- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 106 หน้าตามีค่าอันใด
บทที่ 106 หน้าตามีค่าอันใด
บทที่ 106 หน้าตามีค่าอันใด
"เจ็บ!"
"เจ็บปวดเหลือเกิน!"
เหล่ามือกระบี่ที่ถูกกวาดจนปลิวละลิ่วออกไปทีละคนต่างร้องตะโกนว่า "เจ็บ" ทว่าร่างกายกลับหยัดยืนขึ้นมาได้กันหมด
ภาพที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ทำให้ผู้คนพากันงุนงงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าวินาทีต่อมา มือกระบี่เฒ่าเฉินก็เอ่ยปากอธิบายว่า "การที่เซียนกระบี่ทิ้งบททดสอบเอาไว้ ก็มิใช่เพื่อหลอกล่อให้มือกระบี่ทั่วหล้ามาติดกับแล้วสังหารทิ้งหรอกนะ"
"ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ล้มเหลวในการทดสอบล้วนจะถูกกระบี่สิงเสียขับไล่ออกมา และทิ้งปราณกระบี่สายหนึ่งเอาไว้ในร่างกายของพวกเขา"
"ปราณกระบี่นี้จะทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทว่าเมื่อมีความรู้สึกเจ็บปวดนี้ ก็จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่เหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรงยอมเดินลงเขาไป..."
"อย่างไรเสีย ขอเพียงขึ้นมาถึงยอดเขาและเข้ารับการทดสอบ ก็ย่อมสามารถรอดชีวิตลงเขาไปได้อย่างแน่นอน เพียงแต่กระบวนการนั้นแสนจะเจ็บปวดรวดร้าว..."
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ จอมยุทธ์มือกระบี่ผิวคล้ำก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น "หากมองเช่นนี้ เซียนกระบี่ก็นับว่ามีความเมตตาอยู่มากทีเดียว"
"อย่างน้อยเขาก็ยังคำนึงถึงชีวิตของคนรุ่นหลัง..."
"นั่นย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา อย่างมากก็แค่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ถึงขั้นทิ้งชีวิต"
"เส้นทางเดียวที่การขึ้นเขากราบไหว้เซียนกระบี่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ก็คือระหว่างทางที่ปีนเขาขึ้นมา"
"ทว่าปัญหาคือ การเลือกว่าจะลงเขาก่อนหมดเรี่ยวแรงหรือไม่ ล้วนเป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลเอง"
"ต่อให้เป็นเซียนกระบี่ก็ไม่อาจก้าวก่ายได้..."
ในระหว่างที่พูด มือกระบี่เฒ่าเฉินก็กราบไหว้ไปยังกระบี่สิงเสียด้วยความศรัทธาอย่างหาที่สุดไม่ได้อีกครั้ง
"ท่านผู้เฒ่าเฉิน ข้าเห็นผู้อื่นก็มีการจุดธูปด้วย"
"การจุดธูปนี้มีธรรมเนียมอันใดหรือเปล่า?"
จอมยุทธ์มือกระบี่ผิวคล้ำอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
มือกระบี่เฒ่าเฉินหัวเราะร่วน "ไม่มีธรรมเนียมอันใดหรอก กราบไหว้แล้วก็ยังเป็นเช่นเดิม..."
"ผู้ที่เคยขึ้นเขามาแล้วและกลับขึ้นมาอีกครั้ง แล้วยังยินดีที่จะจุดธูปกราบไหว้เซียนกระบี่นั้นมีอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสียเซียนกระบี่ก็เป็นตัวตนที่มือกระบี่ทั่วหล้าต่างเคารพเลื่อมใสอย่างแท้จริง"
"นับตั้งแต่ข้ารู้ตัวว่าตนเองไร้วาสนาต่อการสืบทอดเซียนกระบี่ ทุกปีที่ขึ้นมา ข้าก็จะจุดธูปและกราบไหว้กระบี่คู่กายของเซียนกระบี่ ถือเสียว่าเป็นการถวายเครื่องหอมให้แก่ผู้อาวุโส..."
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น จอมยุทธ์มือกระบี่ผิวคล้ำก็ยิ้มเจื่อน "ท่านผู้เฒ่าเฉิน ข้าไม่ได้พกธูปมาด้วย ขอร่วมกราบไหว้ด้วยได้หรือไม่?"
