- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 255 ลบชื่อทิ้ง
บทที่ 255 ลบชื่อทิ้ง
บทที่ 255 ลบชื่อทิ้ง
ดื่มสุราหมดจอกแล้ว เหิงผิงก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารกิน
ทุกครั้งที่กินอาหารหนึ่งอย่าง เขาจะต้องส่งเสียงอู้อี้ว่า "อืม" หนึ่งคำ จากนั้นก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
เมื่อเห็นเขากินอย่างเอร็ดอร่อย เซียวเหลียนมีสีหน้าซับซ้อน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เสียใจหรือไม่?"
"หืม?"
เหิงผิงชะงักไปครู่หนึ่ง กลืนข้าวปลาอาหารในปากลงคอ ตอบรับคำหนึ่งว่า "เสียใจเรื่องอันใด" แล้วก็กินต่อไป
"เบี้ยหวัดของขุนนางขั้นหนึ่ง ยังไม่พอให้เจ้ากินดีอยู่ดีอีกหรือ?"
"ถึงต้องทุจริตให้ได้?"
"หากไม่ทุจริต เจ้าจะตกที่นั่งลำบากถึงเพียงนี้หรือ?"
พูดถึงตรงนี้ เซียวเหลียนก็ขมวดคิ้วแน่น ยกจอกขึ้นมาหมายจะดื่มอึกใหญ่
"เฮ้ๆๆ!"
"ช้าก่อน!"
เหิงผิงรีบขัดจังหวะ หยิบจอกขึ้นมาชนกับเซียวเหลียนทีหนึ่ง หัวเราะกล่าว "ด้วยกันๆ!"
"เจ้า..."
เซียวเหลียนถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแหงนหน้าดื่มสุรา เขาที่ไม่รู้จะพูดอะไรก็ดื่มสุราในจอกจนหมดรวดเดียวเช่นกัน
วางจอกลง เหิงผิงกระแอมไอ หัวเราะกล่าว "อาเหลียน เรื่องนี้หากจะพูดไปก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าส่วนหนึ่งเหมือนกัน"
"หากมิใช่เพราะเจ้าเอาแต่จับตาดูข้าไม่วางตาตลอดทั้งวัน หลังจากฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ มีหรือจะต้องลงดาบที่ข้าเป็นคนแรก?"
"ถ้าจะให้ข้าพูดนะ เจ้านี่ช่างไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันศิษย์ร่วมสำนักเอาเสียเลย"
ปัง!
เซียวเหลียนตบโต๊ะ ตวาดลั่น "ผายลม!"
"ใต้เท้าเซียว!"
"เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ!"
นอกห้องขัง องครักษ์ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"ไม่เป็นไร ถอยไปไกลๆ หน่อยเถอะ"
เซียวเหลียนโบกมือ องครักษ์รับคำว่า "ขอรับ" พร้อมกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
"จะโมโหอะไรขนาดนั้น" เหิงผิงยิ้มแหยพลางหยิบตะเกียบที่ร่วงลงบนโต๊ะขึ้นมา แล้วลุกขึ้นรินสุราให้เซียวเหลียน "ดื่มสุราเสียหน่อย ดับไฟโกรธ"
รอจนเหิงผิงรินสุราให้จนเต็มจอก เซียวเหลียนก็ยกจอกขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้เป็นสหายก็รินสุราให้เขาอีกหนึ่งจอก จากนั้นตนเองจึงค่อยดื่มจอกหนึ่ง
"ฮ่า~ สุราดี!" เหิงผิงเดาะลิ้น กำลังจะคีบกับข้าว ก็พบว่าบนโต๊ะมีตะเกียบเพียงคู่เดียว จึงยื่นตะเกียบให้เซียวเหลียน พลางกล่าว "มา ดื่มสุราไปตั้งเยอะ กินกับข้าวรองท้องสักสองคำเถอะ"
เซียวเหลียนมีสีหน้าไร้อารมณ์ "ไม่กิน"
"ไม่กินก็แล้วไป!" เหิงผิงเดาะลิ้น 'จิ๊' คำหนึ่ง "เจ้าไม่กินข้ากินเอง"
"เหิงผิง!" เซียวเหลียนขมวดคิ้วแน่น กล่าวเสียงขรึม "ข้านึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้จะมาถึงตอนนี้แล้ว เจ้ากลับไม่มีท่าทีสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย!"
"มีอะไรให้ต้องสำนึกผิด?" เหิงผิงกินกับข้าวไปพลางกล่าวไปพลาง "เจ้าคิดว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมฮู่เป็นง่ายหรือ?"
