- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 408 รู้อยู่แล้วว่าฝนจะตก
บทที่ 408 รู้อยู่แล้วว่าฝนจะตก
บทที่ 408 รู้อยู่แล้วว่าฝนจะตก
สถานีม้าเร็วร้าง!
ยามกลางวัน ภายในห้องโถงใหญ่อบอ้าวเสียจนหาใดเปรียบ กลิ่นเหงื่อฉุนเฉียวในอากาศชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
ที่มุมหนึ่งริมหน้าต่างของห้องโถงใหญ่ เฒ่าเจิ้งและบุตรชายของเฒ่าเจิ้งต่างถือพัดสานคนละเล่ม พัดวีให้กับคนในครอบครัวของตน
เดิมทีพวกเขาวางแผนไว้ว่าจะออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ โดยอาศัยช่วงเวลาที่อากาศยังไม่ร้อน
ทว่าเนื่องจากลั่วเฉินกำชับพวกเขาว่าเด็กน้อยในบ้านต้องพักผ่อนสักหนึ่งวัน ไม่เหมาะที่จะเดินทางไกล พวกเขาจึงรั้งอยู่ต่อ
"ท่านพ่อ... ท่านว่าอาจารย์ลั่วและคณะเดินทางไปถึงที่หมายแล้วหรือยัง?"
ชายหนุ่มพัดวีไปพลาง หาเรื่องชวนคุยไปพลาง
"ลองคำนวณเวลาดูแล้วก็น่าจะถึงแล้วล่ะ" เฒ่าเจิ้งขานรับ พลางหยิบถุงน้ำขึ้นมาจิบเบาๆ
"ร้อนเหลือเกิน~" ชายหนุ่มหยิบถุงน้ำที่บิดาวางลงขึ้นมาจิบอึกเล็กๆ ก่อนจะเอ่ยอีกว่า "ไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกเขาร้องงิ้วกันแล้วหรือยัง"
"ใครจะไปรู้ล่ะ" เฒ่าเจิ้งถอนหายใจ "พวกเขาล้วนเป็นคนดี หวังว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว"
"จะสำเร็จได้อย่างไรกัน?" หญิงชราส่ายหน้า "หากงิ้วแค่เรื่องเดียวสามารถขอฝนได้สำเร็จ เช่นนั้นคณะงิ้วมิต้องตระเวนกู้ภัยไปทั่วหรอกหรือ?"
"ยายเฒ่า!" พัดสานในมือเฒ่าเจิ้งชะงักไป สีหน้าของเขาเย็นชาลงอย่างหาได้ยาก "ยามปกติเจ้าชอบพูดจาตัดรอน ข้าก็ไม่ถือสาหาความกับเจ้า"
"แต่อาจารย์ลั่วกับคณะไม่เพียงมีบุญคุณต่อพวกเรา ทั้งยังอุตส่าห์เดินทางมาไกลแสนไกลเพื่อช่วยเหลือชาวชวีหนานของพวกเราอีกด้วย"
"ทั้งสองข้อนี้ แค่ข้อใดข้อหนึ่งพวกเราก็ควรสำนึกในบุญคุณอย่างสุดซึ้งแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีครบทั้งสองข้อเสียอีก!"
อยู่กินกันมาหลายสิบปี หญิงชราย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของสามีตนเองดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าเช่นนี้ นางก็รู้ว่าเขาโกรธจริงๆ แล้ว จึงรีบตบปากตัวเองเบาๆ "ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาบั่นทอนเลยจริงๆ เพียงแต่รู้สึกว่า... เฮ้อ ช่างเถิด ไม่พูดแล้ว..."
"เจ้ายังจะทำท่าทีเช่นนี้อีก!" เฒ่าเจิ้งเบิกตากว้าง น้ำเสียงพลันสูงขึ้นอย่างอดไม่ได้
เมื่อเห็นว่าบิดามารดาของตนกำลังจะทะเลาะกัน สองสามีภรรยาหนุ่มสาวก็รีบเอ่ยปากห้ามปรามทันที
รอจนกระทั่งท่าทีฮึดฮัดจะทะเลาะกันของผู้อาวุโสทั้งสองมลายหายไป สองสามีภรรยาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนที่เดินเข้าออกภายในห้องโถงใหญ่ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คนส่วนใหญ่ทนความอบอ้าวภายในห้องโถงไม่ไหว จึงเลือกที่จะออกจากสถานีม้าเร็วไปหาที่ร่มใต้ต้นไม้เพื่อรับลมพักผ่อน
ครอบครัวของเฒ่าเจิ้งเองก็ร้อนจนแทบทนไม่ไหวเช่นกัน สองสามีภรรยาหนุ่มสาวรวมถึงหญิงชราต่างผลัดกันอุ้มเด็กน้อยออกไปรับลมนอกบ้าน
มีเพียงเฒ่าเจิ้งคนเดียวเท่านั้น แม้จะร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย เขาก็ยังคงยืนปักหลักอยู่ที่ตำแหน่งริมหน้าต่างภายในห้องโถงใหญ่ ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
สำหรับเรื่องนี้ คนในครอบครัวสกุลเจิ้งที่เหลือต่างรู้สึกเพียงว่าชายชรายิ่งแก่ก็ยิ่งดื้อรั้น
คำพูดของผู้มีพระคุณนั้นสมควรต้องฟังก็จริง แต่ก็ไม่เห็นจะต้องทำถึงขั้นนี้เลย...
