- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 107 วิธีการ
บทที่ 107 วิธีการ
บทที่ 107 วิธีการ
"มารดามันเถอะ เจ้าหนุ่มแซ่อี้นี่โอหังถึงเพียงนี้เชียว?"
"ถึงกับบอกว่าเสนอราคามาเท่าใดก็ไม่ต่อรองลดราคาลงเลยงั้นรึ?"
"เช่นนั้นหากบิดาต้องการทองคำหนึ่งพันล้านตำลึง เขาจะจ่ายไหวหรือไม่เล่า?"
ผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นชาวยุทธภพ เมื่อได้ยินถ้อยคำโอหังถึงเพียงนี้ ย่อมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากโต้แย้ง
ทว่า หลังจากคนที่โต้แย้งเอ่ยปากไปได้ไม่ทันไร คนข้างๆ ก็ดึงเขาไว้คราหนึ่ง แล้วรีบกล่าวว่า "นั่นคือหอการค้าจินอวิ๋นนะพี่ชาย! ทองคำหนึ่งพันล้านตำลึงพวกเขาอาจจะเอาออกมาไม่ได้ แต่หากเป็นเงินขาวหนึ่งแสนตำลึงเพื่อซื้อหัวบนบ่าของท่าน พวกเขาย่อมจ่ายได้โดยไม่กะพริบตาเลยด้วยซ้ำ!"
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกไป จอมยุทธ์มือกระบี่ที่เอ่ยปากโต้แย้งยังคิดจะพูดอันใดต่อ ทว่าเขากลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบรรดาชาวยุทธภพรอบกายต่างพากันถอยห่างออกไป
ราวกับว่าเขาเป็นเทพแห่งโรคระบาดหรือดาวหายนะก็ไม่ปาน!
จากปฏิกิริยาของผู้คน เขาจำต้องเชื่อแล้วว่า หอการค้าจินอวิ๋นคือตัวตนที่เขามิอาจล่วงเกินได้...
"ขะ... ข้า..."
หลังจากพูดติดอ่างอยู่สองครั้ง จอมยุทธ์มือกระบี่ที่บัดนี้รอบกายว่างเปล่าไร้ผู้คนก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าบนใบหน้าของตนสวมผ้าคลุมผืนหนาเพื่อกันลมเอาไว้อยู่
"มารดามันเถอะ!"
"มีเงินแล้ววิเศษนักหรือไร!"
"เจ้าพวกโง่เง่า!"
หลังจากสบถด่าออกไปอย่างสุดเสียง มือกระบี่ผู้นั้นก็รีบถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะหายตัวไปจากสายตาของผู้คน!
"บังอาจ!" ชายฉกรรจ์หนุ่มตวาดลั่น หันกลับไปมองเกี้ยวที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนทางด้านหลัง ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "นายน้อย จะให้จัดการกับคนผู้นั้นอย่างไรดีขอรับ?"
ถูกต้องแล้ว คุณชายอี้ผู้นั้น นั่งอยู่ภายในเกี้ยว!
ข้างกายยังมีชายฉกรรจ์ที่สวมเสื้อคลุมกันหนาวเครื่องแบบเดียวกันติดตามอยู่อีกไม่น้อย
จากจุดนี้ ไม่ยากเลยที่จะเดาได้ว่า แม้คุณชายอี้ผู้นี้จะขึ้นมาบนภูเขาว่านหาน ก็ยังใช้เงินทองปูทางขึ้นมา...
"ช่างเถอะ"
"เห็นแก่หน้าของเซียนกระบี่ จะละเว้นเขาไปสักครั้งก็แล้วกัน"
"รีบกางที่พักขึ้นมา"
"ข้าอยากกินเนื้อลวกแล้ว"
น้ำเสียงที่ดังมาจากภายในเกี้ยวสีดำสลับทองนั้นฟังสบายๆ และเกียจคร้าน
ราวกับว่าการที่เขามาเยือนยอดเขาว่านหานแห่งนี้ เป็นเพียงการมาเที่ยวชมทิวทัศน์ก็ไม่ปาน
"ขอรับ!"
