- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 458 คนในพุ่มไม้
บทที่ 458 คนในพุ่มไม้
บทที่ 458 คนในพุ่มไม้
ห่างจากหมู่บ้านเสี่ยวเฉียวออกไปสามลี้ ภายในป่าทึบแห่งหนึ่ง สองสามีภรรยาเสิ่นซื่ออันกำลังแหงนหน้าฝึกซ้อมการส่งเสียง
เสียง "อี" "อา" "อู" ที่ทอดยาวและกังวานดังก้องออกมาจากลำคอของพวกเขา
นกในป่าถูกเสียงนี้ดึงดูดใจ จึงพากันมาเกาะบนกิ่งไม้แล้วส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วคลอตาม
สามเค่อผ่านไป ท่วงทำนองการขับร้องงิ้วในป่าก็ค่อยๆ หยุดลง
เสิ่นซื่ออันยื่นถุงน้ำให้แก่ภรรยา
หลังจากทั้งสองดื่มน้ำเสร็จ ก็ตั้งใจว่าจะฝึกซ้อมต่ออีกสักพัก
เพราะถึงอย่างไรหนึ่งเค่อบนเวที แลกมาด้วยสิบปีหลังเวที แม้แต่พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย
ทว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเปล่งเสียงร้อง พุ่มไม้ในป่าทึบจู่ๆ ก็สั่นไหว พร้อมกับมีเสียงครางต่ำและสั้นห้วนดังเล็ดลอดออกมา
"ใครน่ะ!" สองสามีภรรยาผู้มีโสตประสาทเป็นเลิศหันขวับไปมองยังจุดเดียวกัน แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
"ในพุ่มไม้มีคนซ่อนตัวอยู่..."
"ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย..."
"ท่าทางลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ประสงค์ดี"
"ไปกันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา"
สองสามีภรรยาเสิ่นซื่ออันกระซิบกระซาบกันพลางค่อยๆ ก้าวถอยหลัง
ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะถอยออกไปได้กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากในพุ่มไม้!
นกบนกิ่งไม้ล้วนตกใจกับเสียงนี้จนกระพือปีกบินหนีไป
"เสียงของสตรีนี่"
"ฟังดูอายุยังไม่มากใช่หรือไม่?"
"หรือว่าจะมีคนร้ายจับตัวแม่นางน้อยมา?"
"ก็เป็นไปได้"
เมื่อปรึกษาหารือกันจบ สองสามีภรรยาเสิ่นซื่ออันก็พากันถกแขนเสื้อขึ้น คนหนึ่งเก็บกิ่งไม้ท่อนเขื่องที่หักตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ส่วนอีกคนก็ควานหาก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือมาถือไว้
ทั้งสองก้าวเดินไปพร้อมกัน ค่อยๆ มุ่งหน้าไปยังพุ่มไม้ที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ
"แม่นาง ต้องการให้ช่วยหรือไม่?"
"คนที่อยู่ข้างกายเจ้าคือใคร?"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ภายในพุ่มไม้ก็มีเสียงของเด็กหนุ่มที่ฟังดูยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดีนักดังขึ้น "อย่าเข้ามาใกล้นะ! น้องสาวข้าติดโรคระบาดท่งเวิน!"
โรคระบาดท่งเวิน!
สองสามีภรรยาเสิ่นซื่ออันมองหน้ากันทันที พวกเขาชะงักฝีเท้าลง แต่ก็ไม่ได้ก้าวถอยหลัง
"น้องชาย ฟังจากเสียงของเจ้าแล้ว น่าจะอายุราวสิบสี่สิบห้าปีใช่หรือไม่?"
"เมื่อครู่นี้พวกเราได้ยินเสียงดรุณีน้อยร้องด้วยความเจ็บปวด เจ้าบอกว่าเป็นน้องสาวของเจ้า เช่นนั้นมิสู้ให้นางเอ่ยปากพูดสักคำ เพื่อให้พวกเราวางใจหน่อยเถิด?"
เสิ่นซื่ออันเพิ่งจะกล่าวจบ ก็เห็นพุ่มไม้สั่นไหวสวบสาบ เด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งพลันประคองเด็กสาวที่มีใบหน้าซีดเผือดและเหงื่อท่วมตัวลุกขึ้นยืน
เด็กสาวปรือตาขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงว่า "เขาเป็นพี่ชายของข้าจริงๆ... พวกท่าน... ถอยไปให้ไกลหน่อยเถิด... โรคระบาด... อา... มันติด... ติดต่อได้นะ!"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำกล่าวเสริม "พวกท่านถอยออกไปหน่อยจะดีกว่า พวกเราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าโรคระบาดนี้ติดต่อกันอย่างไร"
"เอาเป็นว่า อยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุด"
สองสามีภรรยาเสิ่นซื่ออันรับฟังคำเตือน จึงรีบก้าวถอยหลังไปหลายก้าวทันที ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นซื่ออันก็กล่าวขึ้นว่า "จะให้พวกเราพาพวกเจ้าไปหาหมอหรือไม่?"
