- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 28 ไม่เคยพบพาน
บทที่ 28 ไม่เคยพบพาน
บทที่ 28 ไม่เคยพบพาน
เมื่อออกมาจากคุกหลวง เหลียนอู๋เว่ยตั้งใจจะเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกเสียหน่อย
แต่ครานี้เวยซวงไม่ตามใจเขา นางสั่งให้บ่าวไพร่คุมตัวเขากลับไปและสั่งกักบริเวณทันที
สำหรับเรื่องนี้ เหลียนอู๋เว่ยไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากถูกขัง เขาก็อาละวาดโวยวายจะออกไปให้ได้
แต่ไม่ว่าเขาจะอาละวาดเพียงใด เวยซวงก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเขาออกไปแม้แต่น้อย
เมื่ออาละวาดอยู่นานจนเหนื่อยล้า และเห็นว่าท่านย่าของตนไม่ยอมปล่อยตัวออกไป เขาก็ยอมสงบลง
เขาไม่เชื่อหรอกว่าท่านย่าจะขังเขาไปได้ตลอดชีวิต!
นอกจากนี้ เรื่องที่เหลียนอู๋เว่ยได้รับการปล่อยตัว ได้สร้างคลื่นความไม่พอใจลูกใหญ่ให้ก่อตัวขึ้นในเมืองไท่ซิง!
ทันทีที่ทางการติดประกาศ ชาวบ้านที่โกรธแค้นก็พากันมาปิดล้อมที่ว่าการอำเภอ
ผู้คนต่างด่าทอนายอำเภอจางว่าเป็นขุนนางสุนัขที่รับสินบน
ทว่าที่ว่าการอำเภอกลับเพียงแค่ปิดประตูใหญ่แน่นหนา ไม่ยอมออกมาชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น
ชาวบ้านมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายจนเกินควบคุม ก็มีข่าวหนึ่งถูกส่งกลับมา
ค่ายหมาป่าดำบนภูเขาอิ๋นติ่งอันตรธานหายไปจากโลกมนุษย์!
ยอดเขาอิ๋นติ่งถูกกวาดจนราบเป็นหน้ากลอง!
เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ ชาวบ้านย่อมเกิดความหวาดกลัว ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ชาวบ้านก็สลายตัวไปกว่าครึ่ง!
หลายคนตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เขียนไว้บนประกาศ!
หลังจากข่าวส่งกลับมาได้ไม่นาน นายอำเภอจางก็เดินออกจากที่ว่าการอำเภอมาเพียงลำพัง เขาประสานมือคำนับทุกคนและกล่าวเพียงประโยคเดียวว่า "กฎหมายเป็นเช่นนี้ ขอทุกท่านโปรดกลับไปเถิด" จากนั้นก็หันหลังกลับเข้าที่ว่าการไป
เพียงประโยคเดียวนี้ ก็ทำให้ผู้คนจากไปอีกไม่น้อย
จวบจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและดวงจันทร์ลอยเด่น หน้าที่ว่าการอำเภอก็เหลือเพียงคนชราสี่คนที่สูญเสียบุตรหลานไป...
เหลียนอู๋เว่ยที่ถูกกักบริเวณ เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจเป็นที่สุด ถึงกับยืดอกเชิดหน้ากล่าวขึ้นมาทันทีว่า "นี่แหละคือรากฐานของสกุลเหลียน!"
"ทายาทคนเดียวของสกุลเหลียนอย่างข้ามีท่านเซียนคอยหนุนหลัง!"
"ใครจะทำอะไรข้าได้!"
เสียงหัวเราะของเหลียนอู๋เว่ยดังแว่วเข้าไปในห้องปีกข้างที่ปิดประตูแน่นหนาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
ภายในห้องปีกข้าง เวยซวงที่มีผมขาวโพลนกำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่บนพื้น บนผนังเบื้องหน้าของนางมีภาพวาดหนึ่งแขวนอยู่
บุคคลในภาพมีใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกประดับมงกุฎ สวมชุดยาวสีชิง
"ท่านเซียนเชิง ข้าผิดไปแล้ว ข้าสมควรตาย..."
นับตั้งแต่รับหลานชายกลับมา เวยซวงก็เข้ามาในห้องปีกข้างนี้ แล้วเอาแต่สารภาพบาปต่อภาพวาดของลั่วเฉินอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อนางได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของหลานชายแว่วเข้าหู เสียงสารภาพบาปของนางก็ดังขึ้นตามไปด้วย
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะนอกห้องก็หยุดชะงักลงกะทันหัน พร้อมกับเสียงอื่นๆ ภายในจวนที่พลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น
ความรู้สึกนั้น ราวกับฟ้าดินเงียบสงัดลงในฉับพลัน เงียบจนทำให้คนเราสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง
ความเงียบงันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เวยซวงยืดตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ
เมื่อชุดยาวสีชิงนั้นสะท้อนเข้าสู่คลองจักษุ ร่างของนางก็สั่นสะท้านไปตามสัญชาตญาณ ก่อนจะโขกศีรษะกราบกรานลั่วเฉินทันที "ท่านลั่ว ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านโปรดประทานความตายให้ด้วยเถิด!"