หลังจากขานรับ ชายฉกรรจ์หนุ่มก็โบกมือคราหนึ่ง
บรรดาผู้คุ้มกันต่างก็พากันเคลื่อนไหวในทันที...
การ 'ปรากฏตัว' ของคุณชายอี้ แทบจะดึงดูดความสนใจของบรรดามือกระบี่ส่วนใหญ่ในที่นั้นไปจนหมด
สำหรับคุณชายผู้ 'ร่ำรวยจนผิดมนุษย์มนา' ผู้นี้ บรรดามือกระบี่บางคนก็แค่นเสียงเยาะ พึมพำแสดงความดูแคลนในใจออกมา บางคนก็กำลังคำนวณว่าพอจะผูกมิตรกับคุณชายผู้นี้ได้หรือไม่ เพื่อจะได้ไม่เสียเที่ยวที่ขึ้นมาบนภูเขาว่านหาน ส่วนบางคนก็เพียงแต่มองว่าเป็นละครฉากหนึ่งเท่านั้น...
ทางด้านของพวกของลั่วเฉิน เฟิงอวี้มองดูกระโจมที่พักรูปครึ่งวงกลมหลังหนึ่งที่ 'ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน' ภายใต้ 'การร่วมมือ' ของคนเกือบร้อยคน
นางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเฉินเจียนผู้มากด้วยประสบการณ์ "ท่านผู้เฒ่าเฉิน ก่อนหน้านี้เคยมีมือกระบี่ที่ร่ำรวยเช่นนี้ขึ้นเขามาบ้างหรือไม่?"
"คนมีเงินน่ะ ย่อมเคยเห็นอยู่แล้ว..."
"ส่วนพวกที่คิดจะใช้เงินปูทาง ก็ใช่ว่าคุณชายอี้ผู้นี้จะเป็นคนแรกเสียเมื่อไหร่"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มือกระบี่เฒ่าเฉินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นออกมา "แต่ร่ำรวยถึงเพียงนี้ ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกัน..."
จอมยุทธ์มือกระบี่ผิวคล้ำที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า "ทว่าต่อให้เขามีเงิน แต่ก็คงไม่อาจซื้อใจผู้ที่ได้รับการสืบทอดจากเซียนกระบี่อย่างแท้จริงได้กระมัง?"
"การสืบทอดเช่นนี้ จะใช้เงินทองมาประเมินค่าได้อย่างไรกัน?"
จอมยุทธ์มือกระบี่แซ่หลิวเอ่ยคล้อยตาม "นั่นสิ อย่างไรเสียหากเป็นข้า ข้าย่อมไม่มีทางขายการสืบทอดของเซียนกระบี่ไปอย่างแน่นอน..."
ในระหว่างที่จอมยุทธ์มือกระบี่แห่งยุทธภพทั้งสามสนทนากับท่านผู้เฒ่าเฉิน ความคิดของเฟิงอวี้ก็กลับมาอยู่ที่กระบี่สิงเสียอีกครั้ง
นางเฝ้ามองดูมือกระบี่แต่ละคนบุกเข้าไปด้านใน เข้าไปได้ไม่ทันไรก็ล้มตึงลง จากนั้นก็ถูกกวาดจนปลิวละลิ่ว แล้วท้ายที่สุดก็คร่ำครวญเดินลงเขาไป
แววตาของนางก็ยิ่งทอประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งช่วงเวลาหนึ่ง เฟิงอวี้ก็พลันเอ่ยปากขึ้นมา "ข้าคิดวิธีหนึ่งออกแล้ว!"
พรึ่บ!
