจารย์ครอบจักรวาลไปได้ล่ะเนี่ย
- บทที่ 21 - หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง!
บทที่ 21 - หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง!
บทที่ 21 - หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง!
เจี่ยงม่าน
นักร้องสาวสายกั๋วเฟิงหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ และเป็นขวากหนามชิ้นโตที่สุดบนเส้นทางสู่แชมป์ของซูเสวี่ยในคืนนี้
หากบอกว่าซูเสวี่ยคือตัวแทนของ "สายฝีมือ" แบบดั้งเดิม เจี่ยงม่านก็คือ "สายกระแส" ที่ถูกปั้นขึ้นมาด้วยเม็ดเงินของนายทุน
จุดขายหลักของเธอมีคำเดียว: เดือด
ดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์กั๋วเฟิง สเต็ปเต้นแบบเกิร์ลกรุ๊ป ท่วงทำนองชวนติดหู แม้จะถูกนักดนตรีรุ่นเก่าค่อนขอดว่า "จับฉ่ายไม่เป็นสับปะรด" แต่ก็ต้านทานความชอบของวัยรุ่นไม่ได้ คะแนนโหวตออนไลน์ของเธอทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นมาตลอด
"แหม... นี่พี่ซูเสวี่ยหรือเปล่าคะเนี่ย"
เห็นได้ชัดว่าเจี่ยงม่านก็สังเกตเห็นซูเสวี่ยเช่นกัน ใบหน้าที่กำลังหัวเราะต่อกระซิกกับผู้ช่วยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสีหน้าประหลาดใจแบบเกินเบอร์ทันที
เธอผลักผู้ช่วยออก สับรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วเดินกรีดกรายเข้ามาหา
"หนูนึกว่าวันนี้พี่จะไม่มาซะแล้วนะคะเนี่ย"
น้ำเสียงของเจี่ยงม่านหวานจ๋อย หวานจนเลี่ยน แต่วาจาที่ซ่อนอยู่ข้างในกลับทิ่มแทงคนฟังจนเจ็บแสบ
"ได้ข่าวว่าเหลาจาง นักเป่าปี้ลี่คู่บุญของพี่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเช้านี้เหรอคะ? จุ๊ๆๆ... ช่างโชคร้ายอะไรอย่างนี้"
"ไม่มีเหลาจางแล้ว เพลง 'ความฝันแห่งต้าถัง' ของพี่... จะยังเป่าขึ้นเหรอคะ?"
"หรือว่ากะจะเปิดแบ็กกิ้งแทร็กเอา? แบบนั้นมันผิดกฎการแข่งขันนะพี่"
สีหน้าของซูเสวี่ยทะมึนลงทันที
แม้จะรู้กิตติศัพท์ความปากคอเราะร้ายของเจี่ยงม่านมานาน แต่พฤติกรรมเอาเกลือมาทาแผลกันแบบนี้ก็ทำเอาเธอโมโหจนแทบระเบิด
"ไม่ต้องลำบากเธอมาใส่ใจหรอก" ซูเสวี่ยตอบกลับเสียงเย็น "ทีมของฉันเป็นมืออาชีพ การแสดงจะดำเนินไปตามปกติ"
"มืออาชีพ?"
เจี่ยงม่านทำเหมือนได้ยินเรื่องตลก เธอเอามือป้องปากหัวเราะเบาๆ ปรายตามองนักดนตรีด้านหลังซูเสวี่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม
"นักดนตรีของพี่หนูก็คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งนั้นแหละค่ะ ปกติก็พอเล่นแบ็กอัปได้อยู่หรอก แต่เวทีรอบชิงชนะเลิศระดับนี้... หึๆ"
"แล้วตำแหน่งคนเป่าปี้ลี่นั่นล่ะคะ พี่กะจะให้ใครมาเสียบแทน?"