ลั่วเฉินมองดูหญิงชราที่คุกเข่าหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า พลางกล่าวเสียงเรียบ "ลุกขึ้นพูดเถิด"
"เวยซวงมิกล้า"
"เวยซวงรู้ตัวดีว่าก่อความผิดใหญ่หลวง ไม่มีหน้ามาพบท่านอีกแล้ว!"
ระหว่างที่กล่าว ศีรษะของเวยซวงก็ก้มต่ำลงไปอีก
ลั่วเฉินกล่าว "รู้ว่าผิด เหตุใดจึงไม่แก้ไข?"
น้ำเสียงของเวยซวงเต็มไปด้วยความขมขื่น "เพื่อหลานชายของข้า ข้าจำต้องผิดแล้วผิดเล่า..."
"ท่านเซียนเชิง ข้ายินดีตาย ไม่ทราบว่าพอจะ..."
"แรกพบพานปลูกเหตุแห่งความดี มาวันนี้กลับออกผลแห่งความชั่วร้าย..."
ระหว่างที่เอื้อนเอ่ย ลั่วเฉินมองไปยังเส้นหมอกสีดำที่เชื่อมต่อระหว่างตัวเขาและเวยซวง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ทำลายมันจนสลายสิ้น
"เวยซวง เจ้าและข้าไม่เคยพบพานกัน"
"ไม่เคยพบพาน?"
เวยซวงเงยหน้าขึ้นมาตามสัญชาตญาณ หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ จู่ๆ นางก็เผยแววตาสับสนงุนงงออกมา
จากนั้น นางก็ลุกขึ้นยืนมองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า มองไปยังม้วนภาพที่ไร้ซึ่งสิ่งใดบนผนัง ภายในใจพลันบังเกิดความรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
พริบตาต่อมา จู่ๆ นางก็ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง จนสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต้องรีบพุ่งพรวดเข้ามา
"ฮูหยินผู้เฒ่า! ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านเป็นอะไรไป!"
"ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจสิ!"
เวยซวงที่ร้องไห้จนสะอึกสะอื้นส่ายหน้าอย่างแรง "ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้..."
"ในใจข้ามันรู้สึกปวดร้าวเหลือเกิน..."
"เมื่อครู่นี้ ข้าเข้ามาทำอะไรในห้องนี้กันนะ?"
สาวใช้สะอื้นไห้พลางกล่าว "ฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากท่านไปรับนายน้อยกลับมา ท่านก็เข้ามาในห้องนี้เพียงลำพัง บ่าวเองก็ไม่รู้ว่าท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่..."
"แต่ที่ท่านปวดร้าวใจ คงเป็นเพราะนายน้อยจะต้องออกเดินทางในวันพรุ่งนี้กระมัง..."
"เดินทาง..."
เวยซวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "ข้านึกออกแล้ว... พรุ่งนี้เป็นวันที่อู๋เว่ยจะต้องรับโทษประหาร ข้าไปขอร้องนายอำเภอให้เขาได้กลับมากินข้าวส่งท้ายที่บ้านสักมื้อ"
"ที่ข้าเข้ามาในห้องนี้ ก็เพื่อขอร้องสวรรค์ให้รับตัวข้าไปแทน และละเว้นชีวิตหลานชายของข้า..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ก็มีสีหน้าขมขื่น "ฮูหยินผู้เฒ่า อาหารเตรียมเสร็จแล้ว พวกเรารีบไปกินข้าวกันเถอะ"
"ใต้เท้านายอำเภอสั่งไว้ว่า ตอนค่ำจะส่งคนมารับตัวกลับไป..."
"ใช่! ใช่แล้ว!"
"กินข้าวก่อน!"
"พาข้าไปเรียกอู๋เว่ย..."
ไม่นานนัก เวยซวงก็มาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูห้องของเหลียนอู๋เว่ย
"อู๋เว่ย!"
"ออกมากินข้าวได้แล้ว!"
ประตูถูกดึงเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเหลียนอู๋เว่ย "ท่านย่า! ข้าว่าแล้วเชียวว่าพอถึงเวลากินข้าว ท่านจะต้องไม่ขังข้าไว้อีกแน่"
"เด็กคนนี้นี่ พูดอะไรกัน" เวยซวงลูบแก้มหลานชาย "ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน วันนี้กับข้าวที่ข้าสั่งให้พวกเขาทำ มีแต่ของโปรดของเจ้าทั้งนั้นเลยนะ"
เหลียนอู๋เว่ยหัวเราะร่วน "ก็มีแต่ท่านย่านี่แหละที่รักข้า วันนี้ข้าจะต้องกินให้พุงกางไปเลย!"
"เด็กโง่ ไปเถอะ"
"ท่านย่า ข้าประคองท่านเอง!"
