- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 360 ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา
บทที่ 360 ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา
บทที่ 360 ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา
"สัญญาเขียนเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มสิ่งใดอีก"
"เม็ดบัวสองเม็ดที่แม่นางฮวามอบให้ ลั่วเฉินก็ไม่ต้องการ หากเป็นแม่นางซู..."
ลั่วเฉินยังกล่าวไม่ทันจบ ก็เห็นซูเหลียนเยวี่ยเอ่ยขึ้นมาว่า "ข้าก็ไม่ต้องการ เพียงแค่อาจารย์ลั่วไป ข้าก็จะไป ข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินก็ยิ้มออกมา หันไปมองฮวาหลงซวงแล้วกล่าวว่า "แม่นางฮวาลองพิจารณาดูเถิด หากยินยอมเซ็น ลั่วเฉินก็จะไปเป็นเพื่อนพวกท่านสักรอบ"
"หากไม่ยินยอม ข้าสามารถใช้ร้านส่งพวกท่านกลับไปยังที่เดิมได้"
เมื่อมองดูสีหน้าเรียบเฉยของลั่วเฉิน ฮวาหลงซวงก็ตัดสินใจไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ "อาจารย์ลั่ว ขอพวกเราปรึกษากันสักหน่อยได้หรือไม่"
ลั่วเฉินกล่าว "เชิญตามสบาย"
เมื่อได้รับคำอนุญาตจากลั่วเฉิน ฮวาหลงซวงจึงเป็นฝ่ายส่งเสียงทางจิตไปหาเพื่อนร่วมทาง: [อาเสวียน อาลี่ พวกเจ้ามีความเห็นเช่นไร]
หวงลี่: [พี่ฮวา ข้านั่งดูอยู่น่ะสิ!]
ฮวาหลงซวง: ???
เจี่ยเสวียน: [พี่ฮวา ข้าฟังพวกท่าน]
ฮวาหลงซวง: ......
หวงลี่: [พี่ฮวา ข้าคิดว่าพวกเขาล้วนเป็นคนดี อีกทั้งยังน่าจิ้นมากด้วย]
[จิ้น?] ฮวาหลงซวงชะงักไป: [จิ้นอันใดกัน]
เจี่ยเสวียนพูดแทรกขึ้นมา: [น้องลี่เห็นในหนังสือนิยาย หมายความว่าอาจารย์ผู้นี้กับแม่นางผู้นั้นหวานชื่นมาก]
ฮวาหลงซวงกุมขมับ: [ใช้ภาษาคนปกติสื่อสารกันได้หรือไม่]
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวงลี่จึงรีบส่งเสียงทางจิตอธิบายความหมายของคำว่า "จิ้น" ให้ฟังทันที
หลังจากฟังจบ สีหน้าของฮวาหลงซวงก็ดูซับซ้อน: [อาจารย์ลั่วผู้นี้อายุเท่าใดกัน แม่นางซูผู้นั้นอย่างน้อยก็พันปีขึ้นไปแล้ว อีกทั้งคนหนึ่งเป็นคน อีกคนหนึ่งเป็นผี พวกเจ้าจะจิ้นบ้าบออันใดกัน!]
[พี่ฮวา!]
[ท่านกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกแล้ว!]
[พี่เขยก็ยังถูกใจท่านไม่ใช่รึ?]
หลังจากส่งเสียงทางจิตประโยคนี้จบ หวงลี่ถึงได้ตระหนักว่าตนพูดผิดไป จึงรีบพูดแก้เกี้ยวว่า: [ขออภัยด้วยพี่ฮวา ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...]
"เฮ้อ~" ฮวาหลงซวงถอนหายใจยาว ตัดใจหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อของตนลงบนสัญญา
ในตอนนี้ นางเพียงแค่ต้องการให้สามีของตนฟื้นคืนชีพขึ้นมา ส่วนเรื่องที่ว่าในสัญญาจะมีข้อเสียอันใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ นางก็ไม่อยากจะสนใจแล้ว
เพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
อย่าเห็นว่าลั่วเฉินอยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญเท่านั้น แต่อีกฝ่ายมีวิญญาณอาฆาตที่มีพลังแข็งแกร่งกว่านางติดตามมาด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น จากบทสนทนาเมื่อครู่ อีกฝ่ายเพียงแค่ร่างจำแลงร่างเดียวก็สามารถแสดงพลังระดับเซียนซือเจี่ยออกมาได้แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าความสามารถของอีกฝ่ายนั้นมีมากกว่านี้มากนัก
ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร ขอเพียงอีกฝ่ายยอมส่งร่างจำแลงไปสักร่าง โอกาสที่นางจะพาสามีฟื้นคืนชีพได้สำเร็จก็เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไม่อาจปรึกษาหาข้อสรุปอันใดจากเพื่อนร่วมทางได้ นางจึงตัดสินใจเซ็นสัญญานี้เสียเลย...
