- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 257 น้ำใสเกินไปย่อมไร้ปลา
บทที่ 257 น้ำใสเกินไปย่อมไร้ปลา
บทที่ 257 น้ำใสเกินไปย่อมไร้ปลา
คำถามที่รัวมาเป็นชุดราวกับปืนใหญ่ของเหิงผิง ทำเอาเซียวเหลียนถึงกับถูก 'สั่นคลอน' จนมึนงงไปชั่วขณะ!
ฝ่ายหลังอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากว่า "เจ้าบอกว่าเจ้า... เคยใช้เงินปูทางให้ข้างั้นหรือ?"
"ก็ใช่น่ะสิ!"
เหิงผิงหัวเราะกล่าว "คิดไม่ถึงล่ะสิ ข้าน่ะควักเงินทองของแท้จ่ายออกไป เพื่อช่วยเจ้าอุดรอยรั่วที่ไม่เพียงพอนั้น!"
เมื่อตระหนักได้ว่าเหิงผิงไม่มีความจำเป็นต้องโกหกตนเอง เซียวเหลียนก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ "แล้วเหตุใดตอนนั้นเจ้าถึงไม่บอกข้า?"
"นิสัยอย่างเจ้าน่ะ บอกไปแล้วเจ้าจะเชื่ออย่างนั้นหรือ?"
"ต่อให้เจ้าเชื่อ แล้วเงินที่ข้าเอาออกมาจ่ายนั้น ล้วนเป็นเงินที่ได้มาจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง เจ้าจะอยากใช้มันหรือไม่เล่า?"
"สุดท้ายต่อให้เจ้าใช้มันเพื่อช่วยเหลือราษฎร เจ้าจะลากข้าและลากขุนนางเหล่านั้นที่ข้าเคยติดสินบนปูทางไว้ไปตายด้วยกันหรือไม่?"
พูดถึงตรงนี้ เหิงผิงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ใต้เท้าเซียว ท่านคิดว่ามันจะกลายเป็นอย่างที่ข้าพูดหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซียวเหลียนก็นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า "เงินทองเสบียงอาหารบรรเทาทุกข์ไม่พอ เหตุใดจึงไม่เบิกจากท้องพระคลัง?"
"ท้องพระคลังงั้นหรือ?"
เหิงผิงยิ้มบางๆ "เจ้าคิดว่าเงินในท้องพระคลังมาจากที่ใด? ไม่ใช่มาจากภาษีอากรหรอกหรือ?"
"แต่ภาษีอากรของราชวงศ์ต้าฮุย ข้าพูดตามตรงเลยนะ ไม่ได้สูงอะไรนักหรอก อีกทั้งแต่ละปีหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท้องที่ต่างๆ ก็จะได้รับการงดเว้นภาษี"
"ดังนั้น เงินในท้องพระคลังของต้าฮุย จึงไม่ได้มีมากมายอย่างที่เจ้าจินตนาการไว้จริงๆ"
เซียวเหลียนตั้งคำถามกลับ "ต่อให้มีไม่มาก ก็ไม่ถึงขั้นไม่มีเงินไปบรรเทาทุกข์กระมัง?"
"หึ..." เหิงผิงยิ้มพลางส่ายหน้า "ในแต่ละยุคแต่ละสมัย หากต้องการให้บ้านเมืองแข็งแกร่ง สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกก็คือกำปั้น กำปั้นนี้คือสิ่งใด?"
"ก็คือกองทัพกำลังทหารอย่างไรเล่า!"
"ทหารแข็งแกร่งม้ากำยำ ศัตรูภายนอกไม่กล้ารุกราน ราษฎรจึงจะอยู่เย็นเป็นสุขได้!"
"แค่รายจ่ายส่วนนี้เพียงอย่างเดียว ก็กินสัดส่วนภาษีอากรในแต่ละปีของท้องพระคลังไปมากกว่าหนึ่งในสามแล้ว!"
"ส่วนที่เหลือ ก็ยังต้องนำไปจ่ายเป็นเบี้ยหวัดของเหล่าขุนนาง การก่อสร้างของทางราชการ และอื่นๆ อีก..."