สายตาของทุกคนพุ่งตรงมาที่ร่างของนางในทันที
เฟิงอวี้ไม่ได้เล่นแง่อันใด นางเอ่ยไปตามตรงว่า "พวกท่านลองคิดดูสิ ปราณกระบี่ที่กระบี่สิงเสียทิ้งเอาไว้ในร่างกายคน สามารถรักษาชีวิตของคนผู้นั้นไว้ได้!"
"เช่นนั้นต่อให้พวกเราทำไม่สำเร็จในครั้งแรก ก็ยังมีโอกาสให้ลองเป็นครั้งที่สอง!"
"หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกเราสามารถไม่กินไม่ดื่ม แล้วพึ่งพาเพียงปราณกระบี่ของกระบี่สิงเสีย เพื่อรั้งอยู่ที่นี่ได้อีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน!"
"รอจนกระทั่งถึงวันที่สิบหกเดือนเจ็ดที่หิมะตกหนักปกคลุมยอดเขา แล้วค่อยลงเขาไป!"
"นี่ก็หมายความว่า ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด พวกเรายังมีเวลาอีกยี่สิบเก้าวันในการพยายามช่วงชิงการสืบทอดมาให้ได้!"
เมื่อได้ฟังวิธีการของเฟิงอวี้ จอมยุทธ์มือกระบี่แห่งยุทธภพทั้งสามตลอดจนมือกระบี่เฒ่าเฉินต่างก็ชะงักงันอยู่กับที่
วิธีการของเฟิงอวี้นั้นฟังดูไม่มีปัญหาอันใด ซ้ำยังให้ความรู้สึกราวกับว่านางหาช่องโหว่เจอเสียด้วยซ้ำ...
ทว่านางดูเหมือนจะลืมไปจุดหนึ่ง
ปราณกระบี่ของกระบี่สิงเสียที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายคนนั้น จะทำให้ผู้คนปวดร้าวอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา...
"อ๊าก!"
"มารดามันเถอะ... เจ็บปวดเกินไปแล้ว!"
เสียงโอดครวญดังแว่วมาอย่างประจวบเหมาะ คนทั้งสี่รู้สึกขึ้นมาอย่างน่าประหลาดว่าเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดนี้ มันดีกว่าการที่พวกเขาจะต้องเอ่ยปากคัดค้านวิธีการของเฟิงอวี้อย่างอ้อมค้อมเสียอีก
เมื่อสังเกตเห็นว่าสายตาของคนทั้งหลายมองไปยังผู้ที่ร้องครวญคราง เฟิงอวี้ก็เข้าใจความหมายของพวกเขา จึงเอ่ยปากว่า "วิธีการนี้ เพียงแค่ต้องทนรับความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น"
"แต่มันสามารถเพิ่มโอกาสในการช่วงชิงการสืบทอดมาได้มากโขเลยนะ!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น จอมยุทธ์มือกระบี่ในยุทธภพทั้งสามก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอันใดดี
อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดนั้นด้วยตนเอง จึงไม่อาจบอกกล่าวเหตุผลที่แน่ชัดออกมาได้
ในบรรดาพวกเขาทั้งหลาย ผู้เดียวที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ ก็มีเพียงท่านผู้เฒ่าเฉินเท่านั้น
"แม่นางเสี่ยวอวี้"
"ข้าไม่ได้คิดจะดับฝันของเจ้าหรอกนะ..."
มือกระบี่เฒ่าเฉินเรียบเรียงถ้อยคำที่เหมาะสม "เอาตัวข้าเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ในปีนั้นตอนที่ข้าขึ้นเขามาเป็นครั้งแรก ร่างกายของข้าก็นับว่าแข็งแรงดีทีเดียว"
"อย่างน้อยการแบกของหนักห้าสิบชั่งแล้ววิ่งไปสิบลี้ ก็ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก..."
"ทว่าความเจ็บปวดจากการมีปราณกระบี่อยู่ในร่างในวันนั้น ข้าไม่อายที่จะให้ทุกคนหัวเราะเยาะหรอกนะ ข้าเจ็บจนน้ำตาไหลเชียวล่ะ..."
