- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 16 โลกมนุษย์มักเป็นเช่นนี้
บทที่ 16 โลกมนุษย์มักเป็นเช่นนี้
บทที่ 16 โลกมนุษย์มักเป็นเช่นนี้
เฉินเคอเหวิน ศิษย์สืบทอดสายตรงลำดับที่สิบเก้าของผู้ดูแลอารามแห่งอารามเสวียนจี ฉายาทางเต๋าเสวียนเหวิน
ปัจจุบันอายุสี่สิบปี เมื่อสิบปีก่อน ถูกอาจารย์ขับไล่ออกจากสำนัก และไล่ออกจากอาราม
เหตุผลที่อาจารย์ให้ไว้ คือเพราะเขาร่ำเรียนวิชาไม่แตกฉาน ทำผิดกฎอารามซ้ำซาก เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของตนต้องมัวหมอง จึงไม่ต้องการศิษย์ผู้นี้อีกต่อไป...
หลังจากเอ่ยถามคำถามของตนออกไปแล้ว นักพรตเฉินก็เล่าเรื่องราวของตนให้ลั่วเฉินฟัง
เมื่อฟังจบ ลั่วเฉินยังไม่รีบให้คำตอบ แต่กลับย้อนถามไปว่า "ในเมื่ออาจารย์ของท่านบอกเหตุผลแก่ท่านแล้ว เหตุใดท่านถึงต้องมาถามข้าอีกเล่า?"
"ท่านคิดว่าอาจารย์ของท่านกำลังหลอกลวงท่านอยู่หรือ?"
นักพรตเฉินยิ้มเจื่อน "ท่านลั่ว เรื่องนี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้ข้ามาถึงสิบปี ตัวข้าเองก็คำนวณดูแล้วนับครั้งไม่ถ้วน"
"ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามที่อาจารย์กล่าวกับข้าไว้..."
"แต่ข้าก็ยังข้องใจอยู่นะ..."
"แม้ว่ายามปกติข้าจะเคยทำผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่เห็นถึงขั้นต้องขับไล่ข้าออกจากสำนักกระมัง..."
ได้ยินดังนั้น ลั่วเฉินจึงชี้ไปยังตัวอักษรทั้งสี่บนป้ายที่เขียนไว้ว่า 'ถามแล้วไร้เสียใจ'
"คิดถี่ถ้วนแล้วหรือ? จะถามเรื่องนี้แน่หรือ?"
"คิดถี่ถ้วนแล้ว!" นักพรตเฉินประสานมือกล่าว "ขอท่านลั่วโปรดชี้แนะ!"
ลั่วเฉินกล่าว "เป็นดังที่ท่านเอ่ย การที่อาจารย์ของท่านขับไล่ท่านออกจากสำนักนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลัง"
"เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน เสวียนจี๋ อาจารย์อาของท่านที่ออกท่องเที่ยวยุทธภพได้กลับมา เขาต้องการตำแหน่งผู้ดูแลอาราม ในตอนนั้นเขาอยู่ในขอบเขตคืนสู่สามัญ ซึ่งเป็นขอบเขตเดียวกับอาจารย์ของท่าน"
"หนึ่งปีต่อมา เสวียนจี๋อาศัยพลังธูปเทียนในอารามเพื่อหลอมรวมวิถีเต๋าแต่กลับล้มเหลว ถึงกระนั้นก็ถือว่าก้าวข้ามไปได้แล้วครึ่งก้าว"
"ในมุมมองของเขา สาเหตุที่ล้มเหลว เป็นเพราะพลังธูปเทียนในอารามมีไม่เพียงพอ"
"ดังนั้น เขาจึงคิดจะเปิดประตูอารามกว้าง รับสานุศิษย์มากมาย ทำทุกวิถีทาง เพียงเพื่อให้ธูปเทียนในอารามรุ่งเรืองเฟื่องฟู"
"อาจารย์ของท่านรู้ดีว่าศิษย์น้องผู้นี้สามารถทำได้ทุกสิ่ง เกรงว่าจะนำภัยมาสู่ท่าน จึงได้ขับไล่ท่านออกจากสำนัก สั่งห้ามไม่ให้ท่านกลับไปอีก"
"และก็เป็นไปตามที่อาจารย์ของท่านคาดไว้ หลังจากที่ท่านลงจากเขาได้ไม่นาน อาจารย์อาของท่านก็ก่อกบฏ ร่วมมือกับบรรดาสานุศิษย์ใต้บังคับบัญชา ลอบทำร้ายและสังหารอาจารย์ของท่าน..."
