เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 256 รินให้ข้าด้วยสักจอกสิ

บทที่ 256 รินให้ข้าด้วยสักจอกสิ

บทที่ 256 รินให้ข้าด้วยสักจอกสิ


"ใต้เท้าทั้งสอง!"

"โปรดหยุดเถิด..."

ผู้คุมยังกล่าวไม่ทันจบ ก็เห็นขุนนางขั้นหนึ่งสองคนที่กำลังชกต่อยพัวพันกันอยู่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน แล้วตวาดลั่น "ไสหัวไป!"

"ใต้เท้าทั้งสองค่อยๆ ลงมือเถิด!"

"ยั้งมือหน่อยเถิด อย่าให้ถึงกับเสียชีวิตเลย!"

เหล่าผู้คุมที่รู้ตัวว่าไม่อาจล่วงเกินได้รีบถอยออกไปทันที

พลั่ก!

เหิงผิงปล่อยหมัดออกไป "ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คุม ถือว่าเจ้าแน่มาก!"

พลั่ก!

เซียวเหลียนสวนหมัดกลับไป พร้อมกับแค่นหัวเราะตอบ "ใครเรียกผู้คุม คนนั้นยอมเป็นหลานเลย!"

พลั่ก!

"ดี! เช่นนั้นก่อนตายข้าจะขอเป็นปู่สักครั้ง!"

พลั่ก!

"บิดามารดาเจ้าเถอะ! รอเป็นหลานไปเถอะ!"

......

พลั่ก!

"นี่สำหรับที่เจ้าฉ้อราษฎร์บังหลวง!"

พลั่ก!

"โกงบิดาเจ้าสิ!"

เสียงด่าทอ เสียงชกต่อย ดังระงมขึ้นในห้องขังอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย!

ไม่รู้ว่าต่อสู้กันไปนานเท่าใด ขุนนางขั้นหนึ่งทั้งสองที่มีสภาพฟกช้ำดำเขียวและใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ก็ล้มแผ่หลาลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ

เหิงผิงที่หอบหายใจอย่างหนักหน่วงสบถว่า "เจ้าบ้านี่กินอะไรเข้าไป มองดูผอมแห้งแรงน้อย แต่กลับมีเรี่ยวแรงไม่เบาเลย!"

"หึๆ..." เซียวเหลียนแค่นหัวเราะเสียงเย็น "เจ้าที่วันๆ เอาแต่ยัดอาหารหรูหราราคาแพงลงท้อง ย่อมไม่รู้หรอกว่าคนที่กินธัญพืชหยาบๆ นั้น มีพละกำลังมากมายเพียงใด!"

จ๊อก~

เสียงสุรารินรดลงในจอกดังขึ้น

"รินให้ข้าด้วยจอกหนึ่ง"

คนทั้งสองที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเอ่ยปากขึ้นพร้อมกัน

ทว่า วินาทีต่อมาพวกเขาก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ

เสียงรินสุรายังคงดังอยู่ แต่เมื่อครู่พวกเขาเหมือนจะเอ่ยปากให้อีกฝ่ายรินสุราพร้อมกันไม่ใช่หรือ?

ทว่าภายในห้องขังแห่งนี้ นอกจากพวกเขาแล้ว ยังจะมีใครอีก?

คงจะหูแว่วไปกระมัง?

เมื่อคิดเช่นนั้น ทั้งสองจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง "ช่วยส่งสุรามาให้ข้าที ลุกขึ้นลำบากเหลือเกิน..."

"ไม่ถูกสิ!"

"เจ้าพูดอะไรนะ?"

"เจ้าให้ข้ารินสุราให้? แถมยังให้ส่งไปให้อีก?"

"เจ้ามาเลียนแบบคำพูดข้าทำไม..."

คนทั้งสองที่เข้าขากันอย่างเหลือเชื่อพูดชนกันแทบจะทุกประโยค

แม้กระทั่งตอนที่เว้นจังหวะ ก็ยังหยุดเว้นจังหวะพร้อมกัน

หากไม่ใช่เพราะน้ำเสียงแตกต่างกัน ฟังดูแล้วก็เหมือนกับเป็นคนคนเดียวกันกำลังพูดอยู่

"สามสิบปีไม่ได้พบกัน พวกเจ้าเป็นขุนนางใหญ่โตขึ้น แต่ก็เกียจคร้านขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ"

"รินสุราเสร็จแล้ว"

"มาหยิบดื่มเองเถิด"

น้ำเสียงอันคุ้นเคยทำเอาทั้งสองชะงักงัน จากนั้นจึงฝืนทนความเจ็บปวดยันกายลุกขึ้นนั่ง แล้วร้องตะโกนลั่น "อาจารย์ลั่ว!"

เมื่อมองดูร่างที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งสองก็ตื่นเต้นดีใจจนพูดไม่ออก!

ผ่านไปเนิ่นนาน คนทั้งสองที่ลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากจึงเค้นคำพูดออกมาจากลำคอได้ประโยคหนึ่ง "ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?"

