- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 454 เก้าอาชีพชั้นต่ำนั้น "ไร้ค่า" ที่สุด
บทที่ 454 เก้าอาชีพชั้นต่ำนั้น "ไร้ค่า" ที่สุด
บทที่ 454 เก้าอาชีพชั้นต่ำนั้น "ไร้ค่า" ที่สุด
ตั้งอยู่ในซีผิง ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีนามว่า "หมู่บ้านเสี่ยวเฉียว"
ซีผิง หมู่บ้านเสี่ยวเฉียว
หมู่บ้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีประชากรเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน
บ้านเรือนของชาวบ้านล้วนปลูกสร้างขนาบสองข้างทางถนนดินสายยาวแคบๆ เส้นหนึ่ง เมื่อมองจากที่ไกล ถนนดินสายยาวแคบๆ นั้นก็ดูราวกับเป็นสะพานเล็กๆ ที่ราบเรียบ
ถนนดินที่ดูราวกับสะพานเล็กๆ แห่งนี้ คือที่มาของชื่อหมู่บ้านเสี่ยวเฉียวนั่นเอง
ยามซื่อ ท้องฟ้ากำลังสว่างสดใส
ชายหญิงหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งมีบุคลิกท่าทางไม่ธรรมดาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาบนถนนดินในหมู่บ้าน ดึงดูดความสนใจของชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมาได้ไม่น้อย
ชายหนุ่มสวมเสื้อสั้นแขนแคบสีน้ำเงินครามเข้าคู่กับกางเกงขายาวสีดำ ท่อนเอวคาดรัดด้วยเข็มขัดหนัง บนเท้าสวมรองเท้าหนังหุ้มข้อสีดำ
แขนเรียวยาวเอวคอดกิ่ว คิ้วกระบี่พาดเฉียงจรดขมับ ท่าทางการยืนที่องอาจผ่าเผยของชายหนุ่มผู้นี้แผ่กลิ่นอายความดุดันของคนฝึกยุทธ์ออกมาตลอดเวลา
หญิงสาวสวมกระโปรงคอป้ายทำจากผ้าไหมบางเบาสีส้มแดง ที่เอวห้อยป้ายหยกเขียวประดับพู่
ใบหน้าอันงดงามหมดจดประกอบกับรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายไป ทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่อาจละสายตาไปได้อย่างง่ายดาย
คนทั้งสองที่มีบุคลิกและการแต่งกายเช่นนี้ นับว่าหาดูได้ยากในหมู่บ้านอันเงียบสงบของพวกเขา
ทว่าเมื่อชายหญิงหนุ่มสาวคู่นี้เดินตรงไปยังลานบ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่สุดปลายถนนดิน ก็มีคนมากมายคาดเดาสถานะของพวกเขาออก
"นักแสดงงิ้วที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตกนี่ช่างแตกต่างจริงๆ รูปร่างหน้าตาล้วนงดงามและหล่อเหลาเป็นที่หนึ่ง"
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรอจนคนทั้งสองเดินห่างออกไป จึงเอ่ยคำพูดนี้ออกมาโดยจิตใต้สำนึก
ทว่าวินาทีต่อมา หูของเขาก็ถูกสตรีวัยกลางคนร่างอวบอ้วนบึกบึนบิดหมับเข้าให้!
"โอ๊ยๆๆ!"
"น้องหญิง!"
"เจ้าทำอันใดเนี่ย?"
ชายวัยกลางคนกุมมือของสตรีผู้นั้นเอาไว้พลางค้อมเอวลงเล็กน้อย
"ทำอันใดงั้นรึ?" สตรีวัยกลางคนเอ่ยอย่างมีน้ำโห "เมื่อครู่นี้ตาของเจ้าแทบจะถลนไปติดอยู่บนตัวนางงิ้วนั่นอยู่แล้ว!"
"คนชั้นต่ำที่สุดในบรรดาเก้าอาชีพชั้นต่ำ เจ้าก็ยังชอบมองอีกหรือ?"