"ผู้ที่กุมอำนาจจัดการเงินทองของคนทั้งแผ่นดินเช่นนี้ หากตัวเองไม่ทุจริตสักหน่อย จะไปรอดหรือ?"
"ช่างน่าขันสิ้นดี!" เซียวเหลียนกัดฟันกรอด "คำสอนของอาจารย์ เจ้าลืมไปหมดแล้วสินะ!"
"แม้นอยู่ตำแหน่งสูงส่ง ก็อย่าได้ลืมเลือนราษฎร!"
"ราษฎรเป็นสุข บ้านเมืองจึงเป็นสุข!"
"ราษฎรร่มเย็น ใต้หล้าจึงร่มเย็น!"
เหิงผิงกล่าวคำตักเตือนของอาจารย์หนิวในตอนนั้นออกมาอย่างครบถ้วนทุกถ้อยคำ
"ข้าลืมที่ไหนกัน?"
"คำพูดน่ะเจ้าไม่ลืม แสดงให้เห็นว่าความจำของเจ้าดี!" เซียวเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "แต่เจ้าทำได้หรือเปล่าล่ะ!"
เหิงผิงถามกลับ "คำว่าเพื่อราษฎร ข้าทำไม่ได้ตรงไหน?"
"เพื่อราษฎรหรือ?" เซียวเหลียนลุกพรวดขึ้น เดินวนไปมา "ในจวนของเจ้ามีทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายนับไม่ถ้วน!"
"นี่หรือที่เจ้าเรียกว่าทำได้?"
"เจ้าคิดว่าเงินทองเหล่านั้นเป็นของที่ขุนนางมอบให้เจ้าหรือ?"
"แล้วพวกเขามีเงินทองมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใดกัน?"
"ล้วนแต่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎรทั้งสิ้น!"
"ไม่ทำเพื่อราษฎร ยังขูดรีดราษฎรอีก!"
"แถมยังกล้าพูดอย่างหน้าไม่อายว่าตัวเองทำได้..."
"ถุย!"
เมื่อพูดจบ เซียวเหลียนก็หน้าแดงก่ำ หอบหายใจฮักๆ
พอจะเห็นได้ว่า ในตอนที่เขาพูดคำเหล่านี้ เขากำลังโกรธเกรี้ยวมากเพียงใด!
"พอเถอะ" เหิงผิงกดมือลง ดื่มสุราฤทธิ์แรงอึกหนึ่ง หัวเราะกล่าว "ข้าพูดอะไรกับเจ้าไป เจ้าก็คงไม่ฟังหรอก"
"เอาเป็นว่านี่เป็นวันสุดท้ายของข้าแล้ว พวกเราก็อย่ามาทะเลาะกันอีกเลย"
"เจ้ากับข้ารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่แบเบาะ"
"อายุแปดขวบก็กลายเป็นเด็กกำพร้าด้วยกัน แถมยังถูกอาจารย์ท่านเดียวกันรับเลี้ยงไว้อีก"
"อายุยี่สิบ! ได้เป็นจอหงวนหน้าพระที่นั่งด้วยกัน!"
"อายุสามสิบ ได้เป็นขุนนางขั้นหนึ่งด้วยกัน!"
...
"มาถึงอายุห้าสิบนี้ ในที่สุดเจ้ากับข้าก็แตกต่างกันเสียที"
"เจ้ายังคงเป็นขุนนางขั้นหนึ่งต่อไป ส่วนข้าพรุ่งนี้ก็ต้องถูกบั่นคอแล้ว"
"เรื่องราวในอดีตผ่านไปราวกับควัน ไม่ว่าใครจะผิดหรือใครจะถูก ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมาโต้เถียงอะไรกันอีกแล้ว"
"มา!"
"วันนี้ก็แค่ดื่มสุราก็พอแล้ว!"
ขณะพูด เหิงผิงชูจอกสุราขึ้น ยิ้มแย้มให้เซียวเหลียนเหมือนเมื่อสามสิบปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน
ฝ่ายหลังทั้งโกรธทั้งรันทดใจ ลังเลอยู่นาน จึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อดื่มร่วมกับเหิงผิง
"สะใจ!"
"ดื่มก็จบเรื่องแล้ว!"
เหิงผิงวางจอกสุราลง กำลังจะรินสุราต่อ ก็ได้ยินเซียวเหลียนกล่าวว่า "ชื่อของเจ้า ข้าจะลบออกจากป้ายหน้าหลุมศพของอาจารย์"
ปัง!
