- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 109 ผู้ใดบ้างเล่ามิใช่จอมยุทธ์มือกระบี่
บทที่ 109 ผู้ใดบ้างเล่ามิใช่จอมยุทธ์มือกระบี่
บทที่ 109 ผู้ใดบ้างเล่ามิใช่จอมยุทธ์มือกระบี่
มือกระบี่ที่ตบหน้าตัวเองไปฉาดหนึ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตอบว่า "ที่ข้าตบตัวเอง เป็นเพราะข้าไม่ควรไปร่วมลงพนันด้วย"
"และยิ่งไม่ควรไปผสมโรงส่งเสียงเยาะเย้ย"
"ข้าละอายใจ"
"ข้าละอายที่ลืมไปว่า ตัวข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์มือกระบี่คนหนึ่งเช่นกัน..."
กล่าวจบ มือกระบี่ผู้นั้นก็เดินตรงเข้าไปในรัศมีของบททดสอบทันที
"เจ้า..."
มือกระบี่ที่เปิดวงพนันรู้สึกทันทีว่าคำพูดประโยคนี้ทำเอาเขาจุกอกจนแทบจะหายใจไม่ออก!
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก!
ราวกับจะทำให้เขาจุกอกตายเสียให้ได้!
ทว่า ภาพต่อมา กลับยิ่งทำให้ก้อนอากาศในอกของเขาจุกแน่นยิ่งกว่าเดิม!
บรรดามือกระบี่ที่ร่วมลงเดิมพันเปิดวงพนันกับเขาแต่ละคน ล้วนไม่มีผู้ใดไม่ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่จนเกิดเสียงดังกังวาน หลังจากนั้น พวกเขาก็ประสานมือคารวะไปทางพวกของมือกระบี่เฒ่า แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปในบททดสอบ
ในวินาทีนี้ มือกระบี่ที่เปิดวงพนันมองดูเหล่ามือกระบี่ที่เดินเข้าไปในบททดสอบทีละคนๆ
จากนั้นก็มองดูถุงเงินที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เตะถุงเงินบนพื้นทั้งหมดตกลงเขาไป!
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
เสียงตบหน้าดังกังวานขึ้นห้าครั้งซ้อน!
แก้มของมือกระบี่ที่เปิดวงพนันบวมเป่งขึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ มุมปากยิ่งมีเลือดซึม
เขาถ่มเศษฟันที่หักออกมาซี่หนึ่ง ชักกระบี่คู่กายออก แล้วแค่นหัวเราะ "มารดามันเถอะ! มีแค่พวกเจ้าหรือไงที่เป็นจอมยุทธ์มือกระบี่?"
"ตบแค่ฉาดเดียวจะนับเป็นความเก่งกาจอันใด?"
"บิดาตบไปตั้งห้าฉาด!"
"มารดามันเถอะ!"
ถ่มน้ำลายปนเลือดออกมาคำหนึ่ง มือกระบี่ที่เปิดวงพนันเดินมุ่งหน้าเข้าสู่บททดสอบพลางตะโกนก้อง "บิดาผิดไปแล้ว! บิดาละอายใจนัก!"
เพียงประโยคนี้ประโยคเดียว ถูกกล่าวซ้ำถึงห้าครั้ง
เขาก็เดินเข้าไปในบททดสอบเช่นกัน...
ค่อยๆ มีมือกระบี่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ละทิ้งการยืนดูอยู่รอบนอก พวกเขาต่างยืดอกเชิดหน้า ก้าวเดินเข้าสู่บททดสอบด้วยท่าทีองอาจหาญกล้า
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในรัศมีของบททดสอบที่เดิมทีว่างเปล่า กลับกลายเป็น "คึกคัก" ขึ้นมา
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นมาเป็นระยะๆ
มีบางคนที่หลังจากถูกกวาดกระเด็นออกมา ทนความเจ็บปวดไม่ไหวจนต้องยอมลงเขาไปด้วยความเจ็บใจ
และก็ยังมีบางคนที่เหมือนกับพวกของมือกระบี่เฒ่าเฉิน ที่กัดฟันเดินเข้าสู่บททดสอบอีกครั้ง...
"น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ"
อี้หรูเทียนวางถ้วยชาลง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม "ข้าเดาว่าภาพการบุกตะลุยเดินหน้าอย่างไม่ขาดสายเช่นนี้ นับตั้งแต่การสืบทอดของเซียนกระบี่ปรากฏขึ้นบนเขาว่านหาน ก็คงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นแน่"
"บัณฑิตชุดเขียวผู้นั้นช่างผิดแผกแตกต่างจากผู้คนโดยแท้"
ด้านนอกกระโจม ชายฉกรรจ์หนุ่มที่คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของลั่วเฉินอยู่ตลอดเวลาได้ยินคำกล่าวนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปชั่วครู่
บัณฑิตผู้นั้นทำสิ่งใดไปหรือ?
เขาเหมือนจะแค่ยืนดูอยู่ตรงนั้นมิใช่หรือ?