"ข้าบอกเจ้าเช่นนี้ก็แล้วกัน สถานที่ที่ต้องใช้เงินนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่หนทางที่จะได้เงินมา กลับมีเพียงแค่ภาษีอากรเท่านั้น!"
"เรื่องบรรเทาทุกข์ ไม่ได้บอกว่าไม่มีปัญญาทำ แต่ภัยธรรมชาติพวกนี้ มันเอาแน่เอานอนไม่ได้นี่!"
"พอเกิดขึ้นหลายครั้งเข้า ท้องพระคลังก็ร่อยหรอ แล้วเงินทองจะมาจากที่ใด?"
"ไม่ใช่ว่าต้องไปขูดรีดเก็บภาษีเพิ่มจากราษฎรในพื้นที่ที่ไม่ประสบภัยหรอกหรือ?"
"ถึงเวลานั้น หากเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน หรือถึงขั้นก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก็ต้องใช้จ่ายเงินทองเพิ่มขึ้นเพื่อมาระงับเหตุการณ์อีก!"
"ข้า..."
พูดถึงตรงนี้ เหิงผิงก็พรูลมหายใจยาวพลางโบกไม้โบกมือ "ช่างเถอะๆ ไม่ได้เป็นผู้ดูแลบ้านเมืองย่อมไม่รู้ว่าของแพงแค่ไหน ข้าอธิบายให้เจ้าฟังไปก็เหนื่อยเปล่า ไม่พูดแล้ว"
"ดังนั้น ในข้าวต้มบรรเทาทุกข์ที่ฉวีหนาน ที่มีแต่พวกรำข้าวและแกลบ ก็เป็นเพราะเจ้าจงใจทำอย่างนั้นหรือ?"
พูดมาถึงตรงนี้ เซียวเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "เพื่อประหยัดเงิน?"
"ถามได้!" เหิงผิงกล่าว "ใช้ของพรรค์นั้น เงินสองแสนห้าหมื่นก็เพียงพอที่จะช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองกำลังทรัพย์เพิ่มเติม เหตุใดข้าจะไม่ทำเล่า?"
สีหน้าของเซียวเหลียนซับซ้อนยิ่งนัก "นั่นล้วนแต่เป็นคนนะ ของที่เจ้าให้พวกเขากิน สัตว์เดรัจฉานยังไม่แน่ว่าจะยอมกินเลย"
เหิงผิงมีสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผู้ประสบภัยยังนับเป็นคนอยู่อีกหรือ? สิ่งที่ผู้ประสบภัยต้องคิด คือจะเอาชีวิตรอดผ่านปีแห่งภัยพิบัติไปได้อย่างไร ไม่ใช่คิดว่าจะได้กินดีอยู่ดีหรือไม่ สบายหรือไม่ต่างหาก"
เซียวเหลียนกล่าว "ดังนั้น เงินสองแสนห้าหมื่นเพียงพอที่จะช่วยผู้ประสบภัยในฉวีหนานได้ แล้วเงินอีกห้าหมื่นตำลึงที่เหลือเล่า?"
เหิงผิงกล่าวตอบตรงๆ "เอาไปแบ่งให้ขุนนางเบื้องบนและเบื้องล่างแล้วน่ะสิ ไหว้วานให้คนทำงาน ย่อมต้องมีผลประโยชน์ให้พวกเขา"
"มิเช่นนั้น คนเขาจะยอมทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยทำงานไปเพื่ออะไรกัน?"
"พวกเขาเป็นขุนนางนะ!" เซียวเหลียนตบโต๊ะดังปัง "รับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ซึ่งล้วนเป็นเงินที่ราษฎรจ่ายให้!"
"เรื่องพวกนี้ ล้วนเป็นหน้าที่ที่พวกเขาต้องทำ!"
เหิงผิงแค่นหัวเราะเยาะ "อาเหลียน ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนเจ้าหรือเหมือนอาจารย์หรอกนะ..."
