- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 358 เข้าใจผิด
บทที่ 358 เข้าใจผิด
บทที่ 358 เข้าใจผิด
"แม่นางท่านนี้ โปรดใจเย็นๆ ก่อน"
ลั่วเฉินกดมือลง ดีดนิ้วส่งแสงเวทสายหนึ่งพุ่งออกไปนอกร้าน
พลันนั้น ฉากภายนอกร้านก็เปลี่ยนจากถนนซานอินกลับไปเป็นเส้นทางสายเก่าที่เต็มไปด้วยโคลนตมอีกครั้ง
เมื่อได้เห็นฉากนี้ ซูเหลียนเยวี่ยจึงเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้การเปลี่ยนแปลงของฉากภายนอกร้านเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือของลั่วเฉิน
แต่ถึงกระนั้น ด้วยสายตาของนาง ก็ยังไม่อาจมองทะลุว่าอีกฝ่ายทำได้อย่างไร
ทว่า ยามนี้ไม่ใช่เวลามาตั้งคำถาม ดังนั้นนางจึงข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ แล้วเฝ้ามองดูเงียบๆ
บนเส้นทางสายเก่าที่เต็มไปด้วยโคลนตม ชายรูปร่างสันทัดและหญิงสาวร่างเล็กกำลังตะโกนเรียกคำว่า "พี่ฮวา" เสียงดัง
"ร้านนั้นปรากฏขึ้นอีกแล้ว!"
"พี่เสวียน! ท่านพาพี่เขยมาให้ดี ข้าจะไปหาพี่ฮวา!"
หญิงสาวร่างเล็กมีน้ำเสียงไพเราะกังวาน ระหว่างที่ตะโกน นางก็พุ่งเข้ามาในร้านสัญญาแล้ว
ส่วนชายรูปร่างสันทัดผู้นั้น หลังจากประคองโลงศพโลงหนึ่งขึ้นมา ก็พุ่งตามเข้ามาติดๆ
"พี่ฮวา!"
หลังจากทั้งสองคนเข้ามาในร้านก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นหญิงสาวชุดชมพูยืนอยู่อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนอยู่กลางโถง จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"พี่ฮวา... นี่คือ?" หญิงสาวร่างเล็กกวาดสายตามองไปยังพวกลั่วเฉิน แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ลั่วเฉินลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะทำงาน แล้วยิ้มกล่าว "ทั้งสามท่านเชิญนั่ง"
หญิงสาวชุดชมพูมองลั่วเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงทางจิตไปหาผู้ติดตามทั้งสอง: [เมื่อครู่นี้ที่ข้าเรียกให้พวกเจ้ามาช่วยรับมือกับวิญญาณอาฆาต พวกเจ้าได้ยินหรือไม่]
ชายรูปร่างสันทัดกับหญิงสาวร่างเล็กส่ายหน้าพร้อมกัน: [ไม่ได้ยินเลย!]
หญิงสาวร่างเล็ก: [เมื่อครู่พอพี่ฮวาเดินเข้าไปในร้าน ร้านนั้นกับท่านก็หายไปพร้อมกันเลย!]
[พวกเราตามหาท่านเสียตั้งนานพอกลับมา จึงเพิ่งเห็นร้านปรากฏขึ้นมาใหม่]
หญิงสาวชุดชมพูใจสั่นสะท้าน: [เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่หน้าร้าน พวกเจ้ามองเห็นข้าที่ยืนอยู่กลางโถงร้านหรือไม่]
ชายรูปร่างสันทัด: [มองไม่เห็น ด้านในมืดตึ๊ดตื๋อเลย]
หญิงสาวร่างเล็ก: [มองไม่เห็น!]
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวชุดชมพูก็ตระหนักได้ว่าตนเองดูเหมือนจะเผลอเดินเข้ามาในสถานที่ที่ "ร้ายกาจ" ไม่เบาเข้าเสียแล้ว
[พี่ฮวา ที่นี่ตกลงเป็นสถานที่ทำอันใดกันแน่ แล้วยังมีวิญญาณอาฆาตอีก?]
[เป็นบัณฑิตชุดเขียวผู้นี้ หรือว่าเป็นสตรีรูปงามผู้นั้น?]
เมื่อเผชิญกับเสียงทางจิตของหญิงสาวร่างเล็ก หญิงสาวชุดชมพูเพียงแค่ส่ายหน้า แล้วส่งเสียงทางจิตกลับไปว่า [สถานที่แห่งนี้แปลกประหลาด อย่าเพิ่งวู่วามทำสิ่งใดสุ่มสี่สุ่มห้า] จากนั้นก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามลั่วเฉิน
ต่อมา สหายทั้งสองของนางก็ทยอยนั่งลงข้างกายนาง
หลังจากอาชื่อยกน้ำชามาให้อย่างรวดเร็ว เขาก็มองไปที่ชายรูปร่างสันทัด "นายท่าน โลงศพนี่วางไว้หน้าประตูอาจจะเกะกะแขกท่านอื่นได้ ท่านช่วยขยับมันหน่อยดีหรือไม่"
"หรือจะให้ข้าช่วยขยับให้?"