สองสิ่งนี้มันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?
"อาต้า บัณฑิตชุดเขียวผู้นั้นมีความผิดปกติอันใดหรือไม่?"
ในขณะที่กำลังสงสัย ชายฉกรรจ์หนุ่มก็พลันได้ยินนายน้อยของตนเอ่ยถาม จึงรีบตอบกลับไปว่า "เรียนนายน้อย บัณฑิตผู้นั้นก็แค่ยืนดูอยู่ตรงนั้นขอรับ"
"ไม่น่าจะมีความผิดปกติอันใด..."
ครู่ใหญ่ ภายในกระโจมก็มีเสียงของอี้หรูเทียนดังขึ้นอีกครั้ง "ไป ลองไปถามบัณฑิตผู้นั้นดูหน่อย ว่าอยากจะเข้ามาดื่มชาในกระโจมของข้าสักถ้วยหรือไม่"
"จำไว้ว่าต้องแสดงความเคารพให้มากหน่อย"
"ขอรับ!"
ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดนายน้อยของตนถึงได้สนใจคนธรรมดาสามัญผู้นั้นนัก
ชายฉกรรจ์หนุ่มไม่คิดอะไรให้มากความอีก หลังจากขานรับ เขาก็ทำท่าจะเดินไปหาลั่วเฉิน
ทว่าเขายังเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินนายน้อยของตนร้องเรียกอีกครั้งว่า "ช่างเถอะ! ยังไม่ต้องไป ขอดูสถานการณ์อีกหน่อย!"
"ขอรับ!"
ชายฉกรรจ์หนุ่มมีสีหน้างุนงง ก่อนจะกลับไปยืนประจำการที่หน้าประตูกระโจมตามเดิม
......
ตะวันคล้อยต่ำยามเย็น ปลายขอบฟ้าสาดแสงสีสันสดใส
ภายในบททดสอบ หรือแม้แต่บนยอดเขา เหลือผู้คนอยู่น้อยเต็มที
ยอดเขาว่านหาน ในยามค่ำคืนไม่สามารถมีคนอยู่ได้ เพราะอุณหภูมิในตอนกลางคืนจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับลมหนาวที่พัดกระหน่ำมาจากทุกทิศทุกทาง ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถก่อกองไฟได้ หากไม่ระวังตัว คนก็อาจถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อ และลุกลามไปจนถึงขั้นสูญเสียชีวิตได้
ดังนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ จะมีมือกระบี่ขึ้นเขามากราบไหว้เซียนกระบี่อยู่ทุกวัน
แต่พอตกกลางคืน ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมบททดสอบก็จะลงเขาไปโดยตรง
ส่วนผู้ที่ตั้งใจจะเข้าร่วมบททดสอบ โดยพื้นฐานแล้วก็มักจะทนอยู่ได้ไม่นานนักจนต้อง 'ถูกบีบ' ให้ลงเขาไป
แน่นอนว่า พอถึงช่วงเที่ยงของวันถัดมา ก็จะมีมือกระบี่กลุ่มใหม่ขึ้นเขามาอีกครั้ง จนกว่าฤดูร้อนจะผ่านพ้นไป และช่วงเวลาที่หิมะตกหนักจนปิดตายยอดเขามาเยือน...
ฟึ่บ!
ประกายกระบี่สว่างวาบ!
ร่างของคนหนุ่มสามคนถูกกวาดกระเด็นออกมา
ในเวลานี้ พวกเขาที่เรี่ยวแรงเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ต่างทนรับความเจ็บปวดรวดร้าว พลางดิ้นรนพยายามจะลุกขึ้นยืน
ทว่าแม้ออกแรงไปตั้งมากมาย แต่ทั้งสามคนก็ยังไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีก
ในเวลานี้ ลั่วเฉินเดินเข้าไปข้างหน้า แล้วประคองทั้งสามคนที่แม้แต่คำพูดก็เอ่ยไม่ออกให้ลุกขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนทำท่าจะเดินเข้าไปในบททดสอบอีกครั้งราวกับเครื่องจักร ลั่วเฉินก็รั้งพวกเขาไว้แล้วเอ่ยว่า "ถูกกวาดกระเด็นออกมาสี่รอบแล้ว หากยังอาศัยปราณกระบี่ในร่างฝืนทนต่อไปอีก รังแต่จะทำให้รากฐานของตนเองต้องบอบช้ำเอาได้"
"ลงเขาไปเถอะ หากยังอยากมา ปีหน้าค่อยมาใหม่ก็ยังไม่สาย"
จอมยุทธ์มือกระบี่หนุ่มทั้งสามได้ยินดังนั้น ล้วนพยักหน้าเล็กน้อย
พวกเขาอยากจะอ้าปากเอ่ยอะไรสักประโยคกับลั่วเฉิน
ทว่าในวินาทีนี้ พวกเขากลับไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าปากของตนยังอยู่บนใบหน้า...
