- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 156 ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของสหายเก่า
บทที่ 156 ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของสหายเก่า
บทที่ 156 ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของสหายเก่า
"กราบท่านเป็นอาจารย์หรือ?"
"ถูกต้อง กราบข้าเป็นอาจารย์!"
ระหว่างทั้งสอง การถามตอบหนึ่งประโยคนี้ช่างลื่นไหลยิ่งนัก
ทว่าหลังจากความลื่นไหลผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือความเงียบงันอันไร้ที่สิ้นสุด
หลังจากแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่ได้หูฝาด ลั่วเฉินถึงเพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดนักพรตอู๋ตรงหน้านี้ถึงได้มีท่าทีแปลกประหลาดนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ทีแรก เขายังคิดว่าเป็นเพราะผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้บังเอิญพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนจึงเกิดความสนใจ ถึงได้เอ่ยปากชวนเขาเดินหมากเสียอีก
สรุปว่าที่ทำวุ่นวายมาตั้งนานสองนาน เป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการรับเขาเป็นศิษย์นี่เอง
แต่ตามหลักเหตุผลแล้ว เขาไม่ได้ปิดบังระดับฝึกตนของตนเองเลย ในเมื่ออีกฝ่ายก็อยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญเช่นกัน ก็ควรจะมองออกว่าระดับฝึกตนของเขาหยุดอยู่ที่ขอบเขตคืนสู่สามัญเหมือนกันสิ......
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อีกฝ่ายมองระดับฝึกตนของเขาไม่ออกจริงๆ
หรือถึงขั้นคิดว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ยังไม่เคยบำเพ็ญเพียรเสียด้วยซ้ำ......
ในขณะที่ลั่วเฉินนิ่งเงียบไป นักพรตอู๋เองก็รู้สึกตึงเครียดยิ่งนัก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางออกมาจากอาราม และลั่วเฉินก็เป็นศิษย์คนแรกที่เขาถูกตาต้องใจเมื่อได้พบเจอ
หากเป็นไปได้ เขาต้องการให้อีกฝ่ายมาเป็นศิษย์ของตนเองจริงๆ
แต่เรื่องเช่นนี้จะหวังพึ่งเพียงความปรารถนาฝ่ายเดียวของเขาไม่ได้ ดังนั้นในยามนี้เขาจึงทำได้เพียงพร่ำท่องอยู่ในใจเงียบๆ เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ว่า: กราบเป็นอาจารย์ กราบเป็นอาจารย์ กราบข้าเป็นอาจารย์...แค่กๆ !
ไม่ถูก ไม่ถูก กราบข้าเป็นอาจารย์ต่างหาก!
กราบข้าเป็นอาจารย์!
ครู่หนึ่ง ลั่วเฉินเห็นนักพรตอู๋มองมาที่ตนด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นออกมาคำหนึ่ง "นักพรตอู๋ ความปรารถนาดีของท่าน ข้าลั่วผู้นี้รับรู้แล้ว"
"ทว่า......"
"ช้าก่อน!" นักพรตอู๋ใจเต้นระทึกไปถึงคอหอย เขากดมือลงพลางกล่าวอย่างระมัดระวัง "ช่วยฟังข้าพูดก่อนได้หรือไม่?"
ลั่วเฉินชะงักไปเล็กน้อย "ท่านว่ามาเถิด"
"อันดับแรก ข้าขอแนะนำระดับการฝึกตนของข้าให้เจ้าได้รู้เสียก่อน" นักพรตอู๋ยืนตัวตรง เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง "ขอบเขตคืนสู่สามัญ! ขอบเขตนี้เจ้าอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนัก"
"หากก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว ข้าก็จะสามารถบรรลุเป็นเซียนได้"
"หากข้าบรรลุเป็นเซียน เจ้าก็จะมีอาจารย์เป็นถึงเทพเซียน!"
"ประการที่สอง ข้าคือผู้ดูแลอารามเสวียนจี หรือจะเรียกว่าเป็นเจ้าอารามก็คงไม่ต่างกันนัก"
"อาจารย์ของข้า ท่านผู้เฒ่าก็เป็นเซียนเช่นกัน"
เมื่อได้ยินสามคำว่า 'อารามเสวียนจี' ลั่วเฉินก็อดชะงักไปไม่ได้ ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากขัดจังหวะนักพรตอู๋
เพราะถึงอย่างไรเขาก็มองออกว่า อีกฝ่ายมีความต้องการที่จะพรั่งพรูความในใจออกมาอย่างแรงกล้าจริงๆ
และนักพรตอู๋ก็สังเกตเห็นอาการชะงักของลั่วเฉินเช่นกัน ความหวังจึงจุดประกายขึ้นในใจ เขาจึงกล่าวต่อไปว่า "ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในเมือง ข้าเห็นเจ้าใช้ถังหูลู่สามไม้ชี้นำผู้คนให้ทำความดี ก็มั่นใจในอุปนิสัยของเจ้าแล้ว"
"ดังนั้นหลังจากนั้นข้าจึงจงใจสร้างโอกาสให้ได้พบเจอกับเจ้าโดยบังเอิญ"
"แต่ใครจะไปคิดเล่าว่า อุปนิสัยของเจ้าจะดีเลิศเกินไปเสียจริง ต่อให้เห็นข้าแสดงอิทธิฤทธิ์ก็ยังนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน"
"ข้าเกือบจะคิดไปแล้วว่าเจ้ามีอาจารย์อยู่ก่อนแล้ว"
"โชคดีที่สวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนที่มีความตั้งใจ เจ้าไม่ได้มีอาจารย์......"
