- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 207 เงินทอง
บทที่ 207 เงินทอง
บทที่ 207 เงินทอง
คุณชายสกุลอี้เงียบไปนานเท่าใด พ่อบ้านทั้งสองของเขาก็พูดไปนานเท่านั้น
ทว่าโชคดีที่เส้นทางแสวงหาเซียนตลอดสิบสองปีของพวกเขาไม่ได้จืดชืดจนเกินไปนัก กลับมีเรื่องราวให้บอกเล่ามากมาย
พวกเขาพบเจอผู้มีวิชาแปลกประหลาดและเรื่องราวพิสดารในยุทธภพมาไม่น้อย และใช้เงิน "ฟาด" จนได้ของดีมาไม่น้อยเช่นกัน
นักปาหี่ที่ร่อนเร่ในยุทธภพสามารถสูดเปลวไฟเข้าไปในท้อง เก็บไว้หลายชั่วยามแล้วค่อยพ่นออกมาได้
พ่อบ้านทั้งสองอยากเรียนรู้วิชานี้มาก ดังนั้นพวกเขาจึงจ่ายเงินไปห้าพันตำลึง เพื่อซื้อวิชาก้นหีบที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของนักปาหี่
พอพูดถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็ต่างหยิบตะเกียงน้ำมันมาคนละดวง แล้วแสดงวิชาสูดไฟพ่นไฟให้ลั่วเฉินดู
แม้นว่าเปลวไฟจะไม่ใหญ่ เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ราวกับเป็นการ "เรอ" ออกมา แต่การที่สามารถซ่อนมันไว้ในร่างแล้วค่อยแสดงออกมาได้นั้น ก็นับว่าอยู่ในขอบข่ายของการใช้วิชาอาคมแล้ว
วิชาอาคมทำนองนี้พวกเขาซื้อมาไม่น้อย บางคนไม่ยอมขาย บางคนขายให้แล้วพวกเขาก็เรียนไม่สำเร็จ ที่สามารถเรียนได้จริงๆ ก็คือวิชาประเภท "พ่นไฟ" และ "กลั้นหายใจ" อะไรเทือกนั้น
ทว่า วิชาเหล่านี้มีเพียงพ่อบ้านทั้งสองที่เรียนสำเร็จ อี้หรูเทียนเองก็เคยเรียนและทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักเช่นกัน ทว่ากลับเรียนสิ่งใดไม่สำเร็จเลยสักอย่าง...
เมื่อเล่าเรื่องวิชาอาคมจบ พ่อบ้านทั้งสองก็เริ่มนำของวิเศษที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลกว้านซื้อมาจากอารามเต๋าและวัดวาอารามตามที่ต่างๆ ออกมาแสดง
ในบรรดาของเหล่านั้น สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบที่สุดก็คือถุงเงินสำหรับเก็บของทีละใบ
ถุงเงินขนาดเท่าฝ่ามือ แต่กลับสามารถใส่ของที่มีปริมาตรประมาณข้าวฟ่างสองหาบได้
นอกจากนี้ยังมีของวิเศษและยันต์ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย บางชิ้นสามารถปลดปล่อยวิชาอสนีบาตออกมาได้โดยตรง บางชิ้นก็เป็นเพียงแค่ของประดับ
สรุปก็คือ มีของสารพัดรูปแบบที่แปลกประหลาด ทั้งของที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์อยู่มากมาย
เพื่อซื้อของเหล่านี้ เงินทองที่พวกเขาจ่ายไปนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
แต่ก็เป็นเพราะของเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้พวกเขากล้าปล่อยให้คุณชายน้อยแห่งหอการค้าจินอวิ๋นเดินทางไปทั่วโดยที่ไม่ต้องพาผู้ติดตามไปมากนัก...
เนิ่นนานผ่านไป เมื่อชาหมดป้าน หลิวต้าก็ไปชงชาป้านใหม่กลับมา อี้หรูเทียนจึงค่อยเอ่ยปาก "ท่านลั่ว ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากข้าได้พบท่านแล้ว ข้าก็พลันไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะทำอะไรเลย..."