"ย่อมต้องมาเพื่อตามนัดหมาย"

ขณะที่พูด ลั่วเฉินก็จิบสุราในจอกเบาๆ แล้วยิ้มกล่าว "ไม่เลว สุรานี้เก็บมาสามสิบปี รสชาติกลับกลมกล่อมขึ้นมาก"

ตามนัดหมาย?

นัดหมายอะไรกัน?

เซียวเหลียนและเหิงผิงหันมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ต่างก็อ่านแววตาแห่งความสงสัยจากอีกฝ่ายได้

เมื่อเห็นทั้งสองยังคงเคลือบแคลงสงสัย ลั่วเฉินก็ไม่อมพะนำ เอ่ยตรงไปตรงมาว่า "ปีนั้นที่หมู่บ้านเถี่ยจี่ ท่านอาจารย์ของพวกเจ้าได้ร้องขอทางรอดให้พวกเจ้าสองคน..."

หลังผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา เซียวเหลียนและเหิงผิงที่ฟังเรื่องราวต้นสายปลายเหตุจบต่างก็นิ่งเงียบไป

พวกเขาคิดไม่ถึงว่า ในปีนั้นอาจารย์ของตนเองก็เคยมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ครั้งหนึ่ง

และยิ่งคิดไม่ถึงว่า โอกาสที่อาจารย์ไม่ต้องการให้ตัวเอง กลับนำมาร้องขอเพื่อพวกเขาทั้งสองคน...

ครู่ใหญ่ เซียวเหลียนก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน "อาจารย์ลั่ว ท่านมาเที่ยวนี้ เพื่อจะมาช่วยเหิงผิงงั้นหรือขอรับ?"

ลั่วเฉินพยักหน้า "จะกล่าวว่ามาช่วยก็ย่อมได้"

"ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับอาจารย์!" เซียวเหลียนชี้ไปทางเหิงผิง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เจ้าหมอนี่ไม่ใช่อาผิงคนเดิมในปีนั้นอีกต่อไปแล้ว!"

"ตอนนี้เขาเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดกังฉินตัวฉกาจ!"

"ท่านต้องยังไม่รู้เรื่องราวของเขาแน่ๆ..."

ลั่วเฉินยิ้มน้อยๆ ตอบกลับว่า "เจ้าอยากให้ข้าไม่ต้องช่วยเขางั้นหรือ?"

เซียวเหลียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด "ขอรับ!"

ด้านข้าง เหิงผิงจ้องมองเซียวเหลียนอยู่ครู่หนึ่ง แค่นหัวเราะเยาะ แล้วเดินไปที่โต๊ะเพื่อรินสุราให้ลั่วเฉินจนเต็มจอก จากนั้นจึงยกจอกสุราที่ลั่วเฉินรินไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา กลืนลงคอไปพร้อมกับเลือดคาวคลุ้งในปาก

ลั่วเฉินกดมือลงเป็นเชิงห้าม "อาเหลียน นั่งลงคุยกันเถิด"

"ขอรับ!" เซียวเหลียนทิ้งตัวลงนั่ง นำสุรามาบ้วนกลั้วล้างกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งเต็มปากเช่นเดียวกัน ก่อนจะเอ่ยว่า "อาจารย์ลั่ว ทางรอดที่ท่านอาจารย์ร้องขอจากท่านในอดีตนั้น มีข้อแม้ว่าต้องไม่ทำเรื่องเลวทรามผิดมโนธรรม"

"เหิงผิงผู้นี้ ในฐานะที่เป็นถึงเสนาบดีกรมพระคลัง กลับยักยอกเงินทองไปมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนแต่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎรทั้งสิ้น"

"หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ทันทีที่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ ก็คงไม่จับเขาเข้าคุกหลวง ริบทรัพย์ และสั่งประหารชีวิตทันทีหรอก!"

"ดังนั้น การกระทำของหมอนี่ จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางรอดที่ท่านอาจารย์ร้องขอมาในปีนั้นตั้งแต่แรกแล้ว!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วเฉินก็จิบสุราอึกหนึ่ง "จงเล่าเจาะจงไปที่เรื่องราวเลยเถิด"

"ได้ขอรับ!"

เซียวเหลียนพยักหน้า "ขอยกตัวอย่างในปีหนึ่งที่ฉวีหนานเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ แผ่นดินแห้งแล้งกันดารหลายพันลี้ ซากศพคนอดตายเกลื่อนกลาดไปทั่ว..."

"เมื่อราชสำนักทราบข่าว ก็เบิกเงินจากท้องพระคลังจำนวนสามแสนตำลึงเพื่อบรรเทาทุกข์ทันที!"

"ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ก็คือเหิงผิง เสนาบดีกรมพระคลังผู้นี้!"

"ตอนนั้นข้าไม่วางใจเจ้านี่ จึงส่งคนไปสืบดูอย่างลับๆ ที่ฉวีหนาน!"

"ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด คนที่ข้าส่งไปได้นำโจ๊กที่ทางการแจกจ่ายกลับมาให้ข้าชามหนึ่ง!"

"ในโจ๊กชามนั้น มองไม่เห็นเม็ดข้าวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีรากหญ้า แกลบ และเปลือกไม้อยู่เต็มชาม!"

