- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 359 เจ้าไปข้าก็จะไป
บทที่ 359 เจ้าไปข้าก็จะไป
บทที่ 359 เจ้าไปข้าก็จะไป
"แผดเผาวิญญาณทั้งสามและดวงจิต เหลือเพียงร่างเนื้อที่ว่างเปล่า"
"การตายเช่นนี้ ไม่ต่างอันใดกับวิญญาณแตกซ่าน"
"เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าการส่งเขากลับไป จะสามารถช่วยชีวิตเขาได้"
หลังจากซูเหลียนเยวี่ยเอ่ยถามจบ ก็หันไปมองอาชื่อ
ฝ่ายหลังเมื่อได้รับสายตา ก็ตระหนักได้ว่าตนลืมรินน้ำชาให้ซูเหลียนเยวี่ย
ดังนั้นเขาจึงรีบยกถ้วยน้ำชาไปให้ทันที "พี่สาวซู ข้าลืมไป ข้าลืมไป..."
"ไม่เป็นไร" ซูเหลียนเยวี่ยจิบน้ำชา นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยมองไปยังฮวาหลงซวง ราวกับกำลังรอให้อีกฝ่ายให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผล
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮวาหลงซวงก็ยิ้มขื่น แล้วตอบว่า "นี่คือสิ่งที่สามีข้าเคยบอกไว้ก่อนตาย"
"เขาเคยบอกข้าว่า ภายในสำนักเบญจธาตุของพวกเขา ศิษย์ทุกคนหลังจากบรรลุขอบเขตทะเลปราณ จะแบ่งวิญญาณทั้งสามออกไปส่วนหนึ่ง แล้วนำไปวางไว้ที่สถานที่บรรลุเซียนของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก... เหออีเชี่ยน!"
"ขอเพียงวางวิญญาณทั้งสามไว้ในเหออีเชี่ยน ยามศิษย์สำนักเบญจธาตุออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอก ต่อให้กายหยาบแหลกสลาย วิญญาณแตกซ่าน ก็ยังมีวันที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้"
"เดี๋ยวก่อน" ซูเหลียนเยวี่ยยกมือขึ้นขัดจังหวะ "ความหมายของเจ้าก็คือ ไม่ใช่ว่าพอส่งคนกลับไปแล้วจะสามารถฟื้นขึ้นมาได้ทันทีงั้นรึ"
ฮวาหลงซวงพยักหน้า "ใช่ ต้องใช้เวลายาวนานและของวิเศษล้ำค่ามากมายในการหล่อเลี้ยง..."
ซูเหลียนเยวี่ยกล่าว "เช่นนั้นที่เจ้าส่งเขากลับไป ก็เพียงเพื่อต้องการให้เขามีชีวิตรอดเท่านั้นรึ"
ฮวาหลงซวงถามกลับ "ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะเป็นอันใดได้เล่า"
"ไม่มีอันใด" ซูเหลียนเยวี่ยผายมือเชิญ "เจ้าเล่าต่อเถิด..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮวาหลงซวงจึงเล่าต่อ "แม้สำนักเบญจธาตุจะมีเจตนาร้ายต่อเผ่าปีศาจ แต่โดยรวมแล้วก็ยังมีเหตุผลอยู่บ้าง พวกเขาพบข้าหลายครั้ง ก็ไม่ได้ลงมือสังหารโดยตรง จนกระทั่งท้ายที่สุดก็เพียงแค่ต้องการกักขังข้า ลบความทรงจำของข้าทิ้งไปเท่านั้น"
"ดังนั้น การไปครั้งนี้คงจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต"
"แต่เหออีเชี่ยนไม่เพียงเป็นสถานที่ผสานเต๋าของเจินเซียนชิงสิงเท่านั้น แต่ยังเป็นแดนลับด่านทดสอบที่ยากยิ่งอีกด้วย!"
"หากจะเดินไปจนถึงจุดสิ้นสุด ย่อมต้องผ่านด่านเบญจธาตุที่สอดคล้องกัน ด่านทั้งห้านี้มักถูกสำนักเบญจธาตุนำมาใช้เพื่อทดสอบศิษย์ ผู้ที่สามารถผ่านไปได้นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย"
"ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดอยากจะหาคนช่วย เพื่อพาสามีข้ากลับไป"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเหลียนเยวี่ยก็ยิ้มถาม "เซียนที่มีตบะสูงสุดของสำนักเบญจธาตุในยามนี้อยู่ในขอบเขตใด เจ้ารู้หรือไม่"
"เซียนบก ซึ่งก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเบญจธาตุ... เจินเซียนชิงสิง!"
"เพียงแต่เมื่อหลายพันปีก่อนเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ว่ากันว่าออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า..."
"รองลงมา คือเบญจธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ดูแลยอดเขาทั้งห้าตามลำดับ และร่วมกันเป็นผู้อาวุโส... พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในขอบเขตเซียนมนุษย์..."
"รองลงไปอีก ตบะก็แตกต่างกันมากแล้ว บ้างก็เป็นเซียนซือเจี่ยเช่นเดียวกับข้า บ้างก็ยังไม่บรรลุเป็นเซียน..."
เมื่อพูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของฮวาหลงซวงก็เบาลงไม่น้อย
"หึๆ~" ซูเหลียนเยวี่ยหันไปมองลั่วเฉิน แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "อาจารย์ลั่ว ข้าว่าเรื่องนี้ไม่เข้าท่าเลย"
"ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าสิ่งที่เรียกว่าเหออีเชี่ยนนั้นจะยากลำบากเพียงใด มีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่"
"แค่ผู้อาวุโสขอบเขตเซียนมนุษย์ทั้งห้าท่านนั้น ก็ไม่ใช่พวกเราที่อยู่ที่นี่จะสามารถรับมือได้แล้ว..."
"บางทีเมื่อก่อนพวกเขาอาจจะยึดมั่นในคุณธรรมของเหล่าเซียน จึงไม่ต้องการสังหารสิ่งมีชีวิตพร่ำเพรื่อ"
"แต่ในยามนี้ ศิษย์เอกของพวกเขากลับยอมแผดเผาดวงจิตเพื่อแม่นางฮวาผู้นี้..."
"นั่นคือศิษย์เอกที่พวกเขามีความหวังว่าจะสามารถผสานเบญจธาตุเป็นหนึ่งเดียวได้มากที่สุด..."
"ต่อให้สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่ความเคียดแค้นในเรื่องนี้ ข้าประเมินดูแล้วคงจะไม่น้อยเลย..."
พูดถึงตรงนี้ ซูเหลียนเยวี่ยก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เรื่องนี้ไม่ควรยื่นมือเข้าไปช่วย ข้าขอแนะนำว่าท่านอย่าช่วยเลย"
"แต่ถ้าหากท่านอยากจะช่วย ข้าก็จะไปกับท่านด้วย"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ปฏิกิริยาของผู้คนในที่นั้นก็แตกต่างกันออกไป
ฮวาหลงซวงหลุบตาลง นางไม่มีความไม่พอใจใดๆ ต่อการพูดตามความจริงของซูเหลียนเยวี่ย มีเพียงความรู้สึกไร้กำลังอย่างลึกซึ้งเท่านั้น
ชายรูปร่างสันทัดกับหญิงสาวร่างเล็กต่างมองหน้ากัน แล้วส่งเสียงทางจิตหากัน:
[น้องลี่~ คุยไปคุยมา เหตุใดจึงกลายเป็นการสารภาพความในใจไปได้ล่ะ?]
[ข้าไม่รู้สิ~ แต่มันชวนจิ้นมากเลยนะ~]
[น้องลี่~ คำว่าจิ้นคืออันใดกัน มีความหมายเดียวกับการแทะเมล็ดแตงโมหรือไม่?]
[ไม่ใช่ หมายถึงน่าดู ชอบดูต่างหาก...]
[อ้อ เจ้าไปเอามาจากไหนกัน?]
[ในหนังสือนิยายไง]
[หนังสือนิยายอันใดรึ?]
[โธ่~ พี่เสวียน ท่านดูพวกเขาไปก่อนสิ~]
[อ้อ...]
อาชื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ หาวหวอดหนึ่ง ราวกับรู้สึกว่าเรื่องขอบเขตพลังที่ทุกคนกำลังพูดถึงอยู่นั้นช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะเสียมารยาท เขาอยากจะบอกทุกคนจริงๆ ว่า อาจารย์ลั่วผู้นี้อย่าว่าแต่เซียนมนุษย์เลย เกรงว่าต่อให้เป็นขอบเขตเซียนบกก็คงจะเอาไม่อยู่...
"แม่นางซู"
"ร้านสัญญาของข้าโดยปกติแล้วจะไม่ฉายภาพออกไปหรอก"
"ในเมื่อภาพฉายได้ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกแม่นางฮวา นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าร้านสัญญามีวาสนาต่อพวกเขา..."
