- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 54 ทะเลาะเบาะแว้ง
บทที่ 54 ทะเลาะเบาะแว้ง
บทที่ 54 ทะเลาะเบาะแว้ง
สิ้นเสียงของลั่วเฉิน สองคนที่เมื่อครู่ยัง 'คึกคักออกรส' ก็พลันห่อเหี่ยวลงไปทันตา
ในชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย
จากนั้น นายอำเภอซุนก็โพล่งขึ้นมา "ไม่ถูกสิ! เจ้าเป็นคนพูดต่างหาก!"
"อุตส่าห์ดูหน้าตาซื่อๆ แถมยังเป็นถึงเทพารักษ์แม่น้ำผู้สง่างาม!"
"กลับคิดแผนการเน่าๆ อย่างการจับฮ่องเต้กดน้ำออกมาได้!"
"ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!"
"ข้าถูกเจ้าพาออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว!"
"เหอะ!" เกิ่งเอ้อร์หนิวโมโหจนหัวเราะออกมา "ท่านไม่ได้มีวิธีฆ่าฮ่องเต้ตั้งร้อยวิธีหรอกหรือ?"
"แล้วอย่างไรล่ะ?" นายอำเภอซุนผายมือ "ข้ามีจริงๆ นี่"
เกิ่งเอ้อร์หนิว "..."
"เถียงไม่ออกแล้วล่ะสิ?" นายอำเภอซุนหัวเราะเบาๆ หันมองลั่วเฉินแล้วเอ่ยถาม "ท่านลั่ว ตามความเห็นของข้า ปิดกั้นไว้มิสู้เปิดทางให้"
"ท่านลองพูดคุยกับเขาให้รู้เรื่องไปเลยโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ?"
"ครั้งสองครั้งแรกเขาอาจจะยังตามตื๊อ แต่ถ้าหลายครั้งเข้า เขารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ก็คงจะไม่ตามตอแยอีกกระมัง?"
"อย่างไรเสียก็เป็นถึงฮ่องเต้ ย่อมต้องรักษาหน้าตาบ้าง"
"ข้าก็เคยคิดที่จะทำเช่นนั้น"
ลั่วเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ "แต่เกรงว่าหากเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการจากข้า ก็จะไปตามหาผู้อื่นแทน"
"ถึงเวลานั้น เขาจะส่งเสริมวิชานอกรีตอย่างขนานใหญ่ กว้านซื้อตัวผู้มีทักษะแปลกประหลาดจากทั่วหล้า หากวุ่นวายเช่นนี้ สิ่งที่เสียหายคือกำลังของชาติ ผู้ที่ต้องทนทุกข์คือราษฎร..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นายอำเภอซุนก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก "สิ่งที่ท่านคาดเดาคงจะไม่ผิดไปจากความจริงนัก อีกทั้งพฤติกรรมการตามหาเซียนถามหาเต๋าเช่นนี้ เกรงว่าเมื่อฮ่องเต้มีพระชนมายุมากขึ้น ก็จะยิ่งกำเริบเสิบสานหนักขึ้นไปอีก"
"ในหน้าประวัติศาสตร์ก็มีฮ่องเต้ที่แสวงหาวิชาเซียนเช่นนี้อยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดเมื่อแสวงหาความเป็นอมตะไม่สำเร็จก็ต้องสิ้นพระชนม์ไป ทว่าราษฎรที่ต้องเดือดร้อนไปด้วยกลับทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรมอย่างเงียบๆ..."
"เป็นเช่นนี้เอง ข้าถึงได้ตัดขาดเหตุและผลกับฮุยเหวินตี้ครั้งแล้วครั้งเล่า"
"ข้าไม่กลัวที่จะต้องแบกรับการสะท้อนกลับของเหตุและผลจากฮ่องเต้ แต่ลั่วผู้นี้ก็ไม่อยากเปลี่ยนวิถีความเป็นไปของราชวงศ์ต้าฮุยจริงๆ..."
ลั่วเฉินเพิ่งจะกล่าวจบ ก็เห็นสองคนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะถ่มน้ำลายด่าออกมาพร้อมกัน "ฮ่องเต้บัดซบ!"
"รอดูครั้งนี้ไปก่อนเถิด" ลั่วเฉินยิ้มพลางกดมือลง "บางทีครั้งนี้อาจจะตัดความตั้งใจของเขาได้ เขาคงจะไม่เกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นอีก"
"อืม!" *2
ทั้งสองคนรับคำพร้อมกัน
ครู่ต่อมา เกิ่งเอ้อร์หนิวก็เปิดปากพูด "ท่านลั่ว ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ข้าไปทำกับข้าวดีกว่า"
"นายอำเภอซุน ท่านก็อยู่กินด้วยกันสักคำไหม?"