"น้ำใสเกินไปย่อมไร้ปลา มีขุนนางตงฉิน ก็ต้องมีขุนนางกังฉิน"
"นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาแต่โบราณกาล"
"อย่างไรเสียข้าก็มองทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว จึงเป็นฝ่ายอาสากลมกลืนเข้าไป มีเพียงการหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงจะทำให้จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเหลียนก็ไร้ซึ่งคำพูดใด ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดออกมาดี
ด้านข้าง ลั่วเฉินเอ่ยปากขึ้นในเวลาอันเหมาะสม "เหตุผลที่ข้ามาตามนัดหมาย ก็เพราะได้เห็นการกระทำของเหิงผิงหลังจากที่เข้ารับราชการเป็นขุนนางแล้ว"
"เขาฉ้อโกงจริงๆ แต่เงินที่เขาได้มา ก็ล้วนถูกนำไปใช้เพื่อราษฎรทั้งสิ้น"
"สิ่งเดียวที่เขาได้รับมาเพื่อเสพสุข ก็คงมีเพียงอาหารรสเลิศราคาแพงยามที่ได้รับการเชื้อเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเท่านั้นกระมัง"
"ข้าจะไม่ตัดสินว่าเขาถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยในมุมมองของข้า เขาก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวทรามผิดมโนธรรม ดังนั้นสัญญาในข้อตกลงนี้ จึงยังถือว่าสัมฤทธิผล"
"นี่..." เซียวเหลียนอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากว่า "ข้าไม่อาจเห็นพ้องกับการกระทำของอาผิงได้ แต่ดูเหมือนว่าหากเป็นไปตามที่อาผิงกล่าวมา ข้าเองก็คงไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ในการสวมบทบาทเป็นเสนาบดีกรมพระคลังได้ดีเช่นกัน..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซียวเหลียนก็ยกจอกสุราขึ้น "อาผิง เรื่องราวเหล่านี้แจกแจงไปก็หาข้อยุติไม่ได้ เอาเป็นว่าเลิกเถียงกันเถอะ"
"การที่เจ้ารอดชีวิตมาได้ ข้านั้นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง"
"อาจารย์ อาผิง มาเถิด ดื่มสุรากัน!"
"หมดจอก!"
เสียงจอกสุรากระทบกัน น้ำสุราที่ดูขุ่นมัวเล็กน้อยกระเพื่อมไหวไปตามแรง
เมื่อทุกคนวางจอกสุราลง ลั่วเฉินก็หันไปมองเหิงผิง พลางยิ้มกล่าว "จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย โอกาสรอดชีวิตในปีนั้นอาจารย์ของเจ้าเป็นคนร้องขอมาให้ แต่ตัวเจ้าเองเล่ามีความคิดเห็นเช่นไร?"
"เขาย่อมต้องอยากมีชีวิตรอดอยู่แล้ว"
"เขาไม่ได้มีจิตใจสูงส่งถึงระดับเดียวกับอาจารย์หรอกนะ"
เมื่อเซียวเหลียนพูดจบ เหิงผิงก็ถ่มน้ำลายทันที "นี่เจ้ากำลังดูถูกใครกันฮะ!"
"โห?" เซียวเหลียนแสร้งทำเป็นตกใจ "หรือว่าเจ้าตั้งใจจะไปตายอย่างนั้นหรือ?"
เหิงผิงแค่นเสียง 'ถุย' ออกมาคำหนึ่ง "มีชีวิตอยู่ได้แล้วเหตุใดจะต้องไปตายด้วยเล่า?"