"ในเวลานั้น ท่านเพิ่งจะเดินทางมาถึงอำเภอผิงเซียงแห่งนี้..."
เมื่อได้ยินข่าวเช่นนี้ นักพรตเฉินยังคงนั่งนิ่งสงบ ทว่าดวงตาของเขากลับแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
หยาดน้ำตาโลหิตไหลรินลงมาจากหางตาของเขา!
เนิ่นนานผ่านไป เขาลุกขึ้นยืนและโค้งกายคารวะลั่วเฉิน "ขอบคุณท่านลั่วที่ไขข้อข้องใจ ข้าจะไปแก้แค้นให้อาจารย์เดี๋ยวนี้!"
ลั่วเฉินยกมือขึ้นกดเบาๆ เป็นเชิงห้าม "ท่านไปครานี้ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่ไปเพื่อตายตกตามอาจารย์ของท่านต่างหาก"
นักพรตเฉินที่กำลังเก็บข้าวของพลันชะงักงัน "ถึงกระนั้นก็ต้องไป... ข้าเป็นเด็กกำพร้า อาจารย์เก็บข้ามาเลี้ยงดู ให้ข้าวให้น้ำ สอนสั่งวิชาเต๋า"
"หากไม่ชำระแค้นนี้ ก็เสียชาติเกิดเป็นคน"
"ท่านแก้แค้นนี้ได้หรือ?"
"สิบปีผ่านไป ท่านยังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตซานไฉด้วยซ้ำ ทว่าเสวียนจี๋ที่ได้รับพลังธูปเทียนมาถึงสิบปี ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้อาศัยพลังธูปเทียนบรรลุเป็นเทพไปแล้ว?"
กล่าวถึงตรงนี้ ลั่วเฉินก็เปลี่ยนน้ำเสียง กล่าวต่อว่า "การที่อาจารย์ของท่านขับไล่ท่านออกจากอาราม และใช้วิชาอาคมปกปิดชะตากรรมของเรื่องนี้ ทำให้ท่านคำนวณหาความจริงไม่ได้ ก็เพราะอยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี"
"หากท่านกลับไปรนหาที่ตาย ก็เท่ากับทำให้ความเหนื่อยยากของอาจารย์ต้องสูญเปล่า"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นักพรตเฉินก็ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เขาเงยหน้าขึ้นมองลั่วเฉิน พลางเอ่ยถาม "ท่านลั่วจะพำนักอยู่ที่อำเภอผิงเซียงแห่งนี้นานเท่าใดหรือ?"
ลั่วเฉินยิ้มกล่าว "จะอยู่นานเท่าใดข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่คงนานพอที่จะให้ท่านมาที่แผงเพื่อถามคำถามในครั้งหน้าอย่างแน่นอน"
เมื่อเห็นว่าลั่วเฉินคาดเดาสิ่งที่ตนคิดออก นักพรตเฉินก็ประสานมือคารวะเขาอีกครั้ง "ขอบคุณท่านลั่ว..."
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะกลับไปบำเพ็ญเพียรอย่างสงบที่เรือน ภายภาคหน้าเกรงว่าคงไม่อาจมาจองที่ให้ท่านลั่วได้อีกแล้ว..."
"ไปเถิด" ลั่วเฉินยิ้ม "แผงของข้า ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดก็เหมือนกันนั่นแหละ"
......
"ท่านลั่ว อรุณสวัสดิ์!"
"อรุณสวัสดิ์ หัวหน้ามือปราบหลิว"
"วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่งนัก เผลอแป๊บเดียวท่านก็พักอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้ว ห้าปีมานี้ท่านคุ้นชินหรือไม่?"