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเซียวเหลียนก็แดงก่ำ "โจ๊กชามนั้น ข้ากินมันเข้าไป ตอนที่กิน มันรู้สึกราวกับมีคมมีดบาดคอ"

"หลังกินเสร็จ ท้องก็ป่องราวกับกลอง! อึดอัดทรมานกระสับกระส่ายอย่างยิ่ง!"

"เงินทองและเสบียงบรรเทาทุกข์ยังกล้ายักยอก เขาควรจะตายไปตั้งนานแล้ว การที่เขามีชีวิตสุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็ถือเป็นบุญวาสนาที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว..."

เมื่อเห็นเซียวเหลียนพูดจนพอสมควรแล้ว ลั่วเฉินก็หันไปมองเหิงผิงอีกครั้ง พลางเอ่ยถาม "อาผิง ผู้ประสบภัยในปีนั้นมีกี่คน?"

เหิงผิงตอบว่า "สามแสนสามหมื่นห้าพันหนึ่งร้อยยี่สิบสามคน!"

เมื่อได้ยินตัวเลขที่ระบุเจาะจงเช่นนี้ เซียวเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไป

เขาไม่คาดคิดว่า เวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ เหิงผิงยังจำจำนวนผู้ประสบภัยในปีนั้นได้อย่างแม่นยำ?

แถมยังแม่นยำถึงเพียงนี้?

ลั่วเฉินถามต่อ "แล้วสุดท้ายมีคนตายไปเท่าใด?"

เหิงผิงตอบ "หนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบเอ็ดคน"

ลั่วเฉินกล่าว "หากคิดตามจำนวนเงินสามแสนตำลึง และนำไปแลกเป็นข้าวต้มทั้งหมด จะช่วยให้ผู้ประสบภัยรอดชีวิตข้ามผ่านปีแห่งภัยพิบัติไปได้สักกี่คน?"

เหิงผิงเอ่ย "รอดได้สักหมื่นคน ก็ถือว่ามากมายเหลือเฟือแล้ว!"

"ผายลมเถอะ!" เซียวเหลียนโต้แย้งด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด "ไฉนเจ้าไม่บอกว่ารอดได้แค่ร้อยคนไปเลยเล่า?"

เหิงผิงแค่นหัวเราะเยาะ ก่อนจะตั้งคำถามกลับไป "อาเหลียน เสบียงอาหารในปีที่เกิดภัยพิบัติ มีราคาเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่?"

"การจะทำให้ผู้ประสบภัยมีชีวิตรอดพ้นปีแห่งภัยพิบัติไปได้ ต้องใช้เวลาเท่าใด ใช้เงินเท่าใด เจ้ารู้หรือไม่?"

"ทำไมข้าจะไม่รู้!"

เซียวเหลียนตวาดเสียงกร้าว "ข้าไม่เคยลงพื้นที่บรรเทาทุกข์หรือ? ที่เป่ยหลิ่งเอย ชิวหยวนเอย ครั้งใดที่ให้ข้าไปบรรเทาทุกข์ ข้าไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยตัวเองบ้าง?"

"ส่วนเจ้ามัวแต่หลบซ่อนตัวกินดื่มเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองหลวง ราคาข้าวปลาอาหารในท้องที่ที่พุ่งสูงขึ้นเพราะภัยพิบัติย่อมไม่มีใครไปควบคุม พวกสวะเหล่านั้นจึงอาละวาดได้ตามใจชอบสิ!"

"ไอ้ทึ่มเอ๊ย" เหิงผิงยิ้มหยัน "เจ้าคิดว่าเหตุใดตอนที่เจ้าไปบรรเทาทุกข์ พวกพ่อค้าข้าวถึงไม่ขึ้นราคา? แล้วเหตุใดขุนนางท้องถิ่นถึงยอมควักสมบัติส่วนตัวออกมาให้ความร่วมมือ?"

"ไม่ใช่มารดามันล้วนเป็นเพราะข้าหรอกรึ!"

"เป็นสุดยอดกังฉินในสายตาเจ้าผู้นี้ ที่เป็นคนจัดการเตรียมการไว้ให้ล่วงหน้าอย่างไรเล่า?"

"เจ้าคงไม่ได้คิดไปเองหรอกนะว่า พวกเขาเกรงกลัวเสนาบดีกรมมหาดไทยอย่างเจ้า?"

"รู้หรือไม่ว่าอะไรที่เรียกว่า 'ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล'!"

"รู้หรือไม่ว่าเหตุใดการบรรเทาทุกข์ในภายหลัง อดีตฮ่องเต้จึงมอบหมายให้ข้าเป็นผู้จัดการ แทนที่จะเป็นเจ้า?"

"เจ้าคิดว่าเพียงเพราะข้าประจบสอพลอเก่ง เลยได้รับความโปรดปรานจากอดีตฮ่องเต้งั้นหรือ?"

"ต้าฮุยเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าผู้ที่ได้นั่งบนบัลลังก์มังกร มารดามันล้วนเป็นคนโง่หรืออย่างไร!"

จบบทที่ บทที่ 256 รินให้ข้าด้วยสักจอกสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว