- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 356 เทศกาลปีใหม่
บทที่ 356 เทศกาลปีใหม่
บทที่ 356 เทศกาลปีใหม่
"ท่านตา ยังมีธุระอันใดอีกหรือไม่"
ลั่วเฉินหันกลับมา มองไปยังชายชรา
"เป็นเช่นนี้ขอรับ" ชายชราเจ้าของแผงยิ้มเจื่อน "ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยไปทำสัญญาที่ร้านของท่านไม่ใช่หรือ..."
"นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เรื่องดีงามน่ะทำมาแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้สามารถสอบถามเรื่องราวได้แล้วหรือไม่..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินคำนวณนิ้วดู แล้วกล่าวว่า "ท่านตา ท่านสามารถสอบถามเรื่องราวได้แล้ว จะถามตอนนี้เลยหรือไม่"
ชายชราเจ้าของแผงชะงักไป "ไม่อยู่ในร้านก็ถามได้หรือ"
ลั่วเฉินยิ้มกล่าว "ย่อมได้อยู่แล้ว ขอเพียงทำสัญญาสำเร็จ จะถามที่ใดก็ย่อมได้"
"ตกลง!" ชายชราเจ้าของแผงถูมือไปมา ยิ้มกล่าว "หลานชายของข้าทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ อยู่ที่อำเภอฟางหยาง ปกติมักจะยุ่งมาก ไม่มีเวลากลับบ้านเลย"
"ข้าอยากถามว่า ปีนี้เขาจะกลับบ้านหรือไม่"
ลั่วเฉินกล่าว "กลับ เขากำลังเดินทางมาแล้ว คาดว่าอีกประมาณสามวัน คงจะถึงบ้านก่อนวันส่งท้ายปีเก่าพอดี"
"เช่นนั้นก็ดีเยี่ยมไปเลย!" ชายชราเจ้าของแผงฉีกยิ้มกว้าง "เด็กคนนี้ก็จริงๆ เลย ไม่รู้จักส่งข่าวมาบ้าง!"
"ขอบคุณ ขอบคุณอาจารย์ลั่วมาก!"
"ข้ามีเนื้อสามชั้นอยู่ชิ้นหนึ่ง มอบให้..."
"น้ำใจของท่านตาพวกเราขอรับไว้ แต่เนื้อนี่ไม่ต้องหรอก" ลั่วเฉินพูดแทรกชายชราเจ้าของแผง แล้วกล่าวต่อ "ท่านเตรียมของสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่แล้วหรือยัง"
ชายชราเจ้าของแผงชะงักไป "ยังเลย ผักที่บ้านก็มีปลูกไว้ เนื้อที่บ้านก็มีให้กินไม่อั้น ไม่มีอะไรต้องเตรียมแล้ว"
ลั่วเฉินกล่าว "เตรียมอั่งเปาไว้สักซองเถิด"
"อั่งเปาหรือ"
"หลานชายข้าโตมากแล้ว เขา..."
พูดถึงตรงนี้ ชายชราเจ้าของแผงราวกับตระหนักอะไรบางอย่างได้ จึงรีบประสานมือ "อาจารย์ลั่ว! หรือว่ามีแม่นางน้อยเดินทางกลับมาพร้อมกับหลานชายข้าด้วย"
ลั่วเฉินยิ้มกล่าว "ข้าไม่รู้หรอกนะ ในสามสิบปีนี้สามารถถามได้เพียงหนึ่งคำถามเท่านั้น"
"ฮ่าๆๆ~" ชายชราเจ้าของแผงประสานมือ "ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ! ขอบคุณอาจารย์ลั่วมาก!"
"คราวหน้าหากพวกท่านมาซื้อเนื้อ ข้าลดให้ครึ่งราคาเลย!"
"เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณท่านตาล่วงหน้า"
"เกรงใจไปแล้ว~ อาจารย์ลั่วเดินระวังด้วยนะ~"
"แล้วพบกัน"
หลังจากจากหน้าแผงขายเนื้อมา ลั่วเฉินและคณะก็เดินเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง และเริ่มเดินหน้าต่อไปอย่างช้าๆ
อาชื่อกล่าวขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม "พี่ซู ท่านทำสัญญามานานแล้ว อีกทั้งข้าก็เห็นว่าท่านทำเรื่องดีงามไปไม่น้อย"
"เหตุใดท่านจึงไม่สอบถามเรื่องราวเล่า"
"สามสิบปีจึงจะถามได้ครั้งเดียวนะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเหลียนเยวี่ยก็ส่ายหน้า "ข้ายังคิดไม่ออกว่าจะถามอะไรดี"
"อย่างนี้นี่เอง~" อาชื่อกล่าว "คิดให้ออกเร็วหน่อย ก็จะได้ถามเรื่องต่อไปได้เร็วขึ้น"
"รู้แล้ว"
ซูเหลียนเยวี่ยรับคำ แล้วเปลี่ยนเรื่องสนทนา "จริงสิ พวกเจ้าอยากลองชิมอาหารเลิศรสในยุคราชวงศ์ของข้าหรือไม่"
"เอ่อ..." อาชื่อชะงักไป "ราชวงศ์ของท่านคือยุคใดหรือ"
"จี๊ด!"