"อย่าบอกนะว่าจะให้พี่ๆ มือซอพวกนี้มารับจ๊อบควบสองตำแหน่งน่ะ?"
เหล่านักดนตรีด้านหลังซูเสวี่ยหน้าดำคร่ำเครียด กำหมัดแน่น แต่ด้วยสถานการณ์จึงไม่มีใครกล้าปริปากด่า
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้เจี่ยงม่านคือลูกรักของนายทุน หากไปล่วงเกินเธอเข้า อนาคตในวงการนี้คงอยู่ยาก
จังหวะนั้นเอง สายตาของเจี่ยงม่านก็มองเลยซูเสวี่ยไปปะทะเข้ากับหลินฉีที่ยืนอยู่ด้านข้าง
วินาทีถัดมา ดวงตาของเธอเป็นประกายวาบ
เป็นประกายเหมือนหมาป่าหิวโซเห็นชิ้นเนื้อ
ในฐานะคนที่บ้าคนหล่อ เจี่ยงม่านผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน แต่ผู้ชายระดับท็อปฟอร์มแบบหลินฉี เธอเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
โครงหน้าคมสัน คิ้วเข้มดุจดาบ ดวงตาเปล่งประกายดั่งดวงดาว
รูปร่างนั่นอีก ไหล่กว้าง เอวสอบ เกิดมาเพื่อสวมชุดสูทสไตล์จีนประยุกต์ชุดนี้โดยแท้
ที่สำคัญที่สุดคือ 'ออร่า'
ทั้งดูสง่างามแบบย้อนยุค แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและดิบเถื่อนอย่างบอกไม่ถูก
"พระเจ้า..."
เจี่ยงม่านเผลอเลียริมฝีปากสีแดงสด ท่าทีเยาะเย้ยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นการทอดสะพานอย่างโจ่งแจ้งทันที
เธอเมินซูเสวี่ยไปเสียดื้อๆ เดินตรงรี่ไปหาหลินฉี ยื่นมือที่ทาเล็บสีแดงสดออกไป น้ำเสียงอ่อนระทวยลงหลายระดับ
"สุดหล่อคนนี้ หน้าตาไม่คุ้นเลยนะคะเนี่ย อยู่ในวงของพี่ซูเสวี่ยเหมือนกันเหรอ?"
"ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้าเลยล่ะ?"
"สนใจย้ายมาอยู่ทีมฉันไหมคะ? สวัสดิการทางนี้... ดีกว่าคณะลิเกเร่ร่อนที่ใกล้จะยุบวงนั่นเยอะเลยน้า"
พูดจบ ปลายนิ้วของเธอก็ทำท่าจะเกี่ยวคอเสื้อของหลินฉีอย่างจงใจ
ซูเสวี่ยโกรธจนตัวสั่น
มาฉกตัวคนกันต่อหน้าต่อตา? แถมยังด่าพวกเธอว่าเป็นคณะลิเกเร่ร่อนอีก?
นี่มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!
"เจี่ยงม่าน! ให้เกียรติกันบ้าง!" ซูเสวี่ยก้าวพรวดหมายจะเอาตัวบังหลินฉีไว้
แต่หลินฉีไวกว่าเธอ
เขาเบี่ยงตัวหลบมือของเจี่ยงม่านที่ยื่นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังหลบของสกปรกอะไรสักอย่าง
จากนั้นเขาก็ปรายตาขึ้น กวาดตามองเจี่ยงม่านเรียบๆ
แววตานั้นไม่มีความประทับใจ ไม่มีความประหม่า หรือกระทั่งความรังเกียจ
มีเพียงความสงบนิ่งราวกับกำลังมอง "สิ่งกีดขวาง" ชิ้นหนึ่ง
"คุณผู้หญิง"
หลินฉีเปิดปาก น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ ไม่ได้ดังมาก แต่ก็พอจะทำให้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ได้ยินกันถ้วนหน้า
"ถึงผมจะไม่เข้าใจกฎของวงการบันเทิงพวกคุณ แต่ในงานบริการของเรา... มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง"
เจี่ยงม่านชะงักไปนิด ชะงักถามอย่างลืมตัว "อะไร?"