"หรือเป็นเพราะเจ้าเองก็เป็นคนชั้นต่ำไร้ค่าเหมือนกัน?"
"น้องหญิง! เจ้าเบาเสียงหน่อย~" ชายวัยกลางคนรีบเอ่ย "พวกเขายังเดินไปไม่ไกลเลยนะ~"
"กลัวอันใดเล่า!" สตรีวัยกลางคนตะเบ็งเสียงตะโกน "พวกงิ้วคือพวกที่ไร้ค่าที่สุดในบรรดาเก้าอาชีพชั้นต่ำ!"
"นี่คือสิ่งที่ฮ่องเต้ฉิงฟางของพวกเราตรัสเอาไว้!"
"ใครกล้าไม่ยอมรับบ้าง?"
"น้องหญิง! ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว เจ้ารีบหยุดพูดเถอะ~" ชายวัยกลางคนประสานมือคารวะปะหลกๆ ด้วยเกรงว่าชายหนุ่มที่เมื่อครู่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเก่งกาจเรื่องเตะต่อยผู้นั้น จะพุ่งตัวเข้ามาทุบตีพวกเขาสักยก...
ทว่าสตรีวัยกลางคนประเภทนี้ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
เพียงชั่วจิบชา นางก็เริ่มก่นด่าทอประจานอยู่กลางถนนด้วยตัวเอง
ห่างออกไปไม่ไกล ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลงก่อน เขาหันไปมองสตรีวัยกลางคนด้วยแววตาดุดันแฝงโทสะ
เมื่อเขาก้าวเท้าออกไปหาสตรีที่กำลังก่นด่ากลางถนนเพียงก้าวเดียว สตรีวัยกลางคนผู้นั้นก็ทิ้งสามีของตนแล้ว "พุ่ง" เข้าไปในบ้านของตัวเองทันที
ชายวัยกลางคนที่ตระหนักได้ถึงความผิดปกติหันขวับไปมองชายหนุ่ม หลังจากสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เขาก็รีบประสานมือโค้งคำนับทันที "ขออภัยด้วย ขออภัยด้วย!"
ขณะที่กล่าวขอโทษ เขาก็ยังชี้ไปยังตัวบ้าน พลางใช้เสียงที่เบาลงเล็กน้อยและทำรูปปากเกินจริงกล่าวว่า "นางปากพล่อย~ นางปากพล่อย~"
"ซื่ออัน ช่างเถอะ"
หญิงสาวเอื้อมมือไปกุมหมัดที่กำแน่นของเสิ่นซื่ออัน
ฝ่ายหลังมองหญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะคลายหมัดออก แล้วเปลี่ยนมาจับมือของหญิงสาวเอาไว้ "ได้ เราจะไม่ให้คนพรรค์นี้และเรื่องพรรค์นี้มาส่งผลกระทบต่ออารมณ์"
"อืม~" หญิงสาวแย้มยิ้ม "ไปกันเถอะ รีบไปหาท่านอาจารย์กับพวกเขากัน"
เสิ่นซื่ออันพยักหน้า "ตกลง!"
หลังจากนั้น คนทั้งสองก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเล็กน้อย ร่างของพวกเขาหายลับเข้าไปในจวนที่อยู่สุดถนนอย่างรวดเร็ว
สายตาที่จับจ้องอยู่บนร่างของพวกเขา ก็พลันมลายหายไปเช่นกัน
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่!"
"พวกเรากลับมาแล้ว!"
ประตูของลานบ้านที่อยู่สุดปลายถนนนั้นเปิดอ้าอยู่
ดังนั้นเมื่อชายหญิงหนุ่มสาวเพิ่งจะเดินเข้าไป ก็มองเห็นศิษย์พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้กำลังกวาดพื้นอยู่
"เสี่ยวซื่อจื่อ! เสี่ยวจ่าวจื่อ!"