"ย่อมได้สิ!" มือกระบี่เฒ่าเฉินยิ้มพลางหลีกทางให้แก่ทุกคน
เพียงไม่นาน จอมยุทธ์มือกระบี่ในยุทธภพทั้งสาม รวมถึงเฟิงอวี้ ก็พากันเข้าไปยืนเรียงแถวหน้าธูปแดงที่มีควันลอยกรุ่น แล้วกราบไหว้ไปยังทิศทางของกระบี่สิงเสียตามลำดับ
เมื่อทั้งหลายกราบไหว้เสร็จสิ้น มือกระบี่เฒ่าเฉินก็มองไปยังลั่วเฉินแวบหนึ่ง
ฝ่ายหลังเพียงยิ้มพลางส่ายหน้า มือกระบี่เฒ่าเฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วกล่าวต่อ "พวกเจ้าลองดูกันไปก่อนเถิด สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น รอดูว่าผู้อื่นฝ่าด่านกันอย่างไร แล้วค่อยให้พวกเจ้าขึ้นไป"
"เชื่อข้าเถอะ สิ่งที่เรียกว่าคว้าชัยเป็นคนแรก บนภูเขาว่านหานแห่งนี้ไม่มีอยู่จริงหรอก..."
หลังจากบรรดามือกระบี่ที่หมายมั่นจะ 'คว้าชัยเป็นคนแรก' ต่างคร่ำครวญเดินลงเขาไป จำนวนคนบนยอดเขาก็ลดฮวบลง
ทว่าเมื่อมองดูเผินๆ ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ราวๆ หกร้อยถึงเจ็ดร้อยคนเห็นจะได้
สายลมหนาวบนยอดเขาพัดหวีดหวิว บรรยากาศบีบคั้นอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมีบทเรียนจากคนก่อนหน้าชี้ให้เห็น ทุกคนจึงไม่กล้าเข้าใกล้กระบี่สิงเสียไปชั่วขณะ
ด้วยเหตุว่าท่ามกลางสายลมหนาวยังคงเจือไปด้วยเสียงโอดครวญของบรรดามือกระบี่อย่างแผ่วเบา...
"ทุกท่าน! ปีที่แล้วข้าเคยขึ้นเขามาแล้ว!"
"ข้ารู้ดีถึงด่านทดสอบที่เซียนกระบี่ทิ้งเอาไว้!"
มือกระบี่รูปร่างเตี้ยม่อต้อผู้หนึ่งเดินออกมาเบื้องหน้าฝูงชน แล้วกล่าวเสียงดังว่า "บัดนี้ข้าจะบอกเนื้อหาการทดสอบให้แก่ทุกคนได้รู้ เพียงแต่หวังว่าหากผู้ใดได้รับการสืบทอด จะสามารถชี้แนะและส่งเสริมข้าน้อยสักเล็กน้อย!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ในกลุ่มคนก็มีมือกระบี่จำนวนไม่น้อยร้องขานรับด้วยความยินดี
เมื่อมองตามเสียงไป ก็ไม่ยากที่จะพบว่าบรรดามือกระบี่ที่ร้องดีใจเหล่านั้น โดยมากแล้วล้วนเป็นคนหนุ่มสาว หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มาเพียงลำพัง
เพียงไม่นาน มือกระบี่รูปร่างเตี้ยม่อต้อผู้นั้นก็บอกเล่ารายละเอียดของการทดสอบคร่าวๆ ออกมาจนหมด
แม้จะไม่ได้ละเอียดลออเท่าที่มือกระบี่เฒ่าเฉินกล่าว ทว่าโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างกันมากนัก
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็มีมือกระบี่ก้าวออกไปลองทดสอบ
ทว่ามือกระบี่ที่ก้าวออกไปทดสอบเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วล้วนมีสภาพไม่ต่างจาก 'มือกระบี่คว้าชัยเป็นคนแรก' เดินไปได้ไม่ทันไรก็ล้มตึงลงกับพื้น แล้วถูกแสงกระบี่กวาดจนปลิวละลิ่วออกไป...