เสี่ยวไป๋หูกระโดดตัวลอย ใช้ขาหลังเตะออกไปด้านข้าง กดพุงที่ป่องนูนของอาชื่อเข้าไป ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
"ขออภัยด้วย~ ข้าพลั้งปากไปหน่อย ข้าอยากกิน" อาชื่อมองเสี่ยวไป๋หูอย่างสลดๆ แล้วหันไปมองลั่วเฉิน "อาจารย์ลั่ว ท่านอยากกินหรือไม่"
ลั่วเฉินกล่าว "กินสิ"
"ดี เช่นนั้นพวกเราไปซื้อเครื่องในวัวกันก่อน" ซูเหลียนเยวี่ยยิ้ม จากนั้นก็มองไปที่อาชื่อ "ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าอยู่ในยุคราชวงศ์ต้าเสีย"
"โอ้ๆ~" อาชื่อพยักหน้าอย่างแรง "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่ฟังดูแล้วต้องร้ายกาจมากแน่ๆ..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเหลียนเยวี่ยก็ยิ้ม แล้วกล่าว "ไปกันเถิด แผงขายเครื่องในวัวอยู่ทางทิศเหนือ"
......
นับตั้งแต่วันเสี่ยวเหนียนเป็นต้นมา เสียงประทัดในอำเภอผู่หยางก็ไม่เคยหยุดหย่อน
ตั้งแต่ประทัดเกาเซิงขนาดใหญ่ ไปจนถึงประทัดหมาเล่ยจื่อ และประทัดสองจังหวะ เสียง "เป๊าะแป๊ะ" สารพัดชนิดดังขึ้นจากทุกสารทิศ
ในอากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืนคละคลุ้งที่ไม่จางหายไปเป็นเวลานาน
ถนนซานอินซึ่งในปีก่อนๆ ไม่มีทางที่จะมีเศษประทัดปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย แต่ในช่วงสองวันนี้กลับถูกปูลาดไปด้วยเศษประทัดราวกับพรมสีแดง...
ที่หน้าประตูร้านสัญญา ทั้งโคมไฟสีแดง ชุนเหลียน และตัวอักษรฝูล้วนมีครบถ้วน
ทว่าคฤหาสน์โบราณนิรนามกลับยังคงมีสภาพเช่นเดิม เงียบเหงาและอ้างว้าง
อาชื่อเคยเสนอว่าจะนำโคมไฟสีแดงและชุนเหลียนไปติดที่คฤหาสน์โบราณด้วยเช่นกัน แต่ก็ถูกซูเหลียนเยวี่ยปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
เรื่องนี้ทำให้อาชื่อรู้สึกไม่เข้าใจนัก แต่ก็ตระหนักได้ว่าอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ จึงไม่ได้ถามเหตุผล
ยามโหย่ว ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สลับสับเปลี่ยน ท้องฟ้ามืดมิดลงอย่างสมบูรณ์
แต่ทั่วทั้งอำเภอผู่หยางยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ทุกบ้านเรือนมีแต่เสียงหัวเราะพูดคุยอย่างมีความสุขไม่ขาดสาย
ในห้องโถงใหญ่ของร้านสัญญา โต๊ะไม้ที่เดิมทีใช้สำหรับทำสัญญากลับกลายเป็นโต๊ะอาหาร
ลั่วเฉินและอาชื่อนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามคือซูเหลียนเยวี่ยและเสี่ยวไป๋หู
บนโต๊ะมีอาหารสารพัดชนิดจัดวางไว้จนเต็ม
มีแกงจืดซี่โครงหมูใส่ฟักเขียวที่ไอร้อนกรุ่นน้ำซุปใสแจ๋ว มีปลาทั้งตัวราดด้วยน้ำแดงสีเข้มข้น มีกะหล่ำปลีม้วนหยกที่ดูเหมือนจะเป็นอาหารเจแต่กลับแฝงด้วยความไม่ธรรมดา...
อาหารมีมากมายจริงๆ ทั้งสี่คนที่โต๊ะต่างก็มีส่วนร่วม
ในจำนวนนั้น สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดน่าจะเป็นหม้อน้ำมันแดงที่เดือดปุดๆ ซึ่งวางอยู่ตรงกลาง
"ฮัดชิ้ว!" อาชื่อหันหน้าไปจาม "พี่ซู นี่คืออาหารเลิศรสของราชวงศ์ต้าเสียของพวกท่านหรือ"
ซูเหลียนเยวี่ยพยักหน้า "ถูกต้อง ดูเป็นอย่างไรบ้าง"
เมื่อมองดูพริกและเทียนหมาที่ลอยอยู่ในกระทะเหล็กในปริมาณที่อาจ "ถึงตาย" ได้ อาชื่อก็ลอบกลืนน้ำลาย แล้วตอบว่า "ดูร้อนแรงมาก!"