"ท่านพ่อ ท่านกินแผ่นแป้งสักคำเถิด"
ชายหนุ่มยื่นแผ่นแป้งให้ เฒ่าเจิ้งโบกมือปฏิเสธ พลางพ่นลมหายใจร้อนระอุออกมา "ร้อนเกินไป กินไม่ลงหรอก"
"ท่านพ่อ~" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างจนใจ "ท่านก็ออกไปรับลม สูดอากาศสักหน่อยเถิด ข้ารับรองว่าจะคอยเฝ้าที่ตรงนี้ไว้ให้ จะไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว ดีหรือไม่?"
"ช่างเถอะ" เฒ่าเจิ้งโบกมือ "ข้างในกับข้างนอกก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ข้าจิบน้ำสักหน่อยก็พอแล้ว"
ชายหนุ่มยิ้มขื่น "เอาเช่นนั้นก็ได้"
ในช่วงรอยต่อระหว่างยามอู่และยามเว่ย ผู้คนก็เริ่มเบียดเสียดเข้ามาในสถานีม้าเร็วร้างแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าการอยู่ในห้องโถงตอนกลางคืนนั้นจะปลอดภัยกว่า แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อห้องโถงใหญ่มีคนนั่งจนเต็มแล้ว ทุกคนจึงทำได้เพียงเลือกที่จะไปดูในลานบ้านล่วงหน้า ว่ายังมีทำเลดีๆ เหลืออยู่หรือไม่
ครืน!!!
เสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงดังขึ้นกะทันหัน ทุกคนล้วนใจหายวาบ!
ทันใดนั้น ก็มีคนตะโกนลั่นมาจากในลานบ้านว่า "ฟ้าร้องแล้ว! ฝนตกแล้ว!"
ภายในห้องโถงใหญ่ ทุกคนต่างพากันวิ่งออกไปข้างนอก!
ผู้คนโห่ร้องด้วยความปีติยินดี อาบไล้ไปในพายุฝนโหมกระหน่ำ!
ครอบครัวของเฒ่าเจิ้งเองก็ดีอกดีใจเช่นกัน!
"ท่านพ่อ! ฝนตกแล้ว! ฝนตกแล้ว!"
"ตาเฒ่า! ฝนตกแล้ว!"
นอกเหนือจากเฒ่าเจิ้งแล้ว ผู้ใหญ่อีกสามคนต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นดีใจเป็นล้นพ้น!
"ท่านพ่อ! พวกเราออกไปรับความเย็นข้างนอกกันเถิด!"
"ไปสิ! ตาเฒ่า!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฒ่าเจิ้งก็ฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า "ส่งเด็กน้อยมาให้ข้าเถอะ พวกเจ้าออกไปกันเถิด"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนสกุลเจิ้งพลันชะงักงันไป
พวกเขาคล้ายจะนึกถึงเรื่องแปลกประหลาดบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ก็อธิบายออกมาไม่ถูก
เนิ่นนานให้หลัง หญิงสาวจึงอุ้มเด็กน้อยนั่งลง พลางยิ้มกล่าวว่า "ข้าอุ้มลูกจองที่ไว้ดีกว่า พวกท่านออกไปรับลมเย็นๆ เถิด"
ชายหนุ่มส่ายหน้าเอ่ย "ช่างเถอะ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจะพานเป็นไข้เอาได้ พวกเรายังคงอยู่ในห้องโถงด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ"
"นั่นสิ พวกเรามีหน้าต่างอยู่ ลมเย็นๆ ก็พัดเข้ามาได้~" หญิงชรานั่งลงเช่นกัน ก่อนจะใช้ร่างของตนบังใบหน้าของเด็กน้อยเอาไว้ "ละอองฝนสาดเข้ามาแล้ว อย่าให้เห็ดน้อยบ้านเราต้องเปียกฝนเลย"
ไม่รู้ว่าฟังคำพูดของคุณย่าของตนเองเข้าใจหรือไม่ เด็กน้อยที่กำลังตื่นอยู่จึงส่งเสียงร้อง 'อ้อแอ้' ออกมาหนึ่งที
มาถึงตอนนี้ ภายในสถานีม้าเร็วร้าง นอกเหนือจากคนสกุลเจิ้งแล้ว ทุกคนต่างก็กำลัง 'เฉลิมฉลอง' กันอย่างบ้าคลั่งอยู่ท่ามกลางสายฝน มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ บางครั้งก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า 'ในที่สุดฝนก็ตกเสียที' หรือไม่ก็ยื่นมือออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อสัมผัสถึงรสชาติของหยาดฝนที่ตกลงมากระทบฝ่ามือซึ่งห่างหายไปนาน...