"ดังนั้น ต่อให้การพบกันในภายหลังข้าจะเป็นผู้ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่การพบกันในครั้งแรกย่อมเป็นวาสนา"
"วาสนาเช่นนี้ เจ้าและข้าล้วนควรเก็บถนอมเอาไว้"
"หวังว่าสหายตัวน้อยจะนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าได้เอ่ยปากปฏิเสธอย่างง่ายดายนัก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วเฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก "นักพรตอู๋ วาสนาระหว่างท่านและข้าช่างมหัศจรรย์เหลือแสน ย่อมไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใดให้มากความ"
"ทว่า คิดว่าคงเป็นเพราะนักพรตอู๋ไม่ทันได้สังเกต จึงละเลยไปว่าข้าลั่วผู้นี้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นเดียวกัน......"
"หืม?" นักพรตอู๋ชะงักไป "สหายตัวน้อย จะปฏิเสธก็ปฏิเสธเถิด นักพรตเช่นข้าก็ไม่อยากฝืนใจ"
"แต่การนำเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่น ก็ออกจะไม่ค่อยให้เกียรติกันเท่าใดนัก......"
น้ำเสียงของนักพรตอู๋พลันหยุดชะงักลง
เพียงเพราะลั่วเฉินได้ลอยตัวขึ้นไปในอากาศแล้ว......
"นักพรตอู๋ ท่านดูสิ"
"ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ"
ระหว่างที่พูด ลั่วเฉินก็ร่อนตัวลงมาจากกลางอากาศ
นักพรตอู๋ที่ราวกับถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจังเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอยู่เนิ่นนาน แต่กลับไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ
ส่วนลั่วเฉินเองก็รู้สึกว่าไม่ควรจะกล่าวสิ่งใดให้มากความไปกว่านี้
เพราะไม่ว่าจะกล่าวสิ่งใดก็ดูเหมือนเป็นการจงใจเยาะเย้ยอีกฝ่ายเสียเปล่าๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน นักพรตอู๋ถึงเพิ่งจะเอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง "เจ้าอยู่ในขอบเขตใด?"
ลั่วเฉินตอบ "คืนสู่สามัญ"
นักพรตอู๋มีสีหน้าทื่อมะลื่อ "ข้าก็ขอบเขตคืนสู่สามัญ ไฉนถึงมองเห็นเจ้าเป็นเพียงคนธรรมดาได้เล่า?"
ลั่วเฉินไร้คำจะเอ่ย......
เป๊าะ!
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น
สายตาของลั่วเฉินและนักพรตอู๋ล้วนถูกดึงดูดไปยังทิศทางของเสียงนั้น
เห็นเพียงจิ้งจอกน้อยสีขาวตัวนั้นกำลังคุ้ยเขี่ยกิ่งไม้สองท่อนที่มีความยาวเท่ากันอยู่
กิ่งหนึ่งในนั้นเล็กมาก ขนาดใหญ่กว่าธูปแดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนอีกกิ่งที่วางขนานกันอยู่นั้นกลับมีขนาดใหญ่มากราวกับท่อนแขนของผู้ใหญ่
"จี๊ดๆ ~"
ร้องออกไปคำหนึ่ง จิ้งจอกน้อยสีขาวก็นั่งลงตรงหน้ากิ่งไม้ แล้วหันไปมองนักพรตอู๋
นักพรตอู๋ที่มีความคิดสับสนวุ่นวายราวกับปมเชือกที่พันกันยุ่งเหยิง ตระหนักได้ว่าจิ้งจอกน้อยสีขาวกำลังพูดกับเขาอีกแล้ว
สมองของเขาที่ประมวลผลไม่ทันแล้ว เผลอเอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาตามสัญชาตญาณ "กิ่งไม้ที่ยาวเท่ากัน แต่ความหนาบางกลับแตกต่างกันอย่างลิบลับ"
"ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญเหมือนกัน"
"ทว่าข้ากลับมองเห็นเขาเป็นเพียงคนธรรมดา......"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของนักพรตอู๋ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็นได้!
"ไปเล่นตรงนู้นไป"
ลั่วเฉินโบกมือไล่ให้จิ้งจอกน้อยสีขาวเดินออกไป ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตอู๋อีกครั้ง
เขากำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นนักพรตอู๋ประสานมือคารวะ "เป็นนักพรตเช่นข้าที่มีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินท่านแล้ว!"
"นักพรตเช่นข้าขอตัวลาตรงนี้เลย!"