สตรีผู้มีสีผิวราวกับข้าวสาลีชะงักงันไปเล็กน้อย จากนั้นก็โยนไม้กวาดในมือทิ้ง อ้าแขนกางออกต้อนรับ แล้วรวบกอดชายหญิงหนุ่มสาวเอาไว้
"ท่านอาจารย์! เจิ้งขุย!"
"พวกท่านรีบออกมาเร็ว!"
"เสี่ยวซื่อจื่อกับเสี่ยวจ่าวจื่อกลับมาแล้ว!"
สตรีเซี่ยอวี้ตะโกนด้วยความตื่นเต้น มือก็คอยบีบมือที่ขาวเนียนนุ่มนิ่มของ 'เสี่ยวจ่าวจื่อ' แล้วตบลงบนบ่ากว้างหนาของ 'เสี่ยวซื่อจื่อ' เป็นระยะ
ครู่ต่อมา ร่างสองร่างที่สูงร่างหนึ่งเตี้ยร่างหนึ่งก็เดินแกมวิ่งออกมาจากห้องโถง
ร่างสูง คือศิษย์พี่ใหญ่ของชายหญิงคู่นี้...จางเจิ้งขุย
ส่วนร่างเตี้ย คืออาจารย์ร่วมสำนักของพวกเขา...จินอาเต๋อ
ไม่รอให้พวกเขาก้าวเข้ามาหา ชายหญิงหนุ่มสาวก็ดึงศิษย์พี่หญิงใหญ่ของตนให้เดินเข้าไปต้อนรับด้วยกัน
"ท่านอาจารย์!"
"ศิษย์พี่ใหญ่!"
ชายหญิงหนุ่มสาวประสานมือทำความเคารพพร้อมกัน
"พอแล้วๆ~"
"ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น เก็บธรรมเนียมมารยาทพวกนั้นไปเถอะ~"
ชายชราร่างผอมบางที่แผ่นหลังดูค่อมลงเล็กน้อยโบกมือพลางหัวเราะร่วน "เข้าบ้านไปนั่งเถอะ เข้าบ้านไปนั่ง"
ศิษย์พี่ใหญ่รีบกล่าว "ใช่ เข้ามาในบ้านเถอะ พวกเจ้ากินอะไรมาหรือยัง? ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอาหาร คงทำให้พวกเจ้าได้แค่บะหมี่ผักดอง แถมไข่ดาวอีกสองฟองเท่านั้น"
"กิน..."
ชายหญิงหนุ่มสาวกลืนคำว่า "แล้ว" ลงคอไป และยิ้มออกมาพร้อมกัน "ศิษย์พี่ใหญ่ พอได้ยินบะหมี่ผักดองแถมไข่ดาวของท่าน พวกเราก็เหมือนจะยังไม่ได้กินมาเลย"
"จิ๊!" ศิษย์พี่ใหญ่กอดอก "ตกลงกินมาหรือยัง! แค่บะหมี่ผักดองชามเดียวพวกเจ้าก็ยังจะตะกละอีกหรือ?"
ทว่า ไม่รอให้ทั้งสองคนตอบกลับ ศิษย์พี่ใหญ่ก็โบกมือด้วยใบหน้ารังเกียจ "ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าไปทำมาให้พวกเจ้าชามหนึ่งก็แล้วกัน อย่างไรเสียก็ทำเสร็จเร็วอยู่แล้ว"
"อย่าๆๆ~"
"พวกเรากินมาแล้ว~"
"นั่งพักก่อนเถอะ รอจนถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วค่อยกินพร้อมกัน"
ชายหญิงหนุ่มสาวดึงรั้งศิษย์พี่ใหญ่เอาไว้ ก่อนจะพยุงท่านอาจารย์เดินเข้าไปในบ้าน
หลังจากเข้ามานั่งในบ้านแล้ว ทุกคนก็ทักทายปราศรัยกันอีกพักใหญ่
พูดคุยกันว่า 'เสี่ยวซื่อจื่อ' ร่างกายกำยำขึ้นไม่น้อย และกล่าวชมว่า 'เสี่ยวจ่าวจื่อ' ก็งดงามขึ้นเช่นกัน
เอ่ยถึงรูปร่างที่เคยแข็งแกร่งบึกบึนของศิษย์พี่ใหญ่กับพุงที่ยื่นป่องออกมาเพราะความอ้วนในปัจจุบัน
สนทนากันถึงศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่เคยมีรูปร่างอ้อนแอ้นได้สัดส่วน แต่บัดนี้กลับเริ่มเสียทรงไปบ้างแล้ว
พูดคุยสัพยอกถึงหนวดเคราและเส้นผมที่หงอกขาวประปราย ตลอดจนแผ่นหลังที่ค้อมลงเล็กน้อยของท่านอาจารย์...