"หึหึ~" ซูเหลียนเยวี่ยยิ้ม "ดูเผ็ด แต่ที่จริงข้าใส่ไปน้อยแล้วนะ เครื่องในวัวที่อยู่ข้างๆ นี้น่ะ ต้องกินไปแล้วก็..."
เสียงพูดของซูเหลียนเยวี่ยหยุดชะงักไปกะทันหัน เพราะนางเห็นว่าลั่วเฉินคีบผ้าขี้ริ้ววัวชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้ว "ลวก" ขึ้นลงในหม้อเสียแล้ว
เมื่อลั่วเฉินลวกเพียงไม่กี่ครั้งก็เอาขึ้นจากหม้อ นำไป "คลุก" ในถ้วยน้ำจิ้มที่ใส่น้ำมันงา กระเทียมสับ ต้นหอมซอย และเครื่องปรุงอื่นๆ จนทั่ว แล้วส่งเข้าปาก อาชื่อก็ร้อนรนขึ้นมาทันที!
"อาจารย์ลั่ว! นี่มันยังไม่สุกนะ!"
"แน่นอน ถึงท่านจะกินของดิบก็ไม่มีปัญหา... แต่ว่า..."
อาชื่อเรียบเรียงคำพูดอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบายอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลั่วเฉินก็ยิ้มกล่าว "สุกแล้ว เจ้านี่เขาต้องกินกันแบบนี้แหละ"
ทางด้านซูเหลียนเยวี่ย ในใจของนางกลับเกิดคลื่นลมลูกใหญ่โหมกระหน่ำ!
เป็นเพราะวิธีกินแบบ "ยกขึ้นเจ็ดกดลงแปด" ของลั่วเฉินนั้น ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่เคยกิน "หม้อไฟหงสี่" ของราชวงศ์ต้าเสียมาก่อนเท่านั้นจึงจะรู้!
แต่ด้วยระดับขอบเขตของอีกฝ่าย จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่สามพันกว่าปีก่อนจนถึงปัจจุบัน?
"อาจารย์ลั่ว..."
"หืม"
"ท่านเคยกินหม้อไฟหงสี่หรือ"
"หม้อไฟหงสี่หรือ" ลั่วเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าว "ท่านหมายถึงหม้อไฟนี้น่ะหรือ บ้านเกิดข้าก็มี เพียงแต่มันเรียกว่าหม้อไฟ"
"หม้อไฟ... เป็นชื่อที่เหมาะสมมาก" ซูเหลียนเยวี่ยกล่าว "หากข้าไม่มีวิชาอาคม จะกินมันก็ต้องใช้ฟืนต้มให้ร้อนอยู่ตลอด"
"หืม?" อาชื่อถามด้วยความสงสัย "เหตุใดต้องต้มให้ร้อนตลอดด้วยเล่า"
ลั่วเฉินยิ้มกล่าว "เพราะเจ้าต้องต้มของดิบพวกนี้ให้สุก อีกทั้งหากไม่ต้มให้ร้อน น้ำมันแดงในหม้อก็จะจับตัวเป็นก้อนน่ะสิ"
"อย่างนี้นี่เอง~ ข้าขอลองบ้าง!" ระหว่างที่พูด อาชื่อก็คีบผ้าขี้ริ้ววัวชิ้นหนึ่ง ใส่ลงไปลวกในหม้อ
เสี่ยวไป๋หูคว้าผ้าขี้ริ้ววัวมากำมือหนึ่งเตรียมจะจุ่มทั้งผ้าขี้ริ้ววัวและอุ้งเท้าของตนเองลงไปในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน
"อ๊ะ!" ซูเหลียนเยวี่ยรีบคว้าอุ้งเท้าของเสี่ยวไป๋หูไว้ "ข้าลวกให้เจ้าเอง เจ้าไม่กลัวร้อนหรอก แต่ถ้าขนเปื้อนน้ำมันแดงไปหมดมันจะซักยากนะ"
เสี่ยวไป๋หูร้อง "จี๊ด" ออกมาคำหนึ่ง แล้วกลับไปนั่งอย่างเชื่อฟังบนเก้าอี้ทรงสูงที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับมัน
ไม่นานนัก อาชื่อและเสี่ยวไป๋หูก็กินผ้าขี้ริ้ววัวเข้าไปพร้อมกัน
ครู่ต่อมา
จิ้งจอกน้อยฉีกยิ้มกว้าง ร้อง "จี๊ด" ออกมา
ส่วนอาชื่อกลับแลบลิ้นหอบหายใจ "เผ็ด! เผ็ด! เผ็ด!"