"คุ้นชินแล้ว"
"คุ้นชินก็ดี คุ้นชินก็ดีแล้ว!" ในระหว่างที่พูดคุยกลั้วหัวเราะอยู่นั้น หัวหน้ามือปราบหลิวก็หยิบบัตรเชิญออกมาฉบับหนึ่ง "วันที่แปดต้นเดือนหน้า หลานชายของข้าจะจัดงานฉลองครบเดือน ไม่ทราบว่าท่านลั่วจะพอมีเวลาว่างมาร่วมดื่มสุรามงคลหรือไม่?"
ลั่วเฉินรับบัตรเชิญมา ยิ้มรับพลางกล่าว "ยินดีด้วยหัวหน้ามือปราบหลิว หากข้าไม่มีธุระสำคัญอันใด ย่อมต้องไปดื่มสุรามงคลสักสองสามจอกอย่างแน่นอน"
หัวหน้ามือปราบหลิวหัวเราะแหะๆ ประสานมือกล่าว "รอคอยการมาเยือนของท่านลั่ว!"
ลั่วเฉินยิ้มรับ "หัวหน้ามือปราบหลิวเกรงใจเกินไปแล้ว"
เมื่อหัวหน้ามือปราบหลิวจากไป ลั่วเฉินเห็นว่าไม่มีลูกค้า จึงหลับตาลงเพื่อทำความเข้าใจ 'วิถีอนุมาน' ต่อไป
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา มีผู้คนกว่าสองหมื่นคนมาขอให้เขาทำนายถามไถ่เรื่องราว
ตัวเลขนี้คิดเป็นจำนวนเกือบสี่ในห้าของประชากรทั้งหมดในอำเภอผิงเซียงแล้ว
แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านในอำเภอผิงเซียงเท่านั้นที่มาถามไถ่เขา
อย่างเช่นนักเดินทาง หรือพ่อค้าแม่ค้าที่สัญจรผ่านไปมา เมื่อได้ยินว่าที่ผิงเซียงมีแผงรับถามไถ่ที่ต้องรอถึงสามสิบปี ทั้งยังไม่คิดเงิน พวกเขาต่างก็แวะเวียนมาถามไถ่กันสักข้อสองข้อ
ตลอดห้าปีนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งเหตุและผลเหี่ยวเฉาแล้วก็ผลิบาน ผลิบานแล้วก็เหี่ยวเฉา เมล็ดพันธุ์แห่งเหตุและผลที่เหี่ยวเฉาพลันสว่างวาบแล้วจางหายไป พลังแห่งเหตุและผลที่นำมาให้นั้นช่างเบาบางยิ่งนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
ว่ากันถึง 'วิถีอนุมาน' ในระหว่างที่ช่วยไขข้อข้องใจให้กับผู้คน เขาก็ได้ตระหนักรู้ถึงวิชาอาคมแขนงหนึ่ง — 'ทลายม่านบังตา!'
วิชาอาคมนี้สามารถใช้รับมือกับเซียน เทพ ปีศาจ มาร ที่มีตบะบารมีสูงส่ง โจมตีตรงเข้าสู่แก่นแท้ เพื่อมองทะลุถึงรากเหง้าของพวกมันได้
และสาเหตุที่เรียกว่า 'ทลายม่านบังตา' ก็เพื่ออธิบายความหมายของการทำลายม่านหมอกที่ผู้มีตบะสูงส่งสร้างขึ้นเพื่อปกปิดรากเหง้าของตน และโจมตีเข้าสู่แก่นแท้โดยตรงนั่นเอง
แน่นอนว่า วิชาอาคมนี้ไม่มีประโยชน์อันใดนักเมื่อนำไปใช้กับผู้ที่มีขอบเขตต่ำกว่าลั่วเฉิน หรือคนธรรมดาสามัญ...
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าแผงรับถามไถ่ของลั่วเฉิน
"ท่าน! ลั่ว!"
ลั่วเฉินลืมตาขึ้นมอง ผู้ที่ร้องเรียกเขา ก็คือลูกค้าคนแรกเมื่อห้าปีก่อน เด็กชายที่ชื่อว่าเสี่ยวตงนั่นเอง
บัดนี้เขาสูงขึ้นไม่น้อย ทว่าบนใบหน้ากลับไร้ซึ่งรอยยิ้มเฉกเช่นในวันวาน
สวมชุดไว้ทุกข์ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำและบวมเป่งราวกับลูกวอลนัท ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
นี่คือสภาพของเขาในยามนี้
"เสี่ยวตง ขอแสดงความเสียใจด้วย"
สิ้นเสียงของลั่วเฉิน เสี่ยวตงก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจทันที "ท่านลั่ว! เมื่อห้าปีก่อน ท่านคำนวณไว้แล้วใช่หรือไม่ว่าท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะต้องตาย!"
ลั่วเฉินพยักหน้ารับ "ใช่"
น้ำมูกน้ำตาของเสี่ยวตงไหลพราก เขาร้องตะโกนออกมา "แล้วเหตุใดท่านถึงไม่บอกข้าตรงๆ เล่า! หากข้ารู้ล่วงหน้า ท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็อาจจะไม่ต้องตาย!"
"หากข้ารู้ ข้าก็คงจะไม่แอบหนีออกไปเที่ยวเล่นทุกวัน จนทำให้พวกเขาต้องโกรธเคือง..."
ลั่วเฉินกล่าว "เมื่อห้าปีก่อน ข้าได้ยอมแหกกฎเพื่อเตือนสติเจ้าไปแล้วประโยคหนึ่ง การมีคนคอยพร่ำบ่นนับเป็นเรื่องดี เจ้าได้จดจำใส่ใจบ้างหรือไม่?"
ได้ยินดังนั้น เสี่ยวตงก็เงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงยุงบินว่า "ไม่ ข้าไม่ได้จดจำใส่ใจเลย..."
"ท่านลั่ว ข้าขอโทษ..."
"ข้าขอตัวไปส่งท่านพ่อท่านแม่ก่อน..."
กล่าวจบ เสี่ยวตงก็หันหลังวิ่งจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
วิ่งออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เนื่องจากชุดไว้ทุกข์มีขนาดใหญ่เกินไป เขาจึงเผลอเหยียบชายเสื้อจนสะดุดล้มลง
ฝ่ามือที่ถลอกปอกเปิกจนเลือดซิบ ราวกับว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอันใด เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แล้วพุ่งพรวดออกไปบนถนนทันที
นักพรตเฉินที่เดินสวนทางกับเขาเห็นภาพนี้เข้า ก็พลันนึกย้อนไปถึงการถามไถ่เมื่อห้าปีก่อนขึ้นมาทันที
ฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าแผงรับถามไถ่ นักพรตเฉินประสานมือคารวะลั่วเฉิน "ท่านลั่ว ไม่พบกันเสียนาน"
"ไม่พบกันเสียนาน" ลั่วเฉินยิ้ม "นักพรตเฉินบรรลุขอบเขตซานไฉแล้ว"
"อืม เพิ่งจะทะลวงผ่านคอขวดเมื่อคืนนี้เอง" กล่าวถึงตรงนี้ นักพรตเฉินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นออกมา "นึกไม่ถึงจริงๆ เมื่อก่อนตอนที่มีอาจารย์คอยจับตาดู ข้าไม่เคยเก็บตัวบำเพ็ญเพียรได้นานถึงเพียงนี้เลย"
"บัดนี้เหลือเพียงตัวคนเดียว กลับสามารถเก็บตัวได้นานถึงเพียงนี้..."
"มนุษย์เรานี่นะ ดูเหมือนว่าจะมีเพียงยามที่สูญเสียไปแล้วเท่านั้น ถึงจะรู้ค่าและหวงแหนสิ่งที่ตนเคยครอบครองอย่างสุดซึ้ง..."
ลั่วเฉินกล่าว "โลกมนุษย์ก็มักเป็นเช่นนี้..."