เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 259 ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดี

บทที่ 259 ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดี

บทที่ 259 ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดี


ผ่านไปสามสิบสามปี หมู่บ้านเถี่ยจี่ในอดีตได้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไปนานแล้ว

หากจะพูดให้ถูก ตอนนี้ไม่เรียกหมู่บ้านเถี่ยจี่แล้ว ทว่าเรียกว่าอำเภอเถี่ยจี่!

ลั่วเฉินเพียงแค่ลบเลือนความทรงจำที่เกี่ยวกับการมีอยู่ของเซียวเหลียนและเหิงผิงในหัวของผู้คนบนโลกทิ้งไป ทว่าในความเป็นจริง ร่องรอยการมีอยู่ของทั้งสองหาได้ถูกลบเลือนไปด้วยไม่

ด้วยเหตุนี้ อำเภอเถี่ยจี่ที่ 'พลอยได้ดิบได้ดี' ตามไปด้วยเพราะคนทั้งสอง ก็ยังคงเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม

สิ่งที่ขาดหายไป มีเพียงความทรงจำที่ผู้คนมีต่อพวกเขาเท่านั้น......

ทั้งสามเดินทางผ่านย่านการค้าอันคึกคัก และตรอกซอกซอยที่มีควันไฟลอยกรุ่น จวบจนกระทั่งมาถึงสุดทางทิศเหนือของตัวอำเภอเถี่ยจี่ จึงพอจะมองเห็นเค้าโครงของหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนได้อย่างเลือนราง

ป้ายวิญญาณของอาจารย์หนิวยังคงตั้งอยู่ที่นี่ ด้านหลังพิงเทือกเขา ยังคงเป็นสถานที่สงบเงียบเหมาะแก่การพักพิงเช่นเดิม

ห่างจากป้ายวิญญาณออกไปไม่ไกลนัก มีเรือนไม้สามหลังปลูกเรียงติดกัน

และนี่ก็คือที่พักของเหิงผิงในปัจจุบัน

ตามที่เขาเล่ามา ในตอนที่คิดจะสร้างเรือนไม้สามหลังนี้ขึ้นมา เขาต้องเสียเวลาโต้เถียงกับนายอำเภอท้องถิ่นอยู่นาน

ในท้ายที่สุดก็ต้องยอมช่วยอีกฝ่ายแก้ไขเรื่องยุ่งยากในมือไปสองสามเรื่อง ถึงจะสามารถสร้างเรือนเหล่านี้ขึ้นมาได้

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลั่วเฉินและเซียวเหลียนก็อดที่จะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้

พวกเขาสามารถจินตนาการถึงท่าทีของเหิงผิงตอนที่ต้องไปขอร้องให้คนอื่นช่วยทำธุระให้ได้เลย

หากเปลี่ยนเป็นตอนที่เหิงผิงยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมมหาดไทยล่ะก็ อย่าว่าแต่สร้างเรือนไม้ขนาดพอเหมาะสามหลังในสถานที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เลย

ต่อให้เขาขีดแบ่งพื้นที่ครึ่งอำเภอเพื่อเอาไปสร้างจวน เกรงว่านายอำเภอท้องถิ่นก็คงจะยกมือยกเท้าเห็นด้วยอย่างแน่นอน......

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนที่เหิงผิงสร้างเรือนไม้อยู่นั้น เขาก็นึกถึงเซียวเหลียนขึ้นมาด้วย

ดังนั้นในบรรดาเรือนไม้ทั้งสามหลังนี้ จึงมีอยู่หลังหนึ่งที่เป็นห้องพักของเซียวเหลียน

สำหรับเรื่องนี้ ในตอนแรกเซียวเหลียนรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แอบถอนหายใจว่าอย่างไรเสียก็เป็นสหายที่ดียิ่ง

ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปในเรือนไม้ที่ดูราวกับคุกหลวงนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมา "เจ้าสร้างห้องพักให้ข้า หรือสร้างคุกให้ข้ากันแน่?"

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหิงผิงจึงทำได้เพียงโบกมือพร้อมรอยยิ้ม "เข้าใจผิดแล้ว! ตอนที่ข้ากลับมาที่นี่ ข้านั้นไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะเดียว เรือนสามหลังนี้ แล้วก็ที่ดินสองหมู่ข้างนอกนั่น ล้วนแต่เป็นของที่ข้าหามาด้วยความยากลำบากทั้งสิ้น!"