"เอาล่ะ หากมีวาสนาย่อมได้พบกันอีก"
"ไปเถอะ"
"ลงเขาไปนอนหลับพักผ่อนให้สบายเถิด"
ขณะที่เอ่ย ลั่วเฉินก็ยกมือขึ้นจับให้ทั้งสามคนหันหน้าไปทางเชิงเขา แล้วตบไหล่ของพวกเขาเบาๆ ทีละคน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสามก็กลายสภาพคล้ายกับ 'ศพเดินได้' เดินโซเซก้าวตามกันลงเขาไป
มองส่งทั้งสามจากไป ลั่วเฉินก็หันกลับมามองในลานอีกครั้ง
ท่ามกลางประกายกระบี่ที่สว่างวาบขึ้นมาประปราย
ในลานเหลือเพียงผู้เฒ่าเฉินและเฟิงอวี้ที่ยังคงอยู่ในบททดสอบ
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือ หลังจากผ่านไปอีกหลายชั่วยาม เฟิงอวี้ก็ยังคงไม่ถูกกวาดออกจากบททดสอบ
ทว่าหลังจากนางเดินไปถึงระยะเก้าร้อยห้าสิบก้าว นางก็ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกเลย
นางเพียงแค่กวัดแกว่งกระบี่หักด้วยจิตใจที่แน่วแน่ไม่วอกแวก ราวกับกำลังยืมแรงกดดันที่มาจากกระบี่สิงเสียเพื่อหล่อหลอมวิชากระบี่ของตนเองก็มิปาน...
ส่วนผู้เฒ่าเฉินนั้น หลังจากเข้าสู่รัศมีบททดสอบเป็นครั้งที่สอง ก็กัดฟันเดินหน้ามาตลอดทาง จนมาถึงตำแหน่งแปดร้อยห้าสิบก้าว
ตำแหน่งนี้ เขาเคยเดินมาถึงเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งก็คือตอนที่เขาอายุยี่สิบต้นๆ เป็นช่วงที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด
มาบัดนี้ เขาอดทนต่อความเจ็บปวดรวดร้าว บวกกับแรงกดดันอันมหาศาล ยืนอยู่ในตำแหน่งที่เคยยืนเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน ยืนอยู่เช่นนั้นนานนับหลายชั่วยาม...
ลั่วเฉินมองออกว่าเขายังอยากจะก้าวไปอีกขั้น ดังนั้นจึงยืนนิ่งอยู่กับที่มาโดยตลอด เกรงว่าคงเป็นเพราะต้องการปรับตัวให้เข้ากับความเจ็บปวดและแรงกดดันบนร่าง...
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าท้องฟ้ากำลังจะมืดมิดลงแล้ว
มือกระบี่เฒ่าเฉินดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าหากฟ้ามืดลง การที่เขาจะก้าวออกไปอีกก้าวคงจะยากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เขาตะโกนเสียงดังว่า "ไม่ทิ้งความเสียใจ" เขาก็ก้าวออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่!
ก้าวที่แปดร้อยสี่สิบเก้า!
เป็นก้าวเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย
ทว่านี่คือจุดที่เขาไม่เคยเดินมาถึงมาก่อน!
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาจะยังคงเดินต่อไป เขากลับเลือกที่จะหันหลังกลับ
แม้ว่าการเดินย้อนกลับจะทำให้แรงกดดันจากบททดสอบลดน้อยลง แต่ความเจ็บปวดบนร่างกายกลับไม่ได้ลดลงเลย
ทว่าผู้เฒ่าเฉินกลับเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนหลัง ความบิดเบี้ยวบนใบหน้าอันเกิดจากความเจ็บปวดก็มลายหายไปจนสิ้น
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือรอยยิ้มที่อธิบายไม่ถูกและยากจะบรรยาย
ตอนที่เขาเดินผ่านข้างกายของเฟิงอวี้ เขาหยุดยืนเล็กน้อย จ้องมองเฟิงอวี้ที่กำลังร่ายรำกระบี่อย่างลืมเลือนตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แล้วเดินออกไปด้านนอกต่อ
จนกระทั่งเขาเดินออกจากรัศมีบททดสอบ มาอยู่เบื้องหน้าลั่วเฉิน เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอ้าปากซึ่งถูกเลือดแข็งตัวจับกรัง ค่อยๆ เค้นคำพูดออกมาจากลำคออย่างตะกุกตะกักทีละคำ "นาย... ท่านลั่ว... ข้า.. ไม่มี... ความเสีย... ใจแล้ว......"
ลั่วเฉินประสานมือพร้อมรอยยิ้ม "เช่นนั้นก็ดีที่สุดแล้ว"
มือกระบี่เฒ่าเฉินฉีกยิ้มกว้างหัวเราะลั่น มุมปากที่ฉีกขาดมีหยดเลือดร้อนผ่าวไหลริน
เขาประสานมือคารวะลั่วเฉิน ก่อนจะหัวเราะร่าไปตลอดทาง มุ่งหน้าลงเขาไป...