"ดังนั้น หลังจากที่ข้าลั่วเฉินฟังจบ ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็แค่การไปส่งคนผู้หนึ่ง สามารถช่วยเหลือได้..." พูดไป ลั่วเฉินก็จิบน้ำชา แล้วกล่าวต่อ "แม่นางซู ท่านไม่ต้องไปก็ได้นะ..."
ซูเหลียนเยวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง "ท่านไปข้าก็จะไป นี่เป็นเพียงร่างจำแลงร่างหนึ่งของข้า หากตายไปก็ช่างเถิด"
"แต่ในยามคับขัน อย่างน้อยข้าก็สามารถรับประกันได้ว่าจะพาท่านกลับมาได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินยังอยากจะพูดอันใดบางอย่าง แต่ก็ถูกซูเหลียนเยวี่ยพูดขัดขึ้น "ก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่า พวกเราเป็นคนกันเอง จึงไม่พูดจาเหินห่าง"
"หากท่านดึงดันที่จะไป ข้าก็จะต้องไปให้ได้ หากท่านไม่ให้ไป วันหน้าข้าก็จะไม่มาอีกแล้ว"
[จิ้น! จิ้น! จิ้น! พี่เสวียน! รีบมาจิ้นด้วยกันเร็วเข้า!]
[อืม... น้องลี่ ข้าดูไม่ออกจริงๆ ว่ามีอันใดให้น่าจิ้นกัน?]
[พี่เสวียน ท่านไม่รู้สึกว่าพวกเขาน่ารักหวานแหววมากเลยรึ?]
[หืม? ไม่เห็นจะรู้สึกเลย! พวกเขาก็แค่พูดคุยกันตามปกติไม่ใช่รึ? ไม่ได้กินน้ำตาลเสียหน่อย!]
[โธ่~ พี่เสวียน! หากว่าท่านดึงดันจะไปทำเรื่องอันตรายบางอย่าง แล้วข้าบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไปกับท่านให้ได้ ท่านจะรู้สึกหวานชื่นหรือไม่?]
[หวาน! หวานจับใจเลยล่ะ!]
[เช่นนั้นก็ถูกแล้ว~]
[แฮะๆ~ เช่นนั้นพี่เสวียนจะจิ้นไปพร้อมกับเจ้าด้วย!]
[จิ้น!]
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเหลียนเยวี่ย ลั่วเฉินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า "หากแม่นางซูอยากไป เช่นนั้นก็ตามไปพร้อมกันเถิด"
จากนั้น เขาก็หันไปมองฮวาหลงซวงอีกครั้ง "ครั้งนี้ข้าสามารถไปเป็นเพื่อนแม่นางฮวาได้ แต่จำเป็นต้องให้แม่นางฮวาเซ็นสัญญาสักฉบับหนึ่ง"
ฮวาหลงซวงรีบเงยหน้าขึ้น "ข้าเซ็น!"
ลั่วเฉินยิ้มบางๆ หยิบสัญญาฉบับหนึ่งออกมาจากกล่องไม้เคลือบสีชาด แล้ววางลงตรงหน้าฮวาหลงซวง "แม่นางโปรดดู"
[คุ้มกันฮวาหลงซวงและสามีไปยังเหออีเชี่ยนของสำนักเบญจธาตุ]
หลังจากอ่านสัญญาจบ ฮวาหลงซวงก็ลังเลพลางเอ่ยถาม "อาจารย์ลั่ว สัญญานี้มีเพียงประโยคเดียวเช่นนี้รึ"
ลั่วเฉินยิ้มถาม "ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะเป็นอันใดเล่า"
"ในสัญญานี้ จะให้เพิ่มเงื่อนไขว่าใช้เม็ดบัวพันปีสองเม็ดนี้เป็นของตอบแทนด้วยดีหรือไม่"
"หรือว่าท่านมีเงื่อนไขอันใด ก็สามารถเสนอมาได้เลย"
พูดถึงตรงนี้ ฮวาหลงซวงก็หัวเราะแหยๆ ออกมา
ไม่ใช่ว่านางอยากจะเอาใจคนพาลไปวัดใจวิญญูชนหรอกนะ
เพียงแต่หลักการที่ว่าของฟรีมักจะแพงที่สุดนั้น นางย่อมเข้าใจดี
หากลั่วเฉินไม่ต้องการสิ่งใดเลย นางก็คงไม่กล้าเซ็นสัญญาฉบับนี้อย่างแน่นอน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในสถานการณ์ที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก และยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่าย
นางเองก็ไม่แน่ใจว่า หากเซ็นสัญญาฉบับนี้ไปแล้ว จะส่งผลกระทบอันใดในภายหลังหรือไม่...