บรรยากาศภายในห้องโถงเป็นไปอย่างครึกครื้นอบอุ่น จวบจนกระทั่งประโยคหนึ่งของเสิ่นซื่ออันดังขึ้น "ภาพเหตุการณ์นี้ ราวกับเมื่อสิบแปดปีก่อน ตอนที่ข้ากับเสี่ยวจ่าวจื่อวิ่งออกไปขอฝนด้วยกัน แล้วพวกท่านอาจารย์กำลังอบรมสั่งสอนพวกเราอยู่ในห้องโถงไม่มีผิด"
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา ภายในห้องโถงก็เงียบสงัดลงในพริบตา
ในห้วงความคิดของทุกคนอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพค่ำคืนเมื่อสิบแปดปีก่อนขึ้นมา...
"ผ่านไปสิบแปดปีแล้ว..." ชายชราร่างผอมบางจุดกล้องยาสูบขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นควันสีขาวโขมงออกมา
ควันไฟที่ฉุนจมูกทำให้ทุกคนดึงสติกลับมา
เมื่อศิษย์พี่หญิงใหญ่เห็นเข้า ก็รีบ "เสริม" ทันที "ใช่แล้ว~ ผ่านไปสิบแปดปีแล้ว ท่านอาจารย์ยังเลิกกล้องยาสูบไม่ได้เลย!"
ชายชราร่างผอมบางดับกล้องยาสูบพลางหัวเราะร่วน "เลิกแล้วๆ เริ่มเลิกตั้งแต่ตอนนี้เลย!"
"หึ~" ศิษย์พี่หญิงใหญ่มองไปยังศิษย์น้องชายหญิง แล้วเอ่ยถาม "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีมานี้ท่านอาจารย์พูดว่าจะเลิกสูบยามากี่ครั้งแล้ว?"
ชายหญิงหนุ่มสาวหัวเราะพลางเอ่ยถาม "กี่ครั้งล่ะ?"
ศิษย์พี่หญิงใหญ่ชูมือข้างหนึ่งขึ้น "อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่าห้าพันครั้ง!"
ชายชราร่างผอมบางเอ่ยแย้ง "จะมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?"
"หึหึ~ นี่ข้ายังพูดน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!" ศิษย์พี่หญิงใหญ่นับนิ้วพลางเอ่ย "เสี่ยวซื่อจื่อ เสี่ยวจ่าวจื่อ พวกเจ้าไม่รู้อะไร"
"ท่านอาจารย์ของพวกเรา วันหนึ่งสามารถเลิกกล้องยาสูบได้ถึงห้าครั้ง"
เสิ่นซื่ออันกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้ม "เข้าใจแล้วๆ! ตื่นมาตอนเช้าสูบไปหนึ่งคำ ก็เลิกทันที"
"ยามอู่สูบอีกคำ ตอนบ่ายสูบอีกคำ ตอนกลางคืนสูบอีกคำ ก่อนนอนสูบอีกคำ..."
"พอสูบเสร็จแต่ละครั้งก็เลิก เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?"
"ท่านอาจารย์ดูสิ!" ศิษย์พี่หญิงใหญ่หัวเราะร่วน "ขนาดเสี่ยวซื่อจื่อไม่เคยเห็น ก็ยังเดาออกเลยว่าท่านเป็นเช่นไร!"