- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 208 ตำบลซานอู
บทที่ 208 ตำบลซานอู
บทที่ 208 ตำบลซานอู
บริเวณทางเข้าตำบลซานอู มีหินก้อนมหึมาตั้งตระหง่านอยู่
ด้านหน้าของก้อนหินสลักอักษรข่ายซูตัวบรรจงสามคำว่า [ตำบลซานอู]
ภายใต้ตัวอักษรยังสลักรูปไก่ดำที่ดูมีชีวิตชีวาเอาไว้ด้วย
เมื่อมองดูก้อนหิน อี้หรูเทียนและพวกอีกสองคนต่างเหลียวมองตามหลังลั่วเฉินที่จากไปด้วยแววตาตกตะลึง
การเดินทางตลอดเส้นทางนี้ พวกเขานับว่าได้เปิดหูเปิดตามามาก วิชาพสุธาย่นระยะย่อมเคยเห็นมาบ้าง
แต่ระยะทางกว่าพันลี้กลับมาถึงได้ในพริบตา พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ!
นักพรตที่ร้ายกาจที่สุดที่พวกเขาเคยพบเจอ อย่างมากก็แค่พาพวกเขาเดินจากตีนเขาเพียงร้อยก้าวก็ถึงยอดเขาแล้ว!
หลังจากอึ้งไปพักใหญ่ ทั้งสามคนถึงค่อยๆ ได้สติกลับมา
หลังจากทึ่งในความสามารถของลั่วเฉินแล้ว พ่อบ้านทั้งสองก็เอ่ยถามคุณชายของตนว่ามีแผนการเช่นไร
ทว่าการที่จะทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านตำบลซานอูที่เผชิญกับโรคระบาดในไก่กลับมาเป็นปกติได้โดยไม่ใช้ทรัพย์สินของตนเองนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
แต่สำหรับปัญหาที่ทำเอาทั้งสองคนต้องคิดหนัก อี้หรูเทียนกลับมีแผนการเตรียมพร้อมไว้อย่างเต็มเปี่ยมมานานแล้ว
ตั้งแต่ที่มาเยือนในครั้งก่อน เขาก็พบว่าทำเลที่ตั้งของตำบลซานอูนั้นเหมาะแก่การทำเป็น "ศูนย์กลางการคมนาคม" เป็นอย่างยิ่ง
รอบๆ ตำบลซานอูมีถนนหลวงอยู่หลายสาย แม้จะไม่ได้ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของถนนหลวงเหล่านี้ แต่ก็เหมาะเจาะที่จะใช้เป็นโกดังพักสินค้าชั่วคราว
อย่าได้ดูถูกโกดังเพียงแห่งเดียวนี้เชียว ผลกำไรที่มันจะนำมาให้นั้นยากจะจินตนาการได้
ตัวอย่างเช่น เสื้อกันหนาวบุหนังหนาของทางเหนือ ฤดูกาลที่ขายดีที่สุดและราคาแพงที่สุดก็คือฤดูใบไม้ร่วง
สำหรับเสื้อผ้าแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อล่วงหน้าหนึ่งฤดูกาล หรือแม้กระทั่งซื้อข้ามฤดูกาลเลยด้วยซ้ำ
เพราะในสายตาของพวกเขา การซื้อเสื้อผ้าเช่นนี้จะราคาถูกกว่า
แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น พ่อค้าและผู้ค้าเร่ต่างคาดเดาความคิดของพวกเขาได้นานแล้ว จึงขนส่งเสื้อผ้าที่ขายดีออกมาก่อนเวลาอันควร
ดังนั้นในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อบวกค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มเข้าไป เสื้อผ้าที่ชาวบ้านซื้อได้ก็ไม่ได้ถูกเลย
แต่หากมีสถานีพักสินค้าเพื่อจัดเก็บชั่วคราว
ประการแรกก็คือ สามารถเพิ่มรายได้ค่าจัดเก็บให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นได้
ประการที่สอง สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าของบรรดาพ่อค้าในปีถัดไปได้
ซึ่งข้อดีไม่ได้มีเพียงสองประการนี้ ทว่าข้อเสียก็มีเช่นกัน
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งก็คือ ความน่าเชื่อถือ
อย่างไรเสีย สำหรับพ่อค้าอิสระแล้ว แม้ต้นทุนในการขนส่งไปกลับจะสูงลิ่ว แต่ก็เทียบไม่ได้กับต้นทุนของตัวสินค้า
หากสินค้าในสถานที่จัดเก็บเกิดความเสียหาย หรือสูญหาย นั่นย่อมได้ไม่คุ้มเสีย
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีบุคคลที่สามมาคอย "รับประกัน" จึงจะสามารถดำเนินธุรกิจนี้ต่อไปได้...