กล่าวจบ พลังเวททั่วร่างของนักพรตอู๋ก็พลุ่งพล่าน ทะยานร่างขึ้นไปกลางอากาศ ทำท่าจะขี่เมฆหมอกพุ่งทะยานจากไป!
เมื่อเห็นดังนั้น ลั่วเฉินก็รีบกดมือลงเป็นสัญญาณห้าม "นักพรตอู๋ โปรดรอก่อน"
นักพรตอู๋ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศอยากจะจากไปโดยไม่หันหน้ากลับมามองอีกเลยเสียจริงๆ
แต่ด้วยความเป็นคนที่ยึดมั่นในมารยาท เขาจึงยอมร่อนตัวลงมา
"นักพรตอู๋"
"เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเก็บไปใส่ใจหรอก"
ปลอบโยนไปประโยคหนึ่ง ลั่วเฉินก็กล่าวต่อ "เมื่อครู่ท่านบอกว่าท่านเป็นนักพรตแห่งอารามเสวียนจี ไม่ทราบว่าในอารามของท่านมีนักพรตแซ่เฉินที่ชื่อว่าเฉินเคอเหวินหรือไม่?"
นักพรตอู๋กล่าวด้วยความประหลาดใจ "นั่นคืออาจารย์ของข้า ท่านรู้จักอาจารย์ของข้าด้วยหรือ!"
"รู้จักสิ" ลั่วเฉินพยักหน้า "ช่วงนี้นักพรตเฉินสบายดีหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของนักพรตอู๋ก็หมองลง "อาจารย์ของข้าได้ละสังขารจากไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว......"
"เรื่องนี้......" ลั่วเฉินถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลังจากกล่าวคำว่า "ขอแสดงความเสียใจด้วย" ไปคำหนึ่ง ก็เอ่ยถามต่อ "ในเมื่อนักพรตเฉินบรรลุแดนเซียนแล้ว แม้จะเป็นเพียงเซียนซือเจี่ยก็ควรจะมีอายุขัยถึงพันปีมิใช่หรือ"
"ท่านเสียชีวิตได้อย่างไร นักพรตอู๋สะดวกเล่าให้ข้าฟังหรือไม่?"
"ไม่มีอันใดไม่สะดวกหรอก" นักพรตอู๋เดินไปหยิบเบาะรองนั่งหญ้าที่เคยนั่งก่อนหน้านี้มา พอทรุดตัวลงนั่งก็เริ่มเล่าว่า "ปีนั้น อาจารย์ของข้าเดินทางไปยังทะเลทรายตะวันตกเพียงลำพัง และได้สร้างอารามเสวียนจีขึ้นที่ริมขอบทะเลทราย......"
ตามคำบอกเล่าของนักพรตอู๋ หลังจากที่นักพรตเฉินเลือกสถานที่ตั้งอารามเสวียนจีใหม่ในปีนั้น เขาก็บำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษอยู่ในทะเลทรายเพียงลำพังถึงสิบปี ในที่สุดก็ได้บรรลุเป็นเซียนซือเจี่ย
หลังจากบรรลุเป็นเซียน นักพรตเฉินก็เดินทางออกจากอารามเพื่อท่องเที่ยวยุทธภพ โดยมุ่งหวังสืบทอดสายศิษย์ของอารามเสวียนจี จึงตั้งใจจะรับศิษย์สักสองสามคน
นักพรตอู๋ก็คือศิษย์คนแรกที่นักพรตเฉินรับเอาไว้
ในระยะเวลาห้าปี หลังจากนักพรตเฉินรับศิษย์ได้ครบห้าคนแล้ว เขาก็พาศิษย์ทุกคนกลับไปยังอาราม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายี่สิบห้าปี นักพรตเฉินได้อบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งห้าคนบำเพ็ญเพียรอย่างเอาใจใส่
จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงคำรามของมังกรก็ดังกึกก้องขึ้นจากส่วนลึกของทะเลทราย!
ตามมาด้วยพายุทรายสีเหลืองพัดบดบังแสงตะวัน และผืนปฐพีก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับมังกรปฐพีพลิกตัว!
นั่นคือมังกรเจียวทรายที่กำลังจะกลายร่างเป็นมังกรที่แท้จริง มันกำลังเผชิญกับด่านเคราะห์ครั้งสุดท้าย!
ยามที่มันเลื้อยทะยานกลายร่าง ผืนทรายสีเหลืองนับห้าพันลี้ที่พอจะให้ผู้คนอยู่อาศัยได้ กลับกลายเป็นกรวดทรายที่ไม่อาจปลูกพืชผักผลไม้ใดๆ ให้รอดชีวิตได้อีกต่อไป!
เพื่อป้องกันไม่ให้มันบุกรุกเข้าไปยังเขตอำเภอและเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น นักพรตเฉินจึงยอมแลกด้วยชีวิต เข้าต่อสู้และสะกดมันเอาไว้ในบ่อกักมังกรภายในอารามเสวียนจี......
......