"อ้อ~" ชายรูปร่างสันทัดเห็นอาชื่อพูดจาสุภาพ ก็ยิ้มแหยๆ แล้วกล่าว "ข้าจัดการเอง เมื่อครู่ไม่ได้สังเกต ต้องขออภัยด้วย~"
อาชื่อยิ้มกล่าว "ท่านเกรงใจไปแล้ว~"
เมื่อกลางโถงร้านเงียบลง ทุกคนก็มองไปยังลั่วเฉิน
"ร้านสัญญาที่พวกเราอยู่ในยามนี้ เป็นของวิเศษก่อกำเนิดชิ้นหนึ่ง"
"เมื่อมันพบกับวาสนาบางอย่าง ก็จะฉายภาพออกไปสู่ภายนอก"
"ดังนั้น เมื่อครู่นี้แม่นางซูจึงได้เห็นถนนซานอินนอกร้านกลายเป็นเส้นทางสายเก่า"
"นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง"
พูดถึงตรงนี้ ลั่วเฉินก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "ด้วยเหตุนี้ ยามที่ภาพฉายปรากฏขึ้น พื้นที่นอกร้านในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดควบคุม จะเกิดการทับซ้อนกันขึ้น"
"นั่นก็หมายความว่า แม่นางฮวาบังเอิญมาพบร้านสัญญาระหว่างทางแล้วเดินเข้ามาจริงๆ ไม่ได้ใช้วิชาอาคมลักลอบเข้ามาแต่อย่างใด"
"เพราะเหตุนี้ ข้าจึงบอกว่านี่คือเรื่องเข้าใจผิด"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" ซูเหลียนเยวี่ยที่พอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ พยักหน้าเบาๆ "แม่นางฮวา เมื่อครู่ล่วงเกินไปบ้าง หวังว่าจะไม่ถือสา"
ไม่คิดว่าซูเหลียนเยวี่ยจะเป็นฝ่ายขอโทษตนเองก่อน หญิงสาวชุดชมพูตั้งตัวไม่ทันจึงอึ้งไปพักใหญ่ กว่าจะกล่าวออกมาได้ "ข้าเองก็มีส่วนผิด ในเมื่อเป็นความเข้าใจผิด เช่นนั้นก็ให้เรื่องนี้แล้วกันไปเถิด"
"อืม" ซูเหลียนเยวี่ยพยักหน้ารับ สายตามองไปยังลั่วเฉินอีกครั้ง
"แขกทั้งสามท่านมาที่นี่ ต้องการจะสอบถามสิ่งใดหรือ"
เมื่อเผชิญกับคำถามของลั่วเฉิน ทั้งสามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็มองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็เป็นหญิงสาวชุดชมพูที่เอ่ยปาก "ท่านนี้ ไม่ทราบว่าเรียกขานอย่างไรหรือ"
"ลั่วเฉิน"
"อาจารย์ลั่ว" หญิงสาวชุดชมพูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "เดิมทีข้าเห็นว่ามีร้านทำนายดวงชะตาตั้งอยู่ในดินแดนรกร้าง จึงคิดจะมาถามไถ่โชคเคราะห์ เพื่อความสบายใจเท่านั้น"
"ไม่นึกเลยว่าเข้ามาแล้วจะเกิดเรื่องเข้าใจผิดกัน... รู้สึกละอายใจจริงๆ"
"ก่อนที่จะสอบถามเรื่องทำนายดวงชะตา ข้าอยากขอร้องให้พวกท่านทั้งสองช่วยธุระสักอย่างหนึ่ง ของตอบแทนก็คือเม็ดบัวพันปีนี้"
พูดจบ หญิงสาวชุดชมพูก็พลิกฝ่ามือ เม็ดบัวสีขาวบริสุทธิ์สองเม็ดก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน
"เม็ดบัวนี้หากกินเข้าไปแล้วค่อยฝึกบำเพ็ญเพียร จะช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น ลดโอกาสเกิดมารผจญระหว่างการบำเพ็ญเพียร และยังช่วยเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียรได้อย่างมาก"
"บำเพ็ญเพียรหลังจากกินมันเข้าไป หนึ่งปีเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากถึงยี่สิบปี!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งลั่วเฉินและซูเหลียนเยวี่ยต่างก็มีสีหน้าสงบนิ่ง ปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนดูไม่ค่อยสนใจเม็ดบัวในมือของตน หญิงสาวชุดชมพูก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าควรจะพูดต่อดีหรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลั่วเฉินก็ยิ้มกล่าว "แม่นางฮวาลองพูดมาก่อนดีหรือไม่ ว่าต้องการให้พวกเราช่วยเรื่องอะไร"