เซียวเหลียนหัวเราะ 'ฮ่าฮ่า' มองไปทางลั่วเฉิน "อาจารย์ ข้าบอกแล้วเห็นไหมขอรับ เขาไม่มีระดับจิตใจสูงส่งขนาดนั้นหรอก"
"ชิ... ข้าไม่มีระดับจิตใจที่สูงส่งเช่นนั้นแล้วอย่างไร จะกัดข้าหรือไง?" เหิงผิงกลอกตาบน ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "จริงสิขอรับอาจารย์ เรื่องที่ท่านจะทำให้ชาวโลกลืมเลือนตัวข้าไปก็ไม่เป็นไรขอรับ เดิมทีข้าก็เป็นเพียงคนตัวเปล่าเล่าเปลือย ไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนามที่ดีงามอันใดอยู่แล้ว"
"ทว่าบนป้ายหลุมศพของท่านอาจารย์ ชื่อของข้าคงจะไม่เลือนหายไปเพราะเหตุนี้ด้วยใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ไม่หรอก" ลั่วเฉินส่ายหน้า "ก็เพียงแค่ทำให้ชาวโลกลืมเลือนไปว่า ครั้งหนึ่งเคยมีบุคคลเช่นเจ้าคงอยู่บนโลกก็เท่านั้น"
"ชื่อของข้าไม่ถูกลบเลือนไปก็ดีแล้ว" เหิงผิงยิ้มบางๆ จู่ๆ ก็อยากคีบกับข้าวกิน แต่ก็ตระหนักได้ว่าตนเองไม่มีตะเกียบ "อาจารย์ ข้าจะไปขอตะเกียบจากผู้คุมสักสองคู่ก่อนนะขอรับ"
"อาเหลียนเจ้านี่ งกเสียจริง ส่งข้าวส่งน้ำมาให้ข้าทั้งทีก็ไม่รู้จักหยิบตะเกียบมาเพิ่มให้สักคู่"
"ผายลม!"
"อาหารมื้อสุดท้ายข้ายังจะต้องไปแย่งเจ้ากินอีกหรือ?"
เซียวเหลียนด่ากลับด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
"เอาล่ะ ไม่ต้องวุ่นวายไป ตรงนี้มีตะเกียบอยู่แล้ว" ลั่วเฉินพลิกฝ่ามือ หยิบตะเกียบออกมาสองคู่ แล้วส่งให้เซียวเหลียนไปคู่หนึ่ง
"ขอบพระคุณขอรับอาจารย์" เซียวเหลียนรับตะเกียบมาก็คีบอาหารเข้าปากทันที
ด้านข้าง เหิงผิงที่เพิ่งเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เมื่อเห็นว่ามีตะเกียบแล้วก็เดินกลับมานั่งที่เดิม "อาจารย์ขอรับ หมูสามชั้นรวนกระทะจานนี้อร่อยยิ่งนัก"
ลั่วเฉินพยักหน้ารับ "อร่อยไม่เลวเลยจริงๆ อาเหลียนได้เป็นถึงขุนนางใหญ่โตแล้ว ทว่ารสมือในการทำอาหารกลับไม่ถดถอยลงเลย"
"เขาน่ะ งกจนได้เรื่องอย่างไรเล่า!" เหิงผิงหัวเราะพูดสอดขึ้นมา "ในจวนมีพ่อบ้านเพียงแค่คนเดียว เรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวันล้วนเป็นเขาที่ลงมือทำเองทั้งสิ้น"
เซียวเหลียนแค่นเสียง 'หึ' "กรมมหาดไทยของพวกเราไม่ได้มีผลประโยชน์ให้กอบโกยมากมายขนาดนั้น มีพ่อบ้านสักคนก็ถือว่าดีมากแล้ว"
"จะไปเทียบกับกรมพระคลังของท่านได้อย่างไรเล่า คนรับใช้ในจวนมีตั้งร่วมร้อยคน!"
"ชิ..." เหิงผิงโบกมือปฏิเสธ "เจ้าก็อย่ามาค่อนขอดข้าเลย คนพวกนั้นของข้า ลำพังเบี้ยหวัดของข้าเองก็พอจ้างแล้ว ไม่ได้ใช้เงินที่โกงมาหรอกน่า!"
"อีกอย่าง ผลประโยชน์ในกรมมหาดไทยของเจ้าก็ไม่ได้น้อยไปกว่าข้าสักเท่าไหร่ เพียงแค่เจ้าไม่โกงก็เท่านั้นแหละ"
"หึหึ..." เซียวเหลียนแค่นหัวเราะหยัน "หากพูดถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้วละก็ คงไม่มีใครสู้เจ้าได้หรอก เจ้าเข้าใจมันดีที่สุด!"
เหิงผิงตอบกลับด้วยใบหน้าที่ดูคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง "ไม่เกินห้าปี... ไม่สิ สามปีต่างหาก!"
"เจ้าจะยิ่งเข้าใจดีกว่าข้าเสียอีก ว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น... เขาทำกันเช่นไร..."