หลินฉีชี้ไปที่ทางเดินซึ่งถูกทีมงานของเจี่ยงม่านยืนขวางจนมิด แล้วชี้ไปที่ป้าย "กรุณารักษาความสงบ" บนผนัง น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังอ่านคู่มือการใช้งาน
"ข้อแรก หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง"
"ข้อสอง ห้ามส่งเสียงดังในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเสียงที่เป็นมลพิษ"
เงียบ
เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ทางเดินที่เคยจอแจเมื่อครู่ ราวกับถูกใครกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้
ทุกคนเบิกตากว้าง จ้องมองหลินฉีอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เขา... เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ?
หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง?
มลพิษทางเสียง?
เขาถึงกับกล้าด่าเจี่ยงม่านที่กำลังดังคับฟ้าว่าเป็นหมาต่อหน้าคนตั้งมากมายเนี่ยนะ?
แถมยังด่าว่าเสียงของเธอคือมลพิษอีก?!
พี่ชายคนนี้โคตรใจกล้าเลย!
รอยยิ้มบนใบหน้าเจี่ยงม่านแข็งค้าง
แป้งราคาแพงที่โบกมาอย่างประณีตก็ไม่อาจปกปิดใบหน้าที่แดงก่ำราวกับตับหมูของเธอในตอนนี้ได้
ตั้งแต่เล็กจนโต ด้วยอิทธิพลของครอบครัวและกระแสความดังในปัจจุบัน ใครเจอหน้าเธอก็มีแต่ต้องโค้งคำนับประจบประแจง
เคยต้องมารับความอัปยศแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
"แก... แกพูดว่าอะไรนะ?!"
เจี่ยงม่านโกรธจนเสียงแหลมปรี๊ด นิ้วที่ชี้หน้าหลินฉีสั่นระริก "แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? แกเชื่อไหมว่าฉันทำให้แกไม่มีที่ยืนในวงการนี้ได้เลยนะ?!"
"ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากรู้ด้วย"
หลินฉีไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ เขากลับหันไปพูดกับซูเสวี่ยที่ยังยืนอึ้งอยู่แทน
"คุณซู อีกสิบนาทีก็ต้องสแตนด์บายแล้วนะครับ"
"เวลาของผมมีค่ามาก ถ้าต้องมาเสียเวลาเพราะคนไม่สำคัญพวกนี้ จนทำให้การแสดงล่าช้าและมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินงวดสุดท้ายล่ะก็..."
"มันจะต้องมีค่าปรับผิดสัญญานะครับ"
พูดจบ เขาก็ก้าวขายาวๆ เดินตรงไปข้างหน้าทันที
ออร่านั้น... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว
บอดี้การ์ดและผู้ช่วยของเจี่ยงม่านที่ขวางทางอยู่ พอถูกสายตาเย็นชาของหลินฉีกวาดมอง ก็เกิดอาการใจสั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พากันถอยหลบทางให้โดยอัตโนมัติ
ราวกับโมเสสแหวกทะเลแดง
หลินฉีล้วงกระเป๋าสองข้าง เดินฝ่าวงล้อมทีมงานของเจี่ยงม่านไปโดยไม่วอกแวก
แผ่นหลังนั้น... ช่างดูเท่จนบรรยายไม่ถูก
"ปะ... ไปกันเถอะ"
ซูเสวี่ยได้สติกลับมา รู้สึกได้เลยว่าก้อนความอัดอั้นที่จุกอกมานานมลายหายไปในพริบตา สะใจจนแทบจะบินได้
เธอยืดหลังตรง นำทีมเดินเชิดหน้าตามหลังหลินฉีไป ตอนที่เดินผ่านเจี่ยงม่าน เธอถึงกับขี้เกียจจะชายตามองด้วยซ้ำ
ทิ้งเจี่ยงม่านให้ยืนแค้นอยู่คนเดียวตรงนั้น โกรธจนตัวสั่น อกกระเพื่อมขึ้นลงจนคริสตัลสวารอฟสกี้บนสร้อยคอแทบจะหลุดกระเด็น
"ไอ้สารเลว... ไอ้สารเลวเอ๊ย!!"