"การที่เจ้ามีเรือนเช่นนี้ได้ ก็เป็นเพราะข้าเก็บหอมรอมริบมาทีละอีแปะๆ เชียวนะ!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเหลียนก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง

แต่ด้วยความเชื่อใจในตัว 'สหาย' เขาจึงยังคงดึงดันที่จะเข้าไปดูห้องพักของเหิงผิงให้จงได้

ผลปรากฏว่าเมื่อได้เห็น ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันที

ห้องพักของเขา เตียงนั้นทำมาจากกิ่งไม้แห้งและฟางข้าว บน 'เตียง' กระทั่งผ้าห่มก็ยังไม่มี

ส่วนเตียงของเหิงผิง แม้จะไม่ได้วิจิตรบรรจงนัก แต่เมื่อดูจากเนื้อไม้แล้ว ก็รู้ว่ามีราคาไม่เบา ผ้าห่มที่ใช้คลุมยิ่งหนานุ่ม

มาว่ากันถึงการตกแต่งภายในเรือนทั้งสองหลัง

ห้องพักของเซียวเหลียนมีเพียงโต๊ะขาเป๋หนึ่งตัว กับม้านั่งที่สูงต่ำไม่เท่ากันอีกสองตัว

ส่วนห้องของเหิงผิง โต๊ะเก้าอี้ม้านั่ง ชุดเครื่องชา ตะเกียงน้ำมัน...... ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนมีครบครัน

เมื่อเห็นท่าทางราวกับจะ 'ระเบิด' ของเซียวเหลียน เหิงผิงก็ทำเพียงยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าไปทำกับข้าวล่ะ" แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในห้องครัวทันที

และเมื่อตระหนักได้ว่าลั่วเฉินยังอยู่ เซียวเหลียนก็รีบตามเข้าไปในห้องครัว หวังจะช่วยทำอาหารด้วย

ส่วนเรื่องห้องพัก แน่นอนว่าต้องรอชำระความกันทีหลัง......

สองคนช่วยกันทำอาหาร แถมยังเป็นเพียงอาหารพื้นบ้านทั่วไป จึงใช้เวลาไม่นานนัก

ไม่นานนัก ทั้งสามก็ทยอยกันเข้าไปนั่งประจำที่เดิมเมื่อสามสิบสามปีก่อน

ตำแหน่งประธานที่นั่งอยู่ ยังคงเป็นป้ายวิญญาณของ 'อาจารย์หนิว'

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ก็ยังคงเหมือนในอดีต

หลังจากยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมด ลั่วเฉินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน "เหตุและผลของอาจารย์หนิวได้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อสามสิบสามปีก่อนแล้ว"

"อาหารมื้อนี้ในวันนี้ เขาไม่อาจมาร่วมวงได้อีกแล้ว"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนทั้งสองที่ต่างเก็บซ่อนความคาดหวังไว้ในใจก็มีสีหน้าชะงักงันไป ก่อนจะทยอยกันเอ่ยปาก

"อาจารย์มาไม่ได้ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียศิษย์ทั้งสองคนของเขาก็กลายเป็นขุนนางกังฉินไปแล้ว หากเขามาเห็นเข้าคงได้อกแตกตายแน่"

"ฮ่าฮ่าฮ่า~ นั่นสิ ข้าเองก็ไม่มีหน้าไปพบอาจารย์เหมือนกัน......"

ทั้งสองพูดพลางยกจอกสุราขึ้นคารวะลั่วเฉินพร้อมกัน

เมื่อวางจอกสุราลง เหิงผิงก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องสนทนา หันไปมองเซียวเหลียนแล้วถามขึ้น "อาเหลียน ครั้งแรกที่เจ้าฉ้อฉล เจ้าทำได้อย่างไรกัน?"

"พูดออกมาให้ข้าฟังสนุกๆ หน่อยสิ!"

เซียวเหลียนเหลือบมองเหิงผิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกล่าว "ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย"

"หมายความว่าอย่างไร?" เหิงผิงชะงักไป "เจ้าหมอนี่ฉ้อฉลแค่ครั้งเดียว ก็ถูกตัดหัวริบทรัพย์เลยหรือ?"

"เช่นนั้นเจ้าไปกอบโกยเงินทองมามากเท่าใดกัน?"

"หึหึ~" เซียวเหลียนจิบสุราอึกหนึ่ง "อยากเรียนรู้หรือ?"

เหิงผิงรับคำด้วยความสนใจใคร่รู้ "โปรดชี้แนะด้วย!"

เซียวเหลียนหัวเราะกล่าว "เรื่องมันเป็นเช่นนี้......"

ผ่านไปชั่วจิบชาหนึ่งถ้วย เซียวเหลียนก็เล่าเรื่องราวการกระทำของตนเองออกมาจนกระจ่าง

ที่แท้ก็เป็นดังที่เหิงผิงคาดการณ์ไว้ในตอนนั้น ไฟกองที่สองของฮ่องเต้เจิ้งหมิง ได้ลุกลามไปแผดเผา 'ขุนนางกังฉิน' เข้าให้แล้ว!

อีกทั้งในครั้งนี้ ยังแทบจะใช้กำลังทั้งหมดของหอชื่อเซียวเพื่อทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ

เวลาเพียงหนึ่งปีสั้นๆ ก็สังหารผู้คนจนหัวหลุดกลิ้งระเนระนาด!