จับไม่ถนัด ไหสุราในมือของเหิงผิงกระแทกกับโต๊ะ
เขาประคองไหสุราให้มั่นคง มองเซียวเหลียนด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "อาเหลียน เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
"เจ้าฟังไม่ผิดหรอก" เซียวเหลียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้าบอกว่า ข้าจะลบชื่อของเจ้าออกจากป้ายหน้าหลุมศพของอาจารย์"
"ข้าไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงของอาจารย์เด็ดขาด"
"ไม่ว่าจะเป็นเจ้า หรือข้าก็ตาม"
ครึ่งค่อนวันให้หลัง เหิงผิงก็ยิ้มแหยพลางเดินไปตรงหน้าเซียวเหลียน "อาเหลียน ไม่ถึงขนาดต้องตัดรอนกันถึงเพียงนี้หรอกกระมัง..."
"หึหึ~"
เซียวเหลียนหัวเราะเยาะ "หากตอนที่เจ้าทุจริตครั้งแรก เจ้ารู้ว่าจะมีวันนี้ เจ้ายังจะทุจริตอยู่อีกหรือไม่?"
"อาเหลียน..." เหิงผิงก้มหน้าลง ประสานมือคารวะ "เห็นแก่ความผูกพันในวันวาน อนุโลมให้กันสักหน่อยเถิด"
"เป็นไปไม่ได้" เซียวเหลียนกล่าวอย่างเด็ดขาด "ข้าไปล่ะ เจ้า...พรุ่งนี้ข้าจะมาส่งเจ้า"
พูดจบ เซียวเหลียนก็เดินตรงไปยังนอกห้องขังทันที
ทว่า เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านหลัง
เมื่อเขาหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ก็เห็นหมัดขนาดเท่ากระสอบทรายพุ่งเข้ามาที่ใบหน้า!
ปึก!
เสียงดังทึบๆ!
เซียวเหลียนรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่ามัว ตามมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวอย่างรุนแรงแผ่ซ่านมาจากโพรงจมูก!
เซียวเหลียนถอยหลังไปหลายก้าว ยกมือขึ้นปาดจมูก เลือดสีแดงฉานบนฝ่ามือทำให้เขามองเหิงผิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ กล่าวเสียงขรึมว่า "ลงมือหรือ?"
"ในเมื่อเจ้าดึงดันจะลบชื่อของข้าให้ได้ เช่นนั้นข้าก็คงต้องซ้อมเจ้าสักระลอกเพื่อระบายอารมณ์เสียหน่อยแล้ว"
ในระหว่างที่พูด เหิงผิงก็ยังคงขยับข้อมือ มีท่าทีว่าจะลงมือต่อไปอย่างเต็มเปี่ยม
"ได้สิ!" เซียวเหลียนถ่มน้ำลายลงพื้น "ข้าก็อยากจะสั่งสอนเจ้าแทนอาจารย์มาตั้งนานแล้ว!"
"บัดซบ! อาเหลียน เจ้ารังแกคนเกินไปแล้ว!"
"รับหมัด!"
เหิงผิงตวาดลั่น วิ่งตะบึงเข้าไปข้างหน้า พุ่งหมัดตรงไปยังหน้าท้องของเซียวเหลียน!
ฝ่ายหลังก็ไม่หลบไม่เลี่ยง กำหมัดแน่นแล้วชกสวนกลับไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย!
ปึก!
เสียงดังทึบๆ ดังขึ้นพร้อมกัน คนหนึ่งหงายหลังล้มลง ส่วนอีกคนนั่งยองๆ อยู่กับพื้น ตัวงอเป็นกุ้ง!
"เอาอีก!"
ทั้งสองคำรามพร้อมกัน ลุกขึ้นโดยไม่สนความเจ็บปวด!
พุ่งชน!
เหวี่ยงหมัด!
บัณฑิตสองคน ขุนนางขั้นหนึ่งสองท่าน กลับมาแลกหมัดกันอย่างสะเปะสะปะประหนึ่งชาวบ้านร้านตลาดภายในห้องขังแคบๆ แห่งนี้!
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามาทันที
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เหล่าองครักษ์ต่างก็พากันยืนอึ้งอยู่กับที่
พวกเขาฝันไปก็ยังคิดไม่ถึง ว่าคนทั้งสองจะลงไม้ลงมือกันในห้องขัง ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากท่าทางแล้ว ยังมีกลิ่นอายของการต่อสู้แบบไม่ตายไม่เลิกราอีกด้วย...