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา พ่อบ้านทั้งสองก็ถึงกับนั่งไม่ติดทันที ต่างพากันเอ่ยปากขึ้นตามลำดับ
"คุณชาย ท่านพบหน้าท่านลั่วแล้วตื่นเต้นเกินไปหรือเปล่าขอรับ อย่างไรเสียท่านก็เป็นคนที่พวกเราตามหามาถึงสิบสองปีเชียวนะขอรับ"
"ใช่แล้วขอรับคุณชาย ท่านอย่าประหม่าไปเลย เพียงแค่พูดสิ่งที่อยู่ในใจท่านออกมาก็พอแล้ว หากท่านลั่วปฏิเสธ พวกเราก็แค่กลับไปทำมาค้าขายก็สิ้นเรื่องขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อี้หรูเทียนก็ยิ้มพลางส่ายหน้า "ข้าไม่ได้ประหม่า แต่ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองต้องการทำสิ่งใด"
หลิวต้าถามอย่างสงสัย "ท่านไม่อยากบำเพ็ญเพียรบรรลุเซียนแล้วหรือขอรับ?"
"ไม่อยาก" อี้หรูเทียนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว "หากมีความคิดนี้แม้เพียงนิดเดียว ข้าคงพูดออกไปตั้งนานแล้ว"
คังเต๋อเดาะลิ้น "จิ๊" พลางสูดหายใจเข้าลึก "ไม่ถูกสิขอรับ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจไปเล่า?"
"ท่านลั่ว ท่านช่วยดูคุณชายของพวกเราหน่อยเถิดขอรับ เขาถูกสิ่งใดเล่นงานหรือเปล่าขอรับ?"
"ไม่หรอก"
ลั่วเฉินยิ้ม "คุณชายอี้ การที่จู่ๆ เจ้าก็ลืมเลือนไปว่าต้องการทำอะไร ถือเป็นเรื่องปกติ"
"วันนี้เจ้ากับข้าได้มาพบกัน ก็เพื่อให้ข้าเป็นผู้บอกเจ้า ว่าต่อไปเจ้าต้องไปทำอะไร"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อี้หรูเทียนก็ยืดตัวตรง ประสานมือคารวะพลางกล่าว "ท่านลั่วโปรดชี้แนะ!"
"ยังไม่ต้องรีบร้อน"
ลั่วเฉินกดมือลงเป็นเชิงห้าม ก่อนจะกล่าวต่อ "เจ้าเกิดมาพร้อมกับดวงชะตาที่มั่งคั่งร่ำรวย ไร้ซึ่งความทุกข์ร้อนใดๆ แท้จริงแล้ว สิ่งที่สวรรค์ลิขิตให้เจ้าต้องไปทำนั้น สำหรับเจ้าแล้วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป"
"ยามนี้เจ้ากำลังสับสน นั่นแสดงว่ายังมีทางถอย"
"เจ้าต้องการจะถอยหรือไม่?"
อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรือ?
เช่นนั้นคุณชายก็คงต้องพิจารณาดูให้ดีอีกครั้งแล้ว
พ่อบ้านทั้งสองคิดในใจเช่นนั้น ทว่าชั่วพริบตาต่อมากลับได้ยินคุณชายของตนเอ่ยว่า "ไม่ถอยขอรับ ในเมื่อเป็นสิ่งที่สวรรค์ลิขิตมา อย่างไรเสียก็ต้องลองทำดูสักตั้ง"
"ดี"
ลั่วเฉินพยักหน้า "ข้าจะขอถามเจ้าสักสองสามคำถามก่อน"
"ข้อแรก เงินคือสิ่งใด?"
คำถามนี้ ทำเอาพ่อบ้านทั้งสองที่ได้ฟังถึงกับงุนงงไปตามๆ กัน
เงินก็คือเงิน ทอง และอีแปะทองแดงมิใช่หรือ? แล้วจะเป็นสิ่งใดไปได้อีก?
ทว่าสงสัยก็ส่วนสงสัย ในสายตาของพวกเขา คำถามที่เซียนอย่างลั่วเฉินเอ่ยปากถามออกมา ย่อมไม่มีคำตอบที่เรียบง่ายเช่นนั้นแน่
อี้หรูเทียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เงินคือสิ่งที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนขอรับ ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีเงินตรา ผู้คนมักจะใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนกัน"
"ภายหลังเมื่อมีการสร้างเงินตราขึ้นมา ก็ทำให้สามารถประเมินมูลค่าของสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายใช้แลกเปลี่ยนกันได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น"
เมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ พ่อบ้านทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน
จากแววตาของอีกฝ่าย พวกเขาต่างก็มองเห็นประโยคเดียวกัน นั่นคือ สมกับเป็นคุณชายจริงๆ!
"เช่นนั้นทรัพย์เล่า คือสิ่งใด?"