"ดี!" ลั่วเฉินหันไปมองอาชื่อ แล้วกล่าวว่า "อาชื่อ เจ้ากับเสี่ยวไป๋หูอยู่เฝ้าร้านนะ พวกเราไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา"
"ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมารึ?" ฮวาหลงซวงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว "อาจารย์ลั่ว ครั้งนี้หากตัดเวลาเดินทางออกไป หากพวกเราเข้าสู่แดนลับเหออีเชี่ยนได้อย่างราบรื่น เกรงว่ากว่าจะออกมาได้ก็คงต้องใช้เวลาเป็นเดือน..."
"ในแดนลับ เวลาจะเดินเท่ากับโลกภายนอก แต่การผ่านด่านไปจนถึงจุดสิ้นสุด นอกเสียจากผู้อาวุโสที่มีวิชาลับสามารถเข้าถึงจุดสิ้นสุดได้โดยตรงแล้ว ผู้ที่เร็วที่สุดก็คือสามีของข้า เขาใช้เวลาถึงยี่สิบวันเต็มกว่าจะเดินไปถึงจุดสิ้นสุด..."
"ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้คงจะไม่ได้กลับมาเร็วขนาดนั้นหรอก..."
"ไม่เป็นไร ท่านก็ถือเสียว่าข้าพูดไปเรื่อยเปื่อยเถิด" ลั่วเฉินยิ้มออกมา จากนั้นก็สะบัดสัญญาที่ฮวาหลงซวงเซ็นแล้วไปทางหน้าโถง!
วิง~ วิง~
สัญญาลอยเคว้งอยู่ในอากาศ รอบกอปรด้วยระลอกคลื่นแสงสีทองแผ่ซ่านออกมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลั่วเฉินก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "ไปกันเถิด พวกเรามาถึงหมู่บ้านหลีมู่ที่ตีนเขาเบญจธาตุแล้ว..."
"อันใดนะ!" ฮวาหลงซวงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็หันไปมองนอกประตู
ก็เห็นว่าถนนสายยาวที่เคยจอแจได้หายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยพื้นโคลนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ
ยืนอยู่ในร้าน มองเห็นสภาพภายนอกไม่ชัดเจน ฮวาหลงซวงเองก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าที่นี่คือที่ใดกันแน่
แต่หมู่บ้านหลีมู่ที่ตีนเขาเบญจธาตุนั้น นางเคยได้ยินสามีของตนเล่าให้ฟังมาก่อน
ในมุมมองของนาง ปฏิกิริยาของลั่วเฉินก่อนหน้านี้ จะต้องไม่รู้เรื่องการมีอยู่ของสำนักเบญจธาตุอย่างแน่นอน
แต่ในตอนนี้กลับสามารถเอ่ยชื่อ "หมู่บ้านหลีมู่" ออกมาได้อย่างแม่นยำ นั่นย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายมีความสามารถที่โดดเด่นไม่ธรรมดาจริงๆ
ไม่แน่ว่าอาจจะมาถึงในชั่วพริบตาเดียวจริงๆ ก็ได้กระมัง?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฮวาหลงซวงจึงส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทางทั้งสองตามลั่วเฉินและซูเหลียนเยวี่ยที่เดินออกจากร้านไปแล้ว
หลังจากเดินออกจากร้าน ทุกคนก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าร้านสัญญานั้นตั้งอยู่บนที่ดินรกร้างผืนหนึ่ง
ทางทิศเหนือเป็นภูเขาสูงตระหง่านที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านเมฆ ส่วนทางทิศใต้ไม่ไกลนักก็เป็นหมู่บ้านบนภูเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง
"อาจารย์ลั่ว~"
"ตอนเย็นจะกลับมากินข้าวหรือไม่"
"หากกิน เดี๋ยวข้าจะไปซื้อกับข้าวมาเตรียมไว้"
อาชื่อที่ยืนอยู่ในร้านตะโกนถามลั่วเฉิน
ลั่วเฉินกล่าว "กินสิ ก่อนยามซวีพวกเราก็น่าจะกลับมาแล้ว ส่วนกับข้าว เจ้าก็ดูซื้อตามสมควรเถิด"
"ได้เลย~" อาชื่อยิ้มถาม "พี่สาวซู ท่านจะกินหม้อไฟหรือไม่"
ซูเหลียนเยวี่ยที่ตกอยู่ในความตกตะลึงเช่นเดียวกันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "กินสิ"
"รับทราบ~" ขณะที่พูด อาชื่อก็สัมผัสได้ว่าภาพฉายกำลังจะสลายไป จึงโบกมือให้ทุกคน "เจอกันตอนเย็นนะ~"
เมื่อเห็นร้านสัญญาและอาชื่อหายไปจากที่เดิม เจี่ยเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทางจิตถาม: [เจ้าอ้วนน้อยผู้นี้เป็นคนธรรมดาสินะ]
[น่าจะใช่นะ...] หวงลี่ชะงักไปเล็กน้อย พลางแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์: [ตอนนี้เลยยามอู่มาแล้ว กว่าจะถึงยามซวีก็อีกแค่สี่ชั่วยาม... ต่อให้พวกเราจะราบรื่นเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเร็วถึงเพียงนั้นกระมัง]
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮวาหลงซวงก็หันไปมองลั่วเฉิน หลังจากพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วจึงส่งเสียงทางจิตบอก: [พวกเจ้าลองดูสิว่า อาจารย์ลั่วผู้นี้อยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญจริงหรือไม่]
[ใช่สิ ข้าดูก็ใช่!]