ไม่นานนัก ย่าหลานทั้งสองก็นั่งลงที่หน้าโต๊ะโป๊ยเซียน
บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุราอาหาร ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
ระหว่างมื้ออาหาร เหลียนอู๋เว่ยพร่ำบอกว่าวันข้างหน้าจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านย่า จะไม่ไปก่อเรื่องหาราวที่ใดอีก
ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้เวยซวงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา นางกล่าวซ้ำๆ ว่า "หากเจ้าทำตัวรู้ความให้เร็วกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดี"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหลียนอู๋เว่ยเพียงแค่หัวเราะพลางกล่าวว่า "ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกขอรับ ยังไม่สาย..."
หลังจากพวกเขากินข้าวเสร็จได้ไม่นาน มือปราบจากที่ว่าการอำเภอก็เดินทางมาถึงตามกำหนดเวลา
เมื่อมองดูมือปราบกว่าสิบคนที่อยู่เบื้องหน้า เหลียนอู๋เว่ยก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า "มืดค่ำป่านนี้ พวกสุนัขรับใช้ทางการอย่างพวกเจ้าไม่มีอะไรทำกันแล้วหรือ?"
"วันนี้บิดาอารมณ์ดี พวกเจ้ามีอะไรจะเห่าก็รีบเห่า เห่าจบแล้วก็ไสหัวไปซะ หากทำให้บิดาโมโหขึ้นมา พวกเจ้าจะได้เจอดีแน่!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่ามือปราบต่างก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
หัวหน้ามือปราบโบกมือ มือปราบสองคนก็ถือเครื่องตรวนบุกเข้าไปหมายจะสวมกุญแจมือให้เหลียนอู๋เว่ย!
"ทำอะไร! พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาจับข้า!" เหลียนอู๋เว่ยร้องตะโกนพลางถอยร่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หัวหน้ามือปราบก็ตวาดเสียงดังทันที "เหลียนอู๋เว่ย! ใต้เท้านายอำเภอสั่งไว้แล้ว หากเจ้าขัดขืนการจับกุม พวกเราสามารถประหารเจ้าได้ทันที!"
เช้ง! เช้ง!
เหล่ามือปราบชักดาบออกมา แล้วตีวงล้อมเหลียนอู๋เว่ยไว้!
"อะไรกันวะ!"
"ข้าได้สร้างความชอบในการกวาดล้างค่ายหมาป่าดำ เอาความดีความชอบมาชดเชยความผิดไปแล้วไม่ใช่หรือ!"
"นายอำเภอของพวกเจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวหน้ามือปราบก็มองไปยังเวยซวงที่อยู่ไม่ไกลนัก พลางถอนหายใจและกล่าวว่า "ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านลองเกลี้ยกล่อมเขาดูเถิด พวกเราก็ไม่อยากจะลงมือให้เรื่องมันดูเลวร้ายไปกว่านี้"
เวยซวงมองไปยังหลานชายของตน เอ่ยปากกล่าวว่า "เด็กเอ๋ย อย่าดื้อดึงอีกเลย ตามพวกเขาไปเถิด นายอำเภอจางยอมให้ย่าหลานอย่างพวกเรากลับมากินข้าวด้วยกันเป็นมื้อสุดท้าย ก็ถือว่ามีเมตตาต่อเรามากพอแล้ว..."
"ท่านย่า! ท่านพูดอะไรของท่าน!" เหลียนอู๋เว่ยเบิกตากว้างกล่าว "ท่านมีท่านเซียนคอยช่วยเหลือ กวาดล้างค่ายหมาป่าดำไปแล้วไม่ใช่หรือ!"
"มื้อสุดท้ายอะไรกัน เมตตาบ้าบออะไรกัน!"
"โทษประหารของข้าไม่ได้รับการละเว้นไปแล้วหรือ?"
"ดูท่าคงจะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว" หัวหน้ามือปราบโยนตรวนและกุญแจมือไปตรงหน้าเหลียนอู๋เว่ยด้วยใบหน้าเย็นชา "สวมมันซะเอง ไม่เช่นนั้นก็จงตายเสียที่นี่!"
"สวมมารดามันเถอะ!"
เหลียนอู๋เว่ยเตะตรวนและกุญแจมือจนปลิวว่อนไป ตวาดเสียงกร้าว "ข้าคือทายาทเพียงคนเดียวของสกุลเหลียน ทั้งยังมีท่านเซียนคอยคุ้มครอง หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องข้า ท่านเซียนจะทำให้พวกเจ้าตายอย่างไร้ที่ฝังศพ!"
"ลงมือ!" หัวหน้ามือปราบหมดความอดทน เมื่อสิ้นเสียงสั่งการ เหล่ามือปราบก็พุ่งกรูเข้าใส่!
ชั่วครู่ต่อมา เหลียนอู๋เว่ยก็ล้มลงจมกองเลือด ปากพ่นฟองเลือดออกมา
เขามองดูเหล่ามือปราบที่ล่าถอยออกไป มองดูท่านย่าที่เซถลาล้มลงมานั่งเบื้องหน้าตน
ในที่สุด เหลียนอู๋เว่ยก็เค้นคำว่า "ทายาทคนเดียว" ออกมา ก่อนจะสิ้นใจตายไปพร้อมกับความสงสัยที่อัดแน่นอยู่เต็มอก...