"ท่านพ่อ ท่านว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจารย์ลั่วและคณะขอฝนได้สำเร็จแล้ว?"
ประโยคที่จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาของหญิงสาว ทำให้คนสกุลเจิ้งทุกคนต่างหันไปมองนาง
ในครั้งนี้ ไม่มีใครเอ่ยโต้แย้ง เพราะเกรงว่าจะถูกเฒ่าเจิ้งดุด่าเอา
แต่เฒ่าเจิ้งกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมา "ข้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น"
ชายหนุ่มยิ้มเอ่ย "ท่านพ่อ นี่มันเกินจริงไปแล้ว ข้าไม่ได้จงใจค่อนแคะ... และก็ไม่ได้อยากพูดจาตัดรอน... แต่การร้องงิ้วจะขอฝนได้นั้น มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ นะขอรับ"
"หึๆ~" เฒ่าเจิ้งหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด "พวกเจ้าลองบอกมาสิ ว่าเหตุใดอาจารย์ลั่วถึงให้พวกเรารั้งอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน ทั้งยังกำชับให้พวกเราต้องเข้ามาอยู่ในห้องโถงใหญ่ให้ได้ด้วย?"
ชายหนุ่มตอบ "นั่นก็เพราะเห็ดน้อยบ้านเราสุขภาพไม่ค่อยดีมิใช่หรือ?"
"ไม่ถูก!" เฒ่าเจิ้งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยอย่างหนักแล้ว ว่าอาจารย์ลั่วคงจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าฝนจะตก เขาถึงได้ให้พวกเรารั้งอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน เช่นนี้พวกเราก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลไปโดยเปล่าประโยชน์"
"อีกอย่าง ที่เขาจงใจให้พวกเราหาห้องโถงใหญ่อยู่ ก็เพราะไม่อยากให้พวกเราต้องเปียกฝนนั่นเอง!"
"ท่านพ่อ... ที่ท่านพูดมามันก็เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!" ชายหนุ่มลูบแขนที่ขนลุกเกรียวของตนเอง "ต่อให้ฝนตก พวกเราก็สามารถกลับเข้ามาหลบในห้องโถงใหญ่นี้ได้มิใช่หรือขอรับ?"
"ถึงจะไม่มีที่นั่ง พวกเราก็เข้ามาปักหลักยืนหลบฝนได้นี่นา..."
เพียะ!
หญิงชราตบลูกชายของตนเองไปหนึ่งที
"ท่านแม่! ท่านตบข้าทำไมเนี่ย?"
"เจ้าหันไปดูสิ"
"หันไปดู? หันไปดูอะไร..." เสียงของชายหนุ่มพลันขาดหายไป นั่นก็เพราะภายในห้องโถงใหญ่อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนเต็มพื้นที่แล้ว อีกทั้งยังมีคนอีกไม่น้อยที่กำลังพยายามเบียดตัวเข้ามา!
แม้แต่ทางฝั่งของพวกเขาก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เบียดเสียดเข้ามาแล้ว!
เมื่อเห็นดังนั้น สองพ่อลูกสกุลเจิ้งก็รีบกางแขนขวางอยู่เบื้องหน้าของสตรีและเด็ก สร้างเป็นกำแพงมนุษย์ขนาดย่อม เพื่อกีดกันผู้คนที่เปียกโชกไปทั้งตัวให้อยู่ด้านนอก
"ให้ตายเถิด! ทำไมคนถึงเยอะขนาดนี้!" ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้ เพื่อต้านทานแรงเบียดจากด้านหลัง
เฒ่าเจิ้งใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้เช่นกันพลางหัวเราะลั่น "เหลวไหล! ฝนตกหนักปานนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่เข้าบ้านมาหลบฝน!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ชะงักไป รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านพ่อ ข้าชักจะรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านเพิ่งพูดไปมันคือเรื่องจริงเสียแล้ว อาจารย์ลั่วผู้นั้น รู้อยู่แล้วจริงๆ ว่าฝนจะตก!"
"ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด!" เฒ่าเจิ้งหัวเราะเอ่ย "ข้ามั่นใจถึงเก้าส่วน ว่าฝนที่ตกลงมานี้ ก็เป็นเพราะอาจารย์ลั่วกับคณะขอมาได้สำเร็จ..."
ชายหนุ่มรับคำเอ่ยถาม "เหตุใดถึงไม่เป็นสิบส่วนล่ะขอรับ?"
เฒ่าเจิ้งตอบ "ไม่เคยได้ยินหรือว่า การพูดจานั้นไม่ควรพูดให้เต็มร้อยจนเกินไป?"