- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 406 ทำตกไว้ที่ใด?
บทที่ 406 ทำตกไว้ที่ใด?
บทที่ 406 ทำตกไว้ที่ใด?
"ใบแรก หนึ่งพันตำลึง!"
ชายชรารูปร่างผอมแห้งเอ่ยเสียงดัง "หมายเลขตั๋วเงินคือ เจ็ดศูนย์เก้า...ศูนย์แปดเก้า!"
"หมายเลขตั๋วเงินสิบแปดหลักถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน!" ชายชรารูปร่างท้วมรับคำ พร้อมกับอ่านหมายเลขบนใบเสร็จออกมา!
เมื่อหมายเลขตั๋วเงินใบแรกตรงกัน ผู้คนทั้งหมดก็ถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง!
หมายเลขตั๋วเงินสิบแปดหลักนี้ หากคิดจะเดาส่งเดช เกรงว่าเดาทั้งชาติก็คงไม่มีทางเดาถูก!
ด้วยเหตุนี้ แค่หมายเลขตั๋วเงินใบแรกตรงกัน ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วว่าปรมาจารย์เฟ่ยบนเวทีผู้นี้มีปัญหาใหญ่เข้าแล้ว!
เช่นเดียวกัน หลังจากหมายเลขตั๋วเงินใบแรกตรงกัน ปรมาจารย์เฟ่ยก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที!
เขากระทั่งเริ่มสงสัยว่า เมื่อครู่นี้ตนได้เผาใบเสร็จทิ้งไปแล้วจริงๆ หรือไม่
ทว่า ตัวเขาที่รู้ดีว่าเวลานี้จะแสดงความหวาดกลัวออกมาไม่ได้ จึงได้แต่ฝืนข่มอาการสั่นเทาของร่างกายเอาไว้ แล้วแสร้งทำทีเป็นสงบนิ่งไม่แยแส
กลุ่มชายชราขานหมายเลขตั๋วเงินอย่างรวดเร็ว รวมทั้งหมดมีเพียงเก้าใบ ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบจึงใช้เวลาไปเพียงชั่วจิบชาเท่านั้น
เมื่อหมายเลขตั๋วเงินใบสุดท้ายตรงกัน กลุ่มชายชราตลอดจนผู้คนด้านล่างเวทีต่างก็ตวัดสายตาดุดันจ้องมองไปยังชายชราชุดเทา!
"ปรมาจารย์เฟ่ย! พวกเราต้องการคำอธิบาย!"
ชายชรารูปร่างท้วมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาคมกริบ
"ใช่แล้ว! ตาเฒ่า! รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
"กระทั่งเงินของผู้ประสบภัยเจ้ายังกล้าหลอกลวง เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่!"
"บัดซบ! วันนี้หากไม่อธิบายมาให้รู้เรื่อง ข้าจะทุบตีเจ้าให้ตาย!"
"หลายวันมานี้ พวกเราไม่มีน้ำดื่มไม่มีข้าวกิน แต่กลับต้องเอาของดีๆ มาปรนนิบัติเจ้า ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย! พูดมาสิ!"
ชั่วพริบตานั้น อารมณ์ของผู้คนด้านล่างเวทีก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที หลายคนแทบอยากจะพุ่งขึ้นไปบนเวทีเพื่อรุมประชาทัณฑ์ชายชราชุดเทาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อมองดูผู้คนด้านล่างเวทีที่แสดงท่าที 'แยกเขี้ยวยิงฟัน' ราวกับอยากจะฉีกเนื้อเถือหนังเขาให้ตายทั้งเป็น ชายชราชุดเทาก็ตระหนักได้ว่าหากวันนี้เขาไม่ยอมรับผิดอย่างเด็ดขาดล่ะก็ เกรงว่าคงจะต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
เรื่องที่เขาทำลงไปนี้ ต่อให้เขาถูกตีตายคาที่ ที่ทำการย่อยในท้องถิ่นตลอดจนที่ทำการหลักก็อาจจะปล่อยปละละเลย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็คุกเข่าลงดัง 'ตุบ' ทันที ก่อนจะโขกศีรษะให้ผู้คนทั้งหลายอย่างแรงสามครั้ง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าก็อาบชุ่มไปด้วยเลือด "ทุกท่าน! ตาเฒ่าอย่างข้าลำบากเหลือเกิน!"
"ข้าสมควรตาย! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ จึงได้มาหลอกลวงเงินของพวกท่าน!"