"ถึงขั้นที่ว่าหลังจากลงเขาไปหาที่พักแล้ว ข้าต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่นานกว่าครึ่งเดือนเต็มๆ ถึงจะทุเลาลงได้"
"ความเจ็บปวดระดับนั้น มันทนรับไม่ไหวจริงๆ..."
"อย่างน้อยตั้งแต่ข้ากราบไหว้เซียนกระบี่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่เคยเห็นผู้ใดทนรับมันได้เลย..."
"เรื่องนี้..." เฟิงอวี้ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ สีหน้าหมองคล้ำลง
มือกระบี่เฒ่าเฉินเพิ่งจะคิดเอ่ยปลอบโยนสักสองสามประโยค
ลั่วเฉินที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากขึ้น "ความคิดของเสี่ยวอวี้ ข้ากลับรู้สึกว่าเข้าทีไม่น้อย"
"ในมุมมองของข้า การที่เซียนกระบี่หลี่จื่อโจวทิ้งกระบี่คู่กายเอาไว้ในปีนั้น เจตนาเดิมของเขามิใช่เพื่อให้ผู้คนได้รับความสามารถที่ก้าวทะยานขึ้นสู่สวรรค์ในพริบตาหรอก"
"อย่างไรเสีย การปีนเขาว่านหาน การแบกรับแรงกดดันมหาศาล การต้านทานปราณกระบี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนดูคล้ายกับเป็นบททดสอบเพื่อขัดเกลาความอดทนของคนเรา..."
"กระบี่เหนียวแน่นมิหักบิ่น คนเด็ดเดี่ยวมิยอมจำนน"
"เมื่อมีจิตใจเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าการสืบทอดเซียนกระบี่จะเป็นไรไปเล่า?"
"ผู้ที่ผ่านการทดสอบนี้ไปได้ ย่อมสามารถก้าวเดินบนวิถีกระบี่ที่เป็นของตนเองได้อย่างแน่นอน..."
ประโยคสุดท้ายของลั่วเฉินนั้น น้ำเสียงเป็นปกติธรรมดา ไม่ได้จงใจเน้นหนักแต่อย่างใด
ทว่าเมื่อตกกระทบโสตประสาทของคนทั้งหลาย กลับดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดฟัน!
ราวกับว่าในวินาทีนี้ เลือดร้อนทะลักในกายของพวกเขาได้ถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของลั่วเฉินจุดประกายขึ้นมาแล้ว!
ถึงขั้นที่ว่าไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ หลังจากที่ลั่วเฉินกล่าวจบ พวกเขาก็สัมผัสได้ถึง 'การสั่นพ้อง' จากกระบี่คู่กายของตนเองอย่างน่าประหลาด!
"คำกล่าวของนายท่านทำให้กระจ่างแจ้งแก่ใจ!"
"ข้าจะไปแล้ว!"
เฟิงอวี้ประสานมือคารวะลั่วเฉินคราหนึ่ง นางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย หมุนตัวชักกระบี่ออก แล้วก้าวฉับๆ จากไป!
เมื่อจอมยุทธ์มือกระบี่หนุ่มทั้งสามเห็นว่าเฟิงอวี้เดินจากไปอย่างแน่วแน่ถึงเพียงนี้ พวกเขาก็ชักกระบี่คู่กายออกมาพร้อมเพรียงกัน ถือกระบี่ประสานมือขอบคุณลั่วเฉิน ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามเฟิงอวี้ไปติดๆ!
เมื่อมองดูภาพฉากนี้ มือกระบี่เฒ่าเฉินก็ยกมือขวาขึ้นแตะกระบี่คู่กาย ขยับเท้าเล็กน้อยหมายจะก้าวเดิน ทว่ากลับหยุดชะงักลงอีกครั้ง...