เมื่อเห็นดังนั้น มือกระบี่รูปร่างเตี้ยม่อต้อดูราวกับคาดการณ์เอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เขาเพียงแค่เดินกลับเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบๆ เฝ้ารอให้ผู้ที่จะสามารถดึงเขาขึ้นไปได้สักครั้งปรากฏตัว...
ในช่วงสองชั่วยามต่อจากนั้น
พวกของลั่วเฉินได้เป็นประจักษ์พยานแก่สายตาตนเอง ถึงวิธีการสารพัดรูปแบบที่คนเหล่านั้นมุ่งหวังจะได้รับการสืบทอดจากเซียนกระบี่
ในจำนวนนั้น สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุดก็คือ 'วิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ!'
มือกระบี่แซ่ 'หลี่' จำนวนไม่น้อย เริ่มจากการคุกเข่าโขกศีรษะและจุดธูปห่างออกไปหนึ่งพันก้าว
พวกที่พอจะมียางอายอยู่บ้าง ก็มักจะพูดราวๆ ว่า "เมื่อห้าร้อยปีก่อนล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน" "ทุกคนต่างก็แซ่หลี่" "บรรพบุรุษล้วนเป็นคนเดียวกัน" ทำนองนั้น
แต่หากเป็นพวกไร้ยางอาย ถึงขั้นสามารถเอ่ยปากบอกว่า ทวดของทวดของทวดของตนเคยมี 'วาสนา' ผูกพันกับหลี่จื่อโจวมาช่วงเวลาหนึ่ง อะไรเทือกนั้นเลยทีเดียว
แม้จะบอกว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อย ทว่าพอได้ฟังแล้วก็ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ดี
เพียงแต่ ผู้ที่กล่าวคำพูดเหล่านี้กลับนึกไม่ถึงว่า ระยะห่างหนึ่งพันก้าวนั้น ไม่ได้หมายความว่ากระบี่สิงเสียจะลงมือไม่ได้
หลังจากพวกไร้ยางอายเหล่านี้กล่าวจบ ก็ปรากฏแสงกระบี่สว่างวาบขึ้น กวาดเอามือกระบี่ที่ไร้ซึ่งเส้นแบ่งศีลธรรมเหล่านี้ให้ปลิวละลิ่วออกไปดุจสายฟ้าฟาด...
นอกจากนี้ก็ยังมี 'กลุ่มกราบอาจารย์!'
แนวคิดหลักของมือกระบี่กลุ่มนี้ ก็คือการโขกศีรษะ...
อย่างไรเสียแต่ละคนก็เน้นเล่นกับ 'อารมณ์ความรู้สึก' สิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมาล้วนเป็นเรื่อง 'เคารพอาจารย์เทิดทูนมรรคา!'
ทว่าพวกเขากลับนึกไม่ถึงว่า กระบี่สิงเสียไม่หลงกลตื้นๆ เช่นนี้เลยแม้แต่น้อย และ 'กวาด' พวกเขาออกไปโดยตรง...
เมื่อได้เห็นมือกระบี่ทั้งสอง 'กลุ่ม' นี้ถูกกวาดล้างลงเขาไป
เฟิงอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมาว่า "ในฐานะมือกระบี่ ไฉนถึงได้หน้าหนาไร้ยางอายถึงเพียงนี้กัน?"
เมื่อได้ยินดังนั้น มือกระบี่เฒ่าเฉินก็หัวเราะร่วน "ที่ไร้ยางอายยิ่งกว่านี้ก็มีให้เห็นมาแล้ว ก่อนหน้านี้ข้ายังเคยเจอคนที่ดึงดันจะบอกว่าตนเองเป็นเหลนทวดรุ่นที่เท่านั้นเท่านี้ของเซียนกระบี่หลี่จื่อโจวให้ได้..."
"ที่เหลือเชื่อไปกว่านั้นคือ บางคนถึงกับนับเลขไม่เป็นด้วยซ้ำ บอกว่าตนเองเป็นรุ่นที่หลายสิบ... ดันพูดไปถึงยุคสมัยที่เซียนกระบี่ยังไม่ทันจะถือกำเนิดขึ้นมาด้วยซ้ำไป..."