เมื่อฟังถึงตรงนี้ หลิวต้าก็เอ่ยขึ้นทันที "ปัญหานี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอนขอรับ!"
"เมื่อครั้งที่คุณชายมาแจกจ่ายทรัพย์สินเพื่อบรรเทาทุกข์ที่นี่ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้จักท่าน?"
"อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสในตำบลเลย แม้แต่นายอำเภอถังที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งดูแลพื้นที่นี้ในตอนนั้น ก็ต้องจำพวกเราได้แน่ขอรับ!"
"ถึงตอนนั้นพวกเราก็นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าว รับรองได้เลยว่าพวกเขาต้องเต็มใจเป็นผู้รับประกันให้เราเป็นร้อยเท่าทวีคูณเชียวล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น อี้หรูเทียนก็ส่ายหน้า "ไม่ ข้าเกรงว่ายามนี้พวกเขาคงจำพวกเราไม่ได้หรอก"
คังเต๋อขมวดคิ้วพลางกล่าวเสริม "ไม่กระมังขอรับ แม้เวลาจะผ่านไปสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ความจำของพวกเขาก็ไม่น่าจะแย่ถึงเพียงนั้น"
"คิดดูสิว่าตอนนั้นพวกเขาล้วนเคยพบคุณชาย ย่อมต้องจำพวกเราได้อย่างแน่นอน"
"ฮ่าๆ" อี้หรูเทียนหัวเราะ "ก่อนหน้านี้ท่านลั่วบอกไว้ว่า การลงมือในครั้งนี้ห้ามพึ่งพาทรัพย์สินของตนเอง"
"ทรัพย์สินที่ว่านี้ครอบคลุมถึงสิ่งใดบ้าง ท่านลั่วเคยถาม และข้าก็ตอบไปแล้ว"
"ยามนี้ฐานะเถ้าแก่หอการค้าจินอวิ๋นของข้าย่อมนับเป็นทรัพย์สิน แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่อาจนำมาใช้ได้"
"หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่จำเป็นต้องคิดหาวิธีเลย เพียงแค่บอกชื่อเสียงเรียงนามแล้วทำหนังสือสัญญา ก็มีคนมากมายเต็มใจจะนำเงินทองออกมาช่วยตำบลซานอูให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้แล้ว"
"แต่หากเป็นเช่นนั้น ท่านลั่วยังมีความจำเป็นใดที่ต้องพาพวกเรารอนแรมมาไกลถึงที่นี่ด้วยเล่า?"
"กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในเมื่อท่านลั่วเป็นถึงเซียน หากเพียงเพื่อต้องการแก้ไขผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่แห่งหนึ่ง จำเป็นต้องอ้อมค้อมถึงเพียงนี้เพื่อมาใช้ข้าด้วยหรือ?"
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ พ่อบ้านทั้งสองต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ทว่าพวกเขากลับรู้สึกลังเลใจขึ้นมา
หากไม่สามารถใช้ฐานะเถ้าแก่แห่งหอการค้าจินอวิ๋นได้ เรื่องนี้ย่อมต้องจัดการได้ยากเย็นแสนเข็ญเป็นแน่...
"ไปกันเถิด"
"ไปที่ที่ว่าการอำเภอกันก่อน ไปหานายอำเภอถัง มีเพียงต้องได้รับการรับประกันจากที่ว่าการอำเภอเท่านั้น เวลาพวกเราไปอธิบายเรื่องการค้าให้กับผู้อาวุโสในตำบลฟัง ถึงจะได้รับความไว้วางใจ..."
"คุณชาย!" หลิวต้าร้องเรียกอี้หรูเทียนที่กำลังก้าวเดิน ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "วิธีของคุณชายแปลกใหม่มาก และสามารถทำได้จริงขอรับ"
"แต่การที่ท่านไปขอให้ที่ว่าการอำเภอรับประกันให้ ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายไม่รู้ฐานะของพวกเรา มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่สำเร็จนะขอรับ..."
"เพราะหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา ถึงตอนนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นทางขุนนางของนายอำเภอเป็นแน่..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของอี้หรูเทียนก็ยกขึ้นเล็กน้อย "ในสถานการณ์ที่ข้ามั่นใจเก้าส่วนว่าจะทำการค้าสำเร็จ หากข้าไม่สามารถโน้มน้าวได้แม้กระทั่งนายอำเภอตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง เช่นนั้นข้าก็ควรรีบกลับบ้านไปเป็นคุณชายที่รอวันผลาญสมบัติให้หมดตัวยังจะดีเสียกว่า"
"อีกอย่าง ฤดูหนาวก็ใกล้เข้ามาทุกที หากที่ว่าการอำเภอไม่ยอมรับประกันให้ข้า เช่นนั้นที่ว่าการก็ต้องมีเงินไปบรรเทาทุกข์ให้ตำบลซานอู หรือไม่ก็ต้องเชื่อข้า"
"คิดว่าเงินนั้นพวกเขาคงไม่มีหรอก"
"เขาทำได้เพียงแค่เชื่อข้าเท่านั้น!"