ทั่วทั้งราชสำนักต่างหวาดผวา เกรงว่าคนต่อไปที่จะต้องตายก็คือตนเอง

ทว่าโชคยังดีที่หอชื่อเซียวทำเรื่องราวต่างๆ แม้จะไม่ต้องใช้หลักฐาน แต่ก็จะไม่ปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อสังหารผู้คน

ด้วยเหตุนี้ พวกขุนนางกังฉินจึงแทบจะถูกสังหารจนสิ้นซากจริงๆ

ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ในชั่วระยะเวลาหนึ่งราชสำนักกลับไร้ซึ่งคนให้ใช้งาน ทำได้เพียง 'จับเป็ดขึ้นคอน' เลื่อนขั้นขุนนางบางคนขึ้นมาทำหน้าที่แทนไปก่อน......

สองปีหลังจากที่เหิงผิง 'ตาย' ทรัพย์สินเงินทองที่ริบมาจากเขาก็ถูกผลาญจนหมดสิ้น

ประกอบกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นหนังสือขอกู้ยืมเงินเพื่อบรรเทาทุกข์ที่ส่งมาจากพื้นที่ต่างๆ เซียวเหลียนที่ควบตำแหน่งดูแลกรมมหาดไทยก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาจับใจ

ในตอนนั้น เขาก็สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า หากไม่คิดหาวิธีแก้ไข ภายในเวลาไม่เกินสามเดือน คลังหลวงจะต้องร่อยหรอลงอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น เขาถึงได้เข้าใจว่า ในตอนที่เหิงผิงนั่งอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีกรมมหาดไทยนี้ ต้องแบกรับแรงกดดันมากเพียงใด......

ท้ายที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาคลังหลวงว่างเปล่า เซียวเหลียนจึงขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เจิ้งหมิงเป็นการส่วนตัว และนำเสนอแผนการเช่นนี้ออกมา

แผนการนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก เขาใช้ราชโองการปลอมและคำสั่งพาณิชย์ปลอม เพื่อกวาดต้อนทรัพย์สินเงินทองจากคหบดีและพ่อค้าวาณิชมาใช้เติมเต็มคลังหลวง

ท้ายที่สุด ฮ่องเต้ก็เพียงแค่ประหารเขา โดยอ้างว่าเขายักยอกเงินไปจนหมดเกลี้ยง เงินของบรรดาคหบดีเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องคืนแล้ว

นี่เทียบเท่ากับการเก็บภาษีคนรวยทางอ้อมชัดๆ......

หลังจากที่ฮ่องเต้พยักหน้าอนุญาต แผนการก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก

เพียงเพราะคนที่จัดฉากเรื่องนี้ คือจุดสูงสุดแห่งอำนาจของต้าฮุย......

ท้ายที่สุด คลังหลวงก็มีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นมาถึงห้าปีเต็มในคราวเดียว!

ส่วนราคาที่ต้องจ่าย ก็ 'เป็นเพียง' ชีวิตของเซียวเหลียนชีวิตหนึ่งเท่านั้น......

หลังจากฟังจบ ตอนแรกเหิงผิงก็ยอมรับในการกระทำของเซียวเหลียน ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง "เรื่องนี้เจ้าทำได้ไม่สวยงามพอ รีบร้อนเกินไป หากยืดเวลาออกไปเป็นสามปี เงินที่ได้มาก็จะมีมากกว่านี้ พวกพ่อค้ารายใหญ่เหล่านั้นก็จะไม่ต้องมาปิดกิจการเพราะถูกสูบเลือดสูบเนื้อไปจนหมดตัวในคราวเดียว......"

"แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะภัยพิบัติไม่รอใคร นับว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากจริงๆ......"

"บนโลกใบนี้จะมีวิธีที่สมบูรณ์แบบทั้งสองฝ่ายได้อย่างไร?" เซียวเหลียนหัวเราะขื่น

"ย่อมมีสิ!" เหิงผิงพูดพลางยกจอกสุราลุกขึ้นยืน หันไปมองลั่วเฉิน "หนทางรอดที่อาจารย์ลั่วประทานให้พวกเราทั้งสองคน นั่นก็คือวิธีที่สมบูรณ์แบบทั้งสองฝ่ายอย่างไรเล่า"

"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!" เซียวเหลียนลุกขึ้นยืนตามพลางเอ่ยสนับสนุน "อาจารย์ลั่ว การที่พวกเราได้พบท่าน นับเป็นเรื่องที่โชคดียิ่งของพวกเราจริงๆ"

ลั่วเฉินลุกขึ้นยืนคารวะตอบ "การที่ราษฎรได้พบกับอาจารย์ของพวกเจ้า และยังมีขุนนางเช่นพวกเจ้า ก็นับเป็นเรื่องที่โชคดียิ่งเช่นกัน"

"ข้าขอเป็นตัวแทนราษฎร ดื่มคารวะพวกเจ้า"

"เช่นนั้นก็หมดจอก!"

"หมดจอก!"

เสียงจอกสุรากระทบกัน!

ทั้งสามดื่มพร้อมกัน มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา......

จบบทที่ บทที่ 259 ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดี

คัดลอกลิงก์แล้ว