พูดจบ ชายชราชุดเทาก็ตบปากตัวเองฉาดแล้วฉาดเล่า
แต่ละครั้งล้วนส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เพียงชั่วครู่ เขาก็ตบหน้าตัวเองจนบวมเป่งเป็นหัวหมู กระทั่งฟันกรามสองซี่ที่เหลืออยู่ก็ยังหลุดกระเด็นออกมา!
ต้องยอมรับว่า การที่เขาลงมือกับตัวเองอย่างโหดเหี้ยมตั้งแต่แรกเช่นนี้ได้ผลจริงๆ
เพลิงโทสะของคนจำนวนไม่น้อยมอดดับลงไปหลายส่วนในทันที
ผ่านไปเนิ่นนาน หลังจากกลุ่มชายชราปรึกษาหารือกันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะจับตัวเขาส่งไปยังที่ทำการย่อยที่อยู่ใกล้ที่สุด
ถึงเวลานั้นจะฆ่าหรือจะขัง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของที่ทำการท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสิน
และเมื่อชายชราชุดเทาได้ยินว่าจะถูกส่งตัวไปยังที่ทำการทางการ เขาจึงได้หยุด 'ทุบตี' ตัวเอง
เมื่อชายฉกรรจ์สองคนหิ้วปีกเขาลงจากเวที ขณะที่เดินผ่านข้างกายลั่วเฉิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา "น้องชาย เมื่อครู่ข้าทำใบเสร็จตกไว้ที่ใดหรือ?"
ลั่วเฉินหันไปมองเขา ยิ้มออกมาน้อยๆ โดยไม่ตอบกลับแต่อย่างใด
หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มชายชราก็บอกกล่าวแก่ชาวบ้านด้านล่างเวทีว่า หลังจากนี้จะรีบนำตั๋วเงินไปแลกเป็นเศษเงินก้อน และจะรีบนำเงินที่แต่ละครอบครัวบริจาคมาไปคืนให้เร็วที่สุด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านทั้งหมดก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าตอนนี้แม้จะได้เงินคืนมาแล้ว แต่สายฝนที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนานกลับไม่มีวันตกลงมาเสียแล้ว...
"ทุกท่าน!"
"อย่าได้หดหู่สิ้นหวังกันไปเลย!"
"วันนี้แม้เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งจะล้มเหลวลงอีกครั้ง แต่อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้สูญเสียเงินทองไป แม้จะเสียไปบ้างก็เป็นเพียงค่ากินค่าอยู่ของตาเฒ่าจอมลวงโลกนั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
"หากเทียบกับเงินสี่พันห้าร้อยตำลึงนั่นแล้ว ก็นับว่าเป็นเพียงขนเส้นเดียวจากวัวเก้าตัวเท่านั้น!"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ชายชรารูปร่างท้วมก็หันไปมองลั่วเฉินแล้วเอ่ยต่อ "วันนี้หากไม่ได้ท่านอาจารย์ ชาวบ้านชวีหนานของพวกเราคงต้องแบกรับความทุกข์ระทมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเป็นแน่!"
"โปรดรับการคารวะจากชาวบ้านชวีหนานอย่างพวกเราด้วยเถิด!"
สิ้นคำกล่าวนั้น ชายชรารูปร่างท้วมตลอดจนกลุ่มคนชราทั้งหลายก็ประสานมือคารวะลั่วเฉินพร้อมกัน
"โปรดรับการคารวะจากพวกเราด้วยเถิด!"
ชาวบ้านด้านล่างเวทีเมื่อได้สติ ก็พากันค้อมกายประสานมือคารวะลั่วเฉินอย่างสุดซึ้งเช่นกัน
ลั่วเฉินที่ยืนอยู่บนเวทีไม่ได้หลบเลี่ยง เขายอมรับการคารวะในครั้งนี้
เมื่อทุกคนยืดตัวขึ้นแล้ว เขาก็หันไปมองนักแสดงเด็กทั้งสองที่กำลังประสานมือคารวะเขาอยู่เช่นกัน "ซื่ออัน จ่าวหนิง พวกเจ้าทั้งสองขึ้นมาบนเวทีเถิด"
เมื่อเห็นลั่วเฉินเรียกพวกตน นักแสดงเด็กทั้งสองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบียดเสียดผู้คนวิ่งขึ้นไปบนเวทีอย่างไม่ลังเล
ผู้คนต่างรู้สึกงุนงง แต่ก็มองออกว่าการที่ลั่วเฉินเรียกเด็กทั้งสองขึ้นไปบนเวทีนั้นคงมีเรื่องจะกล่าว จึงพากันรอคอยอย่างเงียบๆ
"ซื่ออัน จ่าวหนิง"
"พวกเจ้าสองคนเล่าจุดประสงค์ที่มายังหมู่บ้านเหล่าหยางแห่งนี้ ตลอดจนต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้ทุกคนฟังเถิด"
เมื่อลั่วเฉินเอ่ยจบ
นักแสดงเด็กทั้งสองต่างก็ชะงักงัน "พวกเราเป็นคนพูดหรือ?"