เฟิงอวี้ไม่เข้าใจ "นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน? พวกเขาคิดว่ากระบี่คู่กายของเซียนกระบี่นั้นโง่เขลาเบาปัญญามากเพียงใดกันหรือ?"
มือกระบี่เฒ่าเฉินส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้ อย่างไรเสียคนเราก็มีร้อยแปดพันเก้า..."
"นายท่าน?" เฟิงอวี้หันไปมองลั่วเฉินพลางเอ่ยเรียกประโยคหนึ่ง ในสายตาของนาง ดูเหมือนว่านายท่านผู้นี้จะสามารถไขข้อข้องใจทุกอย่างให้แก่นางได้
ลั่วเฉินยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพื่อการสืบทอดของเซียนกระบี่แล้ว สิ่งที่เรียกว่าหน้าตานี้ จะนับเป็นอันใดได้กัน?"
สิ้นคำกล่าวนั้น ทุกคนก็พากันกระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที!
ใช่แล้วสิ!
หากสามารถได้รับสืบทอดจากเซียนกระบี่ หน้าตาจะนับเป็นอันใดได้เล่า?
สิ่งที่สามารถแลกมาได้ด้วยหน้าตา มีผู้ใดบ้างที่จะไม่ยอมสละมันทิ้งไป?
หากจะพูดให้ระคายหูสักหน่อย หน้าตาน่ะ... มันมีค่าสักกี่อีแปะกันเชียว?
เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของลั่วเฉิน ก็ทำให้ทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
ทำให้ความรู้สึกเหยียดหยามที่ทุกคนมีต่อบรรดามือกระบี่ผู้ 'หน้าหนาไร้ยางอาย' เหล่านั้นเจือจางลงไปได้หลายส่วน!
"มาๆๆ!"
"เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทุกท่าน โปรดมองมาทางนี้!"
น้ำเสียงดังกังวานสายหนึ่งดังขึ้น ดังกึกก้องวนเวียนอยู่เหนือยอดเขาว่านหาน
ทุกคนมองตามเสียงไป ก็พบว่าเป็นชายฉกรรจ์หนุ่มผู้หนึ่งที่สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่สีดำ
เมื่อชายฉกรรจ์เห็นทุกคนหันมามอง ก็ประสานมือคารวะพลางแย้มยิ้ม "ทุกท่าน! คุณชายอี้หรูเทียนของบ้านข้า คือนายน้อยแห่งหอการค้าจินอวิ๋น!"
"คุณชายอี้บ้านข้าโปรดปรานกระบี่มาตั้งแต่เด็ก บัดนี้อายุสิบแปดปี เมื่อได้ยินเรื่องราวของเซียนกระบี่ ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก!"
"ด้วยเหตุนี้ คุณชายบ้านข้าจึงดั้นด้นเดินทางมาไกลนับพันลี้ ก็เพื่อการสืบทอดของเซียนกระบี่แห่งนี้!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ก็มีใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนตะโกนขึ้นมา "ผายลมเถอะ! มารดามันสิ ใครที่มาภูเขาว่านหานแห่งนี้แล้วไม่ได้มาเพื่อการสืบทอดเซียนกระบี่บ้างล่ะวะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายฉกรรจ์หนุ่มก็ยกมือกดลงเป็นเชิงห้ามพลางหัวเราะร่วน "พี่ชายอย่าเพิ่งรีบร้อนสิ ข้ายังพูดไม่ทันจะจบเลย!"
"คุณชายบ้านข้ากล่าวเอาไว้ว่า เขาจะรออยู่ที่นี่จนถึงวันที่สิบหกเดือนเจ็ด ซึ่งเป็นเวลาที่จำต้องลงเขา"
"ในระหว่างนี้ หากผู้ใดสามารถช่วงชิงการสืบทอดของเซียนกระบี่มาได้ ล้วนสามารถนำมาขายให้แก่คุณชายบ้านข้าได้ทั้งสิ้น!"
"คุณชายบ้านข้ากล่าวเอาไว้!"
"ไม่ว่าผู้ขายจะเสนอราคามาเท่าใด ก็จะไม่ต่อรองลดราคาลงเลยแม้แต่อีแปะเดียว!"