"ข้าอยากขอให้ท่านทั้งสองช่วยพาสามีข้ากลับบ้าน..." กล่าวจบ หญิงสาวชุดชมพูก็ลุกขึ้น ค้อมกายคารวะทั้งสองคน
เมื่อเห็นดังนั้น ซูเหลียนเยวี่ยก็เอ่ยถาม "คนที่อยู่ในโลงศพนั่น คือสามีของเจ้ารึ"
"ใช่!" หญิงสาวชุดชมพูยืดตัวขึ้น "วิญญาณทั้งสามของเขาถูกแผดเผาจนหมดสิ้น เหลือเพียงร่างเนื้อ มีเพียงการส่งเขากลับบ้านเท่านั้น จึงจะทำให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเหลียนเยวี่ยก็ไม่ได้ตอบรับ แต่มองไปยังลั่วเฉิน แล้วกล่าวว่า "กลิ่นคาวเลือดบนตัวนางไม่ได้มาจากสามีของนางเพียงคนเดียว"
"อืม" ลั่วเฉินพยักหน้าเบาๆ มองไปยังหญิงสาวชุดชมพู แล้วกล่าวว่า "รบกวนแม่นางฮวาช่วยเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้ฟังเสียหน่อยเถิด"
"ตกลง!" หญิงสาวชุดชมพูตอบรับ "ข้ามีนามว่าฮวาหลงซวง ร่างเดิมคือดอกบัวสีชมพูดอกหนึ่ง..."
ตามคำบอกเล่าของหญิงสาวชุดชมพู นางคือปีศาจบัวที่บำเพ็ญเพียรมาพันปี มีตบะในขอบเขตเซียนซือเจี่ย แต่เนื่องจากนางบรรลุธรรมจากพฤกษาบุปผา ความสามารถในการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์จึงไม่แข็งแกร่งนัก
หลังจากจำแลงกายได้ นางก็มักจะเดินทางท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์
ด้วยวาสนาชักนำ นางจึงได้พบรักกับ "จ้าวหลี" บุรุษที่นอนอยู่ในโลงศพในขณะนี้ และตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากัน
จ้าวหลีมาจากสำนักเซียนเร้นกายแห่งหนึ่ง นามว่าสำนักเบญจธาตุ!
สำนักนี้ตั้งอยู่ที่เขาเบญจธาตุ ในทวีปเยียนชิง!
สำนักเบญจธาตุนอกจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก "เจินเซียนชิงสิง" แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่สามารถผสานเบญจธาตุเป็นหนึ่งเดียวและบรรลุวิถีเป็นเซียนได้อีกเลย
ส่วนจ้าวหลีนั้นคือผู้เดียวในช่วงเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความหวังที่จะผสานเบญจธาตุเป็นหนึ่งเดียวเพื่อบรรลุเป็นเซียนได้อีกครั้ง
ทว่า เขากลับไปหลงรักปีศาจ...
หลังจากสำนักเบญจธาตุล่วงรู้เรื่องนี้ ก็ได้ส่งคนมาตักเตือน เมื่อตักเตือนไม่เป็นผล จึงลงมือจัดการโดยตรง
เพราะในสายตาของพวกเขา ผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเซียน จะต้องไม่ถูกความรักผูกมัดโดยเด็ดขาด!
ยิ่งไปกว่านั้นคือการหลงรักปีศาจที่มีอายุมากกว่าจ้าวหลีถึงหลายร้อยปี!
ด้วยเหตุนี้ สำนักเบญจธาตุที่สามารถระบุตำแหน่งของจ้าวหลีได้ตลอดเวลา จึงส่งผู้อาวุโสสองคนออกไป โดยตั้งใจจะพาตัวเขากลับไปจัดการด้วยตนเอง และถือโอกาสจับฮวาหลงซวงไปกักขัง หรือไม่ก็ลบความทรงจำของนางทิ้งไปเสีย เพื่อไม่ให้นางมาพัวพันกับจ้าวหลีได้อีก
ดังนั้น เพื่อที่จะส่งฮวาหลงซวงให้รอดพ้น จ้าวหลีจึงฝืนแผดเผาวิญญาณทั้งสามและดวงจิตของตน ใช้วิชาหลบหนีเบญจธาตุ จึงสามารถพานางหลบหนีจากการไล่ล่าของผู้อาวุโสมาได้
ทว่า หลังจากหลบหนีออกจากวงล้อมมาได้ จ้าวหลีก็ต้องแลกด้วยดวงจิตที่แตกซ่าน เหลือเพียงร่างเนื้อที่ว่างเปล่า...