"เหอะ~ ต้องให้เจ้าบอกหรือ?" นายอำเภอซุนปรายตามองอีกฝ่าย "วันนี้ข้าตั้งใจมากินข้าวกับท่านลั่วอยู่แล้ว"
ตาแก่กะโหลกกะลาเอ๊ย!
พูดจาขวานผ่าซากเสียจริง!
เกิ่งเอ้อร์หนิวด่าในใจพลางลุกขึ้นยืน "เช่นนั้นข้าไปทำอาหารล่ะ"
นายอำเภอซุนลุกขึ้นตาม "ข้าก็จะไปด้วย"
"ท่านจะไปมารดา..." เกิ่งเอ้อร์หนิวกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ แล้วกล่าวต่อ "นายอำเภอซุน ท่านอายุมากปูนนี้แล้ว นั่งพักเสียเถิด ข้าไปทำเอง"
"ใครไม่รู้ คงนึกว่าหยวนเมี่ยวเก๋อแห่งนี้เป็นบ้านท่านเสียอีก!"
"หึหึ~" นายอำเภอซุนเดินตามอีกฝ่ายไปที่ห้องครัว "ข้าต้องดูเจ้าไว้ จะได้ไม่ทำปลาอวบอ้วนสองตัวเสียของ"
"ข้าทำเสียของหรือ? เมื่อก่อนข้าเป็นชาวนานะ! ทำกับข้าวเป็นมาตั้งแต่เด็ก!" เกิ่งเอ้อร์หนิวก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องครัว "แต่นายอำเภอซุนอย่างท่านเถิด เป็นถึงขุนนาง ทำกับข้าวเป็นหรือ?"
นายอำเภอซุนม้วนแขนเสื้อพลางเดินเข้าไปในห้องครัว "พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ยอมรับก็มาแข่งกัน"
"แข่งก็แข่ง!"
"เข้ามาสิ!"
เมื่อเห็นทั้งสองคนพูดเองเออเองแล้วก็ไปทำอาหาร ทั้งยังเริ่ม "ทะเลาะ" กันในห้องครัวอีก
ลั่วเฉินก็ไม่คิดจะใส่ใจพวกเขา เพียงแค่ดีด "คาถาสกัดเสียง" ออกไป ลานเรือนก็กลับมาเงียบสงัดลงในทันที...
......
"ท่านลั่ว ปลาสองตัวนี้ เป็นฝีมือของพวกข้าสองคน"
"พวกเราจะไม่บอกท่านก่อนว่าปลาตัวไหนใครเป็นคนทำ คะแนนเต็มสิบ ท่านช่วยให้คะแนนพวกเราหน่อย"
"ข้าพนันกับเจ้าเด็กนี่ไว้ หากข้าแพ้ ข้าจะตะโกนสามครั้งว่าข้าคือตาแก่กะโหลกกะลา"
"หากเขาแพ้ เขาจะตะโกนสามครั้งว่าเขาคือไอ้ลูกวัวโง่เง่า!"
นายอำเภอซุนพูดจบ เกิ่งเอ้อร์หนิวก็เอ่ยต่อ "ท่านลั่ว ท่านประเมินตามสบายเลย ให้คะแนนตามที่ท่านคิดว่าอร่อยก็พอขอรับ"
"นายอำเภอซุน แพ้แล้วท่านอย่าเล่นแง่ก็แล้วกัน!"
"หึหึ~" นายอำเภอซุนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ประโยคนี้ขอมอบคืนให้เจ้า"
"พวกท่านสองคนนี่ช่าง..."
ลั่วเฉินยิ้มพลางส่ายหน้า มองดูปลาแม่น้ำนึ่งหนึ่งตัวและปลาแม่น้ำตุ๋นน้ำแดงอีกหนึ่งตัวตรงหน้า "เอาอย่างนี้เถิด ประเมินด้วยกันทั้งสามคนนี่แหละ ข้าให้คะแนนอาหารสองจาน ส่วนพวกท่านก็ต่างคนต่างเขียนคะแนนให้อาหารของอีกฝ่าย"
"สุดท้ายดูว่าปลาตัวไหนได้คะแนนสูงกว่า คนนั้นก็ชนะ เป็นอย่างไร?"
"นี่..." นายอำเภอซุนแย้ง "ไอ้เด็กนี่ต้องให้ศูนย์คะแนนข้าแน่ๆ!"
เกิ่งเอ้อร์หนิวถามกลับ "ท่านเองก็จะละทิ้งมโนธรรมให้ศูนย์คะแนนข้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ?"
"ถุย!" *2
"พอแล้วๆ!"