"ไม่!" เด็กหนุ่มผิวคล้ำเผลอเร่งเสียงสูงขึ้นอย่างลืมตัว "โรคระบาดท่งเวินนี้ไปหาหมอก็ไม่มีประโยชน์หรอก! พี่ชายพี่สาว พวกท่านอย่าเอาเรื่องของพวกเราไปบอกใครนะ"
"พวกเราจะไม่เข้าไปใกล้สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเด็ดขาด!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นซื่ออันก็ขมวดคิ้วมุ่น "พวกเจ้าแอบหนีออกมาจากเมืองไห่หลิงที่ถูกปิดไว้กระนั้นหรือ?"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำส่ายหน้า "ไม่ใช่ พวกเราตั้งใจจะเดินทางกลับไปก่อนที่เมืองจะถูกปิดต่างหาก"
เสิ่นจ่าวหนิงรีบเอ่ยถาม "เช่นนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่กลับไปเล่า? ต่อให้หมอในไห่หลิงจะยังหาวิธีรักษาไม่ได้ชั่วคราว แต่อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าให้พวกเจ้ามาหลบซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรเช่นนี้มิใช่หรือ?"
แววตาของเด็กหนุ่มผิวคล้ำไร้ซึ่งประกาย เขาเลียริมฝีปากพลางลอบกลืนน้ำลายลงคอ "ข้าจะเล่าความจริงให้พวกท่านฟัง ขอเพียงพวกท่านอย่าเอาเรื่องที่พวกเราซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปบอกใครก็พอ..."
เสิ่นซื่ออันกล่าว "เจ้าเล่ามาก่อนเถิด"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำพยักหน้ารับ "เรื่องมันเป็นเช่นนี้..."
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เด็กหนุ่มผิวคล้ำก็เล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างกระจ่างชัด
ตามที่เขาเล่ามา หลังจากทหารทางการปิดเมืองไห่หลิงได้เพียงหนึ่งวัน พวกเขาก็ตั้งใจจะเดินทางกลับไป
ด้วยเพราะการเดินทางมาส่งของที่ซีผิงในครั้งนี้เป็นเพียงระยะทางสั้นๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่มีเงินทองติดกายมากนัก จึงตั้งใจจะรีบเดินทางกลับบ้าน
ทว่าเมื่อมาถึงบริเวณรอยต่อระหว่างซีผิงและไห่หลิง พวกเขากลับได้เห็นภาพเหตุการณ์ฉากหนึ่งเข้า
ทหารทางการที่ใช้ผ้าปิดบังปากและจมูก กำลังคุมตัวชาวบ้านที่เดินทางกลับมาเช่นเดียวกับพวกเขาอย่างหยาบคาย พลางสบถด่าทอ "เวลาที่โรคระบาดเริ่มลุกลามยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำ แล้วจะปิดเมืองหาพระแสงอันใด!"
"ปิดเมืองไปหมอก็รักษาไม่ได้อยู่ดี ไม่รู้จริงๆ ว่าเบื้องบนกำลังคิดอันใดอยู่!"
ชาวบ้านพากันดิ้นรนขัดขืน ร้องตะโกนว่า "จะกลับบ้าน" ซ้ำไปซ้ำมา
ทว่าทหารทางการกลับตวาดลั่น "ใครใช้ให้พวกเจ้ากลับมากัน! มาแล้วคิดว่าจะได้กลับบ้านอย่างนั้นหรือ? ทุกคนต้องถูกนำตัวไปกักขังไว้ในเพิงพักที่สร้างขึ้นชั่วคราวก่อน!"
เมื่อเห็นเช่นนั้น เด็กหนุ่มและเด็กสาวที่พึ่งพาอาศัยกันมาตลอดจึงมีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรกลับไป
หมอรักษาไม่ได้ กลับบ้านก็ไม่ได้ แถมยังต้องถูกนำไปขังรวมกับผู้คนจำนวนมาก สามเหตุผลนี้รวมกัน พวกเขาจึงตัดสินใจหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาชั่วคราวเสียยังจะดีกว่า
ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เด็กสาวกลับติดโรคระบาดท่งเวินเข้าให้แล้ว อาการปวดร้าวที่อวัยวะภายในกำเริบมาจนถึงบัดนี้ ก็ล่วงเข้าสู่วันที่สองแล้ว...
เมื่อฟังจบ เสิ่นจ่าวหนิงก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ "เช่นนั้นพวกเจ้าหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะกินอันใดเล่า?"
"กลับไปอย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารให้กินมิใช่หรือ?"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำตอบกลับ "ข้าล่าสัตว์เป็นขอรับ แถวนี้มีกระต่ายและนกกระจอกอยู่มาก พวกเราไม่ถึงกับอดตายหรอก..."