ทั้งสองตอบกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน
[เอาเถิด... แม้จะรู้สึกว่าไร้สาระไปบ้าง... แต่ก็คงต้องค่อยๆ ดูกันไปก่อน ข้ารู้สึกว่าทั้งสองคนนี้ โดยเฉพาะอาจารย์ลั่ว ไม่ธรรมดาเลย...]
หลังจากฮวาหลงซวงส่งเสียงทางจิตเสร็จ ก็เห็นลั่วเฉินเอ่ยปากถาม "แม่นางฮวา หลังจากนี้พวกเราจะขึ้นเขาไปเลย หรือว่าจะ?"
"เอ่อ..." ฮวาหลงซวงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ไปที่หมู่บ้านหลีมู่ก่อนเถิด สามีข้าเคยบอกไว้ว่า ศิษย์บนเขามักจะลงมาหาซื้อของกินเสมอ"
"พวกเราลองดูว่าจะบังเอิญเจอสักสองสามคน เพื่อสืบข่าวคราวสักหน่อยได้หรือไม่"
"ข้าจะร่ายคาถาปกปิดกลิ่นอายให้ทุกคนก่อน เพื่อไม่ให้คนอื่นมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเราได้"
พูดจบ ฮวาหลงซวงก็ประสานอินคาถา บนฝ่ามือปรากฏเงาดอกบัวสีชมพูห้าดอก ลอยไปตกอยู่ด้านหลังของทุกคน
เมื่อเงาดอกบัวสีชมพูสลายไป โลงศพที่ชายรูปร่างสันทัดแบกไว้บนบ่าก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน
"ไปกันเถิด"
ขณะกล่าว ฮวาหลงซวงก็เดินนำหน้า มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหลีมู่
ซูเหลียนเยวี่ยที่เดินอยู่รั้งท้าย ส่งเสียงทางจิตถามลั่วเฉิน: [อาจารย์ลั่ว ท่านอยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญจริงๆ รึ]
ลั่วเฉินตอบ: [ใช่]
ซูเหลียนเยวี่ยกล่าว: [เช่นนั้นของวิเศษก่อกำเนิดของท่านก็ร้ายกาจมากทีเดียว เคลื่อนย้ายร่างสลับเงา กลับไม่มีความผันผวนของพลังเวทเลยแม้แต่น้อย]
ลั่วเฉินยิ้มบางๆ: [ก็ไม่ถือว่าเป็นของข้าหรอก เป็นของสหายธรรมท่านหนึ่งของข้าต่างหาก]
ซูเหลียนเยวี่ยชะงักไป: [คือหลงจู๊เยวี่ยที่อยู่ในสัญญานั้นรึ]
ลั่วเฉินตอบ: [ถูกต้อง]
ดูท่าภูมิหลังของอาจารย์ลั่วคงจะล้ำลึกยิ่งนัก ผู้ที่สามารถครอบครองของวิเศษก่อกำเนิดเช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ต้องเป็นตัวตนระดับขอบเขตเซียนมนุษย์ขึ้นไปอย่างแน่นอน...
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูเหลียนเยวี่ยจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง: [อาจารย์ลั่ว ข้ามีเรื่องหนึ่งที่สงสัย]
ลั่วเฉินกล่าว: [แม่นางซูโปรดกล่าวมาเถิด]
ซูเหลียนเยวี่ยถาม: [เหตุใดท่านจึงต้องช่วยพวกเขา โดยไม่คิดสิ่งตอบแทนเลยเล่า]
ลั่วเฉินตอบ: [แม้ฮวาหลงซวงจะเป็นปีศาจ แต่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งหนึ่ง นางไม่เสียดายที่จะสูญเสียตบะนับร้อยปีเพื่อช่วยชีวิตชาวบ้านนับพันคน]
[ดังคำกล่าวที่ว่า ปลูกเหตุแห่งความดี ย่อมได้รับผลแห่งความดี ในยามนี้ก็คือเวลาที่เหตุแห่งความดีในอดีตของนางได้ผลิดอกออกผลแล้ว...]