เมื่อลั่วเฉินเอ่ยคำถามออกมาอีกครั้ง พ่อบ้านทั้งสองก็มึนงงไปอีกรอบ
อี้หรูเทียนตอบ "ทรัพย์นั้นมีขอบข่ายที่กว้างกว่า มันคือสิ่งที่ตัวเราครอบครองอยู่ อย่างเช่น บ้านเรือน ที่ดิน ปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งผู้คน ล้วนสามารถเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์ขอรับ"
ลั่วเฉินกล่าวอีก "นอกจากผู้คนแล้ว ยังมีสิ่งใดอีกที่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นทรัพย์?"
"สำหรับประเทศชาติแล้ว ดินแดน ราษฎร แร่ธาตุ และอื่นๆ ล้วนสามารถเรียกว่าเป็นทรัพย์ได้ขอรับ"
"สำหรับสัตว์ป่าตัวเล็กๆ บนโลกมนุษย์แล้ว ภูเขา พืชพรรณ ผลไม้ในป่า ล้วนสามารถเรียกว่าเป็นทรัพย์ได้เช่นกัน"
......
"สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร โอกาสในการกราบอาจารย์ ของวิเศษล้ำค่าจากฟ้าดิน ล้วนสามารถเรียกว่าเป็นทรัพย์ได้ขอรับ"
หลังจากอี้หรูเทียนยกตัวอย่างมากมายรวดเดียวจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะจิบชาเพื่อทำให้ลำคอชุ่มชื้น
"เจ้าคิดได้กว้างขวางดีทีเดียว แต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงนัก"
ลั่วเฉินยิ้มบางๆ แล้วกล่าวต่อ "เงินและทรัพย์ถือเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?"
อี้หรูเทียนตอบกลับไปโดยไม่ต้องหยุดคิด "ไม่นับเป็นสิ่งเดียวกันขอรับ เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพย์เท่านั้น"
"ดี" ลั่วเฉินพยักหน้ารับ "ในปีแรกที่เจ้าออกเดินทาง เจ้าเคยไปที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าตำบลซานอู เจ้ายังพอจำได้หรือไม่?"
อี้หรูเทียนพยักหน้า "จำได้ขอรับ ชาวบ้านทุกครัวเรือนในตำบลซานอูล้วนหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงไก่ดำ"
"ตอนที่ข้าไปถึง ตำบลซานอูเพิ่งจะเผชิญกับโรคระบาดในไก่ และประจวบเหมาะกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวพอดี การจะเลี้ยงไก่ใหม่นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว"
"ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ยังมีลูกไก่มากมายเพียงใด ทว่าเงินในกระเป๋าของชาวบ้านก็ไม่มีมากพอที่จะไปซื้อได้แล้ว"
"ดังนั้น ข้าจึงนำเงินจำนวนหนึ่งออกมา และกำชับให้ผู้อาวุโสในตำบลแจกจ่ายให้แก่ทุกครัวเรือน แน่นอนว่าเนื่องจากมีคนจำนวนมาก เงินที่แจกจ่ายให้แต่ละครัวเรือนจึงไม่ได้มากมายนัก แต่อย่างน้อยก็เพียงพอให้พวกเขายืนหยัดข้ามผ่านไปจนถึงปีหน้า เพื่อเริ่มต้นเลี้ยงไก่ใหม่ได้..."
เมื่อฟังจบ ลั่วเฉินก็เอ่ยถาม "บัดนี้โรคระบาดในไก่ที่ตำบลซานอูปะทุขึ้นอีกครั้ง เจ้าพอจะมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้ชาวบ้านในตำบลผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ โดยไม่ต้องใช้เงินทองของตนเอง?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ อี้หรูเทียนก็จมลงสู่ห้วงความคิด
ส่วนพ่อบ้านทั้งสองต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กพลางขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง
[อาต้า เจ้าคิดวิธีออกหรือไม่?]
[อาเต๋อ เจ้าเห็นข้าเป็นเซียนหรืออย่างไร หากไม่ใช้เงินทองของตนเอง แล้วจะไปแก้ไขภัยพิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร]
[ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ข้าคิดว่าคุณชายอาจจะมีวิธี...]
"ท่านลั่ว ข้าพอจะนึกวิธีออกอยู่วิธีหนึ่ง แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ขอรับ"
สิ้นคำกล่าวของอี้หรูเทียน ลั่วเฉินก็เอ่ยขึ้นว่า "มีวิธีก็ไปลองดู"
อี้หรูเทียนชะงักไปเล็กน้อย "ตอนนี้เลยหรือขอรับ?"
"ตอนนี้นี่แหละ" ลั่วเฉินเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนแล้วกวักมือเรียก "ตามข้ามา..."
……