"หากกลับไป ถึงจะไม่อดตาย แต่อาหารการกินคงย่ำแย่มาก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพักฟื้นของน้องสาวข้าแน่"
"จริงสิ ข้าขอเตือนพวกท่าน ทางที่ดีควรรีบหนีออกไปจากซีผิงโดยเร็วเถิด"
"อย่าไปที่ชวีหนาน ให้เดินทางมุ่งหน้าออกไปด้านนอก ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"และหากพวกท่านจะไป ทางที่ดีที่สุดคือเร่งออกเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นชวีหนานและซีผิงก็อาจจะถูกปิดเมืองตามไปด้วย"
เสิ่นซื่ออันใจกระตุกวาบ "ก่อนปิดเมือง มีคนหลบหนีออกมาเยอะงั้นหรือ?"
"ใช่แล้วขอรับ!" เด็กหนุ่มผิวคล้ำหัวเราะขื่น "ไห่หลิง ชวีหนาน ซีผิง ทั้งสามแห่งนี้มีภูมิประเทศเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ด้านนอกของไห่หลิงก็คือทะเล หากจะทำการค้าขายหรือขนส่งสินค้า ก็ย่อมต้องเดินทางผ่านสองเส้นทางนี้มิใช่หรือ?"
"อีกอย่างเมื่อครู่ข้าก็กล่าวไปแล้ว ศาลาว่าการยังไม่รู้ช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดแน่ชัดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเวลาที่ประกาศปิดเมือง ย่อมต้องล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่โรคระบาดเริ่มลุกลามอย่างแน่นอน"
"ดังนั้นผู้ที่ติดโรคระบาดท่งเวินจึงไม่รู้ว่ากระจัดกระจายหลบหนีไปที่ใดบ้างแล้ว"
"ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงบอกให้พวกท่านหนีไปให้ไกลที่สุดอย่างไรเล่า!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นจ่าวหนิงก็กระซิบกระซาบข้างหูผู้เป็นสามีอยู่สองสามประโยค ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ จากไป ส่วนเสิ่นซื่ออันยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม
เมื่อเห็นดังนั้น เด็กหนุ่มผิวคล้ำก็มีสีหน้าตื่นตระหนก "พี่ชาย ที่ข้ากล่าวไปล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้นนะ พวกท่านคงไม่ได้ไปแจ้งทางการมาจับกุมพวกเราใช่หรือไม่?"
"ผู้คนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับพวกเราในซีผิง ข้าคาดคะเนดูแล้วคงมีอยู่ไม่น้อยเลย!"
"แต่คนที่ไม่ยอมเข้าเมือง และหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในป่าเขาเช่นเดียวกับพวกเรา ย่อมมีอยู่ไม่มากอย่างแน่นอน!"
"พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะแพร่เชื้อโรคให้ผู้อื่น เพียงแต่หากกลับไป ความเป็นตายก็ไม่ได้อยู่ในกำมือของพวกเราอีกต่อไปแล้ว!"
......
"พี่ชาย! ท่านพูดอันใดหน่อยสิ!"
"พี่ชาย?"
เด็กหนุ่มผิวคล้ำเอ่ยพึมพำไม่หยุดหย่อน ทว่าเสิ่นซื่ออันกลับไม่ปริปากเอ่ยอันใดออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่จับจ้องสีหน้าและท่าทางของเด็กหนุ่มอย่างเงียบๆ
เมื่อเขาพบว่าแม้พวกเขาทั้งสองคนจะแสดงท่าทีว่า 'อาจจะไปแจ้งทางการ' แล้ว ทว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ได้จงใจขยับเข้ามาใกล้เพื่อแสดง 'ความเป็นปรปักษ์' แต่อย่างใด
เขาจึงเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ดังนั้นคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ก็น่าจะเป็นความจริงเสียส่วนใหญ่
ไม่นานนัก เสิ่นจ่าวหนิงที่หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังก็กลับมาถึง
นางวางข้าวของลงบนพื้น พลางเอ่ยว่า "น้องชาย ตรงนี้มีเสื้อผ้าและเสบียงแห้งอยู่บ้าง ทั้งยังมีเครื่องนอนอีกสองชุด และข้าวของเครื่องใช้จิปาถะอื่นๆ เอาเป็นว่าพวกเจ้าน่าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันทั้งหมด"
"พวกเจ้าหลบซ่อนตัวอยู่ข้างนอกก็ระมัดระวังความปลอดภัยให้ดี หากทนไม่ไหวจริงๆ ก็ไปหาหมอเถิด ทางการต่อให้จะเป็นอย่างไร ก็คงไม่ถึงขั้นพรากชีวิตของพวกเจ้าไปหรอก..."