"อย่าน้ำลายกระเด็นลงในอาหารสิ"
ลั่วเฉินโบกมือพลางเอ่ย "ในเมื่อพวกท่านอยากแข่ง ก็จงให้คะแนนอาหารของอีกฝ่ายด้วยความสัตย์จริง"
"หากต้องการชนะด้วยการจงใจกดคะแนนให้ต่ำ เช่นนั้นมิใช่ยอมรับตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าฝีมือสู้เขาไม่ได้?"
"เช่นนั้นก็ไม่ต้องแข่งดีกว่า"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยพร้อมกัน "เอาตามที่ท่านลั่วว่าก็แล้วกัน!"
ครู่ต่อมา ทั้งสามก็ชิมปลาทั้งสองตัวแล้ว จากนั้นจึงใช้นิ้วแตะน้ำชา แล้วจรดนิ้วเขียนลงบนโต๊ะหินพร้อมกัน
"เขียนเสร็จหรือยัง?"
"เขียนเสร็จแล้ว!" *2
"เช่นนั้นก็เปิดเถิด"
สิ้นเสียงลั่วเฉิน ทั้งสามก็ขยับมือที่บังตัวเลขคะแนนเอาไว้ออกพร้อมกัน
นายอำเภอซุนและเกิ่งเอ้อร์หนิวรีบชะโงกหน้าไปดูคะแนนของอีกฝ่ายและของลั่วเฉิน
เมื่อพวกเขาเห็นว่าตัวเลขทั้งสี่กลับเป็นเลข "แปด" เหมือนกันทั้งหมด ก็พลันชะงักอึ้งไป
"เสมอกัน ไม่ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย"
ลั่วเฉินหัวเราะเบาๆ ไม่สนใจสองคนที่กำลังอึ้งอยู่ เขาขยับตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก
นายอำเภอซุนได้สติกลับมาก่อน "ไม่เลว เจ้าเด็กนี่ถือว่ามีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง ไม่ได้หลับหูหลับตากดคะแนนข้า"
เกิ่งเอ้อร์หนิวแค่นเสียง "ชิ" ออกมา "ท่านก็พอใช้ได้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ได้อ้างตัวว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน"
"ครั้งนี้เสมอกัน ครั้งหน้ายังจะแข่งอีกหรือไม่?"
"แข่งสิ! พร้อมเสมอ!"
"ตกลง!"
ลั่วเฉินมองดูทั้งสองคนที่ "เผชิญหน้ากันดุจเข็มกับปลายศัสตรา" พลางหัวเราะ "วิธีคบหาสมาคมของพวกท่านนี่ ช่างแปลกประหลาดดีจริงๆ"
"คบหา?" *2
"ใครอยากคบหากับเขากัน!" *2
"เจ้าเลียนแบบคำพูดข้าทำไม!" *2
และแล้ว มื้ออาหารก็ผ่านพ้นไปท่ามกลางการ "ต่อล้อต่อเถียง" ของคนทั้งสอง
หลายปีให้หลัง ทั้งสองคนก็ยังคงเจอหน้ากันเป็นต้องทะเลาะเบาะแว้ง ราวกับดวงชงกันมาตั้งแต่เกิดก็ไม่ปาน
ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือ สองคนนี้จะทะเลาะก็ส่วนทะเลาะ ยามใดที่ใครสักคนมาหาลั่วเฉินตามลำพังแล้วไม่พบหน้าอีกฝ่าย ก็ยังคง "นึกถึง" อีกฝ่ายอยู่ดี
ถึงขนาดยังคิดจะเรียกอีกฝ่ายมากินข้าวด้วยกันสักมื้อ
แต่พอเจอหน้ากันจริงๆ ก็ "ทะเลาะ!" อีก
สรุปแล้ว รูปแบบการอยู่ร่วมกันของทั้งสอง กลับทำให้ลั่วเฉินรู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก
อีกเรื่องหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ลั่วเฉินตัดขาดเหตุและผลกับฮุยเหวินตี้เป็นครั้งที่สี่
เหตุและผลนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะ "ฟื้นคืน" กลับมาอีกเลย ราวกับว่าอีกฝ่ายได้ละทิ้งความคิดที่จะตามหาเซียนถามหาเต๋าเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะไปแล้วกระนั้น
เดิมทีลั่วเฉินคิดว่าเรื่องนี้คงจะผ่านพ้นไปเช่นนี้ ทว่าใครจะคาดคิดเล่าว่า หลังจากนายอำเภอซุนฉลองวันเกิดอายุครบหนึ่งร้อยยี่สิบปี ฮุยเหวินตี้กลับปลอมพระองค์เสด็จเยือนอำเภอผิงเซียงเป็นการส่วนพระองค์...