เจี่ยงม่านกัดฟันกรอด จ้องแผ่นหลังของหลินฉีด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
"ไอ้หน้าขาว! ไอ้พวกไร้ค่านั่งกินนอนกินเอ๊ย!
"ได้! ดีมาก!
"เดี๋ยวรอดูตอนขึ้นเวทีเถอะ ฉันจะดูซิว่าแกจะตายยังไง!
"รอให้ยัยป้าซูเสวี่ยนั่นแสดงพังไม่เป็นท่าก่อนเถอะ ฉันจะทำให้แกต้องคุกเข่าอ้อนวอนฉันเลยคอยดู!"
...
เดินทะลุทางเดินอันแออัด ในที่สุดก็มาถึงห้องพักรอคิวที่ค่อนข้างเงียบสงบ
ซูเสวี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองหลินฉีที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนโซฟาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเลื่อมใส
"คุณหลิน เมื่อกี้ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ"
ซูเสวี่ยยังแอบหวั่นใจ "แต่ว่า... เจี่ยงม่านคนนั้นเบื้องหลังไม่ธรรมดานะคะ ครอบครัวเธอทำธุรกิจสื่อ การที่เราไปล่วงเกินเธอแบบนี้ เกรงว่า..."
"คุณซูครับ"
หลินฉีลืมตาขึ้น ขัดจังหวะคำพูดของเธอ
เขาล้วงลูกอมรสมินต์ออกมาจากกระเป๋า แกะเปลือกโยนเข้าปาก สีหน้ายังคงนิ่งเฉยราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
"ผมรับเงินมาทำงานครับ"
"ในเมื่อรับเงินคุณมาแล้ว นอกจากจะช่วยคุณแสดง การเคลียร์สิ่งกีดขวางให้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของบริการหลังการขายครับ"
"ส่วนเรื่องล่วงเกินคน..."
หลินฉีเคี้ยวลูกอมกร้วมๆ มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นเจือไปด้วยความกวนประสาทแบบฉบับคนหาเช้ากินค่ำ แต่กลับดูทรงพลังเหลือล้น
"ผมมันก็แค่คนขับรถส่งอาหาร คนไม่มีรองเท้าใส่จะไปกลัวอะไรกับคนใส่รองเท้าล่ะครับ?"
"เธอจะมุดสายแลนมากดแบนบัญชีเหม่ยถวนของผมหรือไง?"
ซูเสวี่ยอึ้งไปเลย
มองดูผู้ชายตรงหน้า จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าความกังวลทั้งหมดก่อนหน้านี้มันช่างไร้สาระสิ้นดี
ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ สิ่งที่เรียกว่านายทุน กระแส หรือเบื้องหลัง... ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องตลกไปหมด
เขาเป็นเหมือนก้อนหินที่แข็งแกร่ง เย็นเยียบ แต่สามารถทุบกระจกจอมปลอมทุกบานให้แตกละเอียดได้
"พรืด..."
ซูเสวี่ยหลุดขำออกมา ความตึงเครียดในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น
"คุณหลินพูดถูกค่ะ"
เธอมองตรงไปยังทิศทางของเวทีด้วยสายตามุ่งมั่น
"คนไม่มีรองเท้าจะไปกลัวอะไรกับคนใส่รองเท้า"
"คืนนี้... เราจะไปสอนบทเรียนให้พวกคนใส่รองเท้าพวกนั้นเอง!"