ลั่วเฉินเอ่ยตอบ "ย่อมต้องเป็นพวกเจ้าสิ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจะมาร้องงิ้วหรอกหรือ? ข้าก็แค่มาช่วยพากย์บทเท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักแสดงเด็กทั้งสองก็มองหน้ากัน ก่อนจะเริ่มเล่าถึงจุดประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้พร้อมกัน...
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป นักแสดงเด็กทั้งสองก็เล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดจนจบ และจากปากของพวกเขา ชาวบ้านก็ได้รู้แซ่ของบัณฑิตชุดเขียวที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเด็กทั้งสอง
"วีรบุรุษน้อยทั้งสอง ช่างมีจิตใจเมตตายิ่งนัก~"
ชายชรารูปร่างท้วมถอนหายใจยาว ทำลายความเงียบสงบในบริเวณนั้นลง
"มารดามันเถอะ นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างคนกับคน!"
"ตาเฒ่าจอมลวงโลกทำทุกวิถีทางเพื่อหลอกลวงเงินทอง แต่วีรบุรุษน้อยกลับดั้นด้นมาถึงหมู่บ้านเหล่าหยางของพวกเราท่ามกลางอากาศร้อนระอุเช่นนี้เพียงเพื่อช่วยเหลือพวกเรา!"
"วีรบุรุษน้อย! พวกเจ้าจะร้องงิ้วเมื่อใด! ข้าจะอยู่ดูแน่นอน!"
"ข้าก็เหมือนกัน!"
อาจเป็นเพราะเพิ่งถูกหลอกลวงมา ผู้คนจึงรู้สึกหวงแหนความหวังดีที่ปรากฏขึ้นมากะทันหันนี้เป็นพิเศษ
แม้ในใจพวกเขาจะรู้ดีว่า การแสดงงิ้วเพียงหนึ่งรอบคงไม่อาจขอฝนได้ก็ตามที
แต่กลับไม่มีใครเอ่ยขัดหรือดับฝันพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว หนำซ้ำพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำก็พากันไปช่วยเก็บกวาดเวทีงิ้วเสียแล้ว เพื่อให้นักแสดงเด็กทั้งสองสามารถเริ่มร้องงิ้วได้ในวันนี้เลย...
"ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน!"
"งิ้วเรื่องนี้ไม่ต้องจัดฉากอะไรมาก ขอเพียงเก็บกวาดข้าวของบนเวทีนี้ให้สะอาดก็พอแล้ว"
เมื่อมองดูชาวบ้านที่กรูขึ้นมาบนเวทีเพื่อสอบถามว่าพวกตนต้องการเสื้อผ้า พัดจีบ หรือสิ่งของใดๆ หรือไม่ นักแสดงเด็กทั้งสองก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ต้อง
เนื่องจากมีคนอยู่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก เพียงชั่วพริบตา ข้าวของบนเวทีก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน
ชาวบ้านที่ช่วยเก็บกวาดข้าวของเสร็จแล้วก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงรอคอยอยู่ด้านล่างเวทีอย่างเงียบๆ พลางจับจ้องไปยังนักแสดงเด็กทั้งสอง
"เอาล่ะ ต่อจากนี้ไปเวทีนี้ก็ขอมอบให้พวกเจ้าแล้วกัน"
"เมื่อถึงเวลาที่ข้าต้องพากย์บท ข้าจะขึ้นมาบนเวทีเอง"
พูดจบ ลั่วเฉินก็ตบไหล่นักแสดงเด็กทั้งสองเบาๆ ก่อนจะเดินลงจากเวทีไป
ส่วนนักแสดงเด็กทั้งสองก็มองหน้ากัน ก่อนจะซุบซิบแลกเปลี่ยนกันเสียงเบา
"เสี่ยวซื่อจื่อ เจ้าประหม่าหรือไม่?"
"นิดหน่อย แล้วเจ้าล่ะ?"
"ข้าก็ประหม่านิดหน่อยเหมือนกัน"
"ช่างเถอะ! คนเขาเรียกพวกเราว่าวีรบุรุษน้อย พวกเราจะมัวประหม่าอยู่ได้อย่างไร?"
"เจ้าพูดถูก!"
สิ้นคำกล่าวนั้น นักแสดงเด็กทั้งสองก็แยกย้ายกันไปยืนประจำที่ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาทอประกายเจิดจ้า...