เมื่อกล่าวจบ อี้หรูเทียนผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของตัวอำเภอ...
หลังจากนั้น เมื่อทั้งสามคนมาถึงที่ว่าการอำเภอและอธิบายต้นสายปลายเหตุให้ฟัง
นายอำเภอถังที่กำลังกลุ้มใจกับเรื่องโรคระบาดในไก่ของตำบลซานอู เมื่อได้ยินแผนการของอี้หรูเทียน ก็ตัดสินใจเป็นผู้รับประกันให้พวกเขาทันที พร้อมสนับสนุนให้พวกเขาไปทำโกดังเก็บสินค้าที่ตำบลซานอู!
ถึงขั้นจัดกำลังเจ้าหน้าที่กว่าสิบคนให้เดินทางไปยังตำบลซานอูพร้อมกับพวกเขาทีเดียว!
ทุกอย่างราบรื่นเกินไป ราบรื่นเสียจนพ่อบ้านทั้งสองรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด
เห็นได้ชัดว่านายอำเภอถังและคนอื่นๆ "จำพวกตนในยามนี้ไม่ได้" จริงๆ ทว่ากลับให้การสนับสนุนพวกเขาอย่างเด็ดขาดเหลือเกิน
ภายหลัง เมื่อมาถึงตำบลซานอู และได้เห็นชาวบ้านที่ "สิ้นหวังไร้ชีวิตชีวา" พวกเขาถึงได้เข้าใจ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้นายอำเภอถังคงจะอับจนหนทางแล้ว
ยามนี้เมื่อมีคนก้าวออกมารับหน้าแก้ไขผลกระทบจากโรคระบาดในไก่ ไม่ว่านายอำเภอผู้นี้จะคิดอย่างไรก็ย่อมไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน...
เวลาผ่านไปไม่นาน หลังจากตามหาตัวผู้อาวุโสของตำบลซานอูพบ บรรดาเจ้าหน้าที่ก็บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด พร้อมกับนำหนังสือที่มีตราประทับของที่ว่าการอำเภอมาให้พวกเขาดู
ผู้อาวุโสทุกคนต่างยิ้มกว้างพลางร้องตะโกนคำว่า "ดี" ออกมาอย่างพร้อมเพรียง!
ดังนั้น เมื่อได้รับการรับประกันจากทั้งที่ว่าการอำเภอและผู้อาวุโสในตำบล ชาวบ้านทั้งตำบลจึงเริ่มเคลื่อนไหว และลงมือดัดแปลงบ้านเรือนในตำบลที่เหมาะสมให้กลายเป็นโกดังเก็บสินค้าตามความคิดของอี้หรูเทียน!
สามวันต่อมา การดัดแปลงก็เสร็จสิ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลต่างพากันวิ่งไปตามถนนหลวงสายต่างๆ เพื่อร้องตะโกนเรียกลูกค้า
ถ้อยคำร้องโฆษณาต่างๆ เช่น "ฝากสินค้าไว้ที่ซานอู ปีหน้าไม่ต้องวิ่งวุ่น" หรือ "ที่ว่าการอำเภอรับประกัน สินค้าไม่มีทางขาดหาย" มีออกมาให้ได้ยินอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งดึงดูดให้กองคาราวานพ่อค้าที่สัญจรผ่านไปมาแวะเวียนมาดูให้เห็นกับตาที่ตำบลซานอูไม่น้อย
หนึ่งเดือนให้หลัง ภายในบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมถนนน้อยใหญ่ทั่วทั้งตำบลซานอู ล้วนเต็มไปด้วยสินค้าสารพัดชนิดที่เสื่อมสภาพได้ยาก
ค่าเช่ารวมไปถึงค่าที่พักและค่าอาหารที่ชาวบ้านในตำบลได้รับ เมื่อนำมารวมกันแล้ว กลับใกล้เคียงกับเงินที่พวกเขาหาได้จากการขายไก่ดำเสียด้วยซ้ำ!
เพียงแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น!
ผลกระทบจากโรคระบาดในไก่ที่ตำบลซานอูก็เป็นอันสลายไป...