เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 มัดตัวเอง

บทที่ 10 มัดตัวเอง

บทที่ 10 มัดตัวเอง


"ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันจะมาถึงเวลาใดแน่?"

หลี่จื่อโจวมองลั่วเฉินด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

"ทำนายไว้"

สิ้นคำกล่าวนี้ ผู้คนต่างมีทั้งที่ประหลาดใจ หรือไม่ก็ดูแคลน

ชายหนุ่มผิวคล้ำที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้นยิ่งกล่าวตรงไปตรงมาว่า "ท่านลั่ว ท่านไม่พกอาวุธมาสักชิ้น ประเดี๋ยวหากโจรเถื่อนบุกเข้ามา ท่านก็หลบเลี่ยงเสียหน่อยเถิด..."

"หากพวกเราเข้าไปช่วยไม่ทัน ท่านก็อย่าได้โทษพวกเราเลย..."

"อาเฉิง!"

"พี่เฉิง!"

หลี่จื่อโจวและหญิงสาวถลึงตาใส่ชายหนุ่มผิวคล้ำพร้อมกัน

จากนั้นขณะที่พวกเขากำลังจะเอ่ยปากขอโทษลั่วเฉิน ก็เห็นอีกฝ่ายโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหลับตาลงแล้วเริ่มเดินลมปราณ

บรรยากาศภายในอารามแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด หลี่จื่อโจวที่เป็นผู้นำเองก็ไม่สะดวกจะกล่าวสิ่งใดให้มากความ จึงประสานมือให้ลั่วเฉิน แล้วให้สี่คนที่เหลือแบ่งเป็นสองกลุ่มเฝ้าระวังหน้าต่างทั้งสองฝั่ง ส่วนเขาก็เดินไปที่หน้าประตูอารามเพียงลำพัง......

สองชั่วยามผ่านไป เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงกลางยามจื่อ เหล่าจอมยุทธ์หนุ่มสาวที่เคร่งเครียดมาตลอดสองชั่วยามล้วนเผยให้เห็นท่าทีเหนื่อยล้า ซ้ำยังหาวหวอดออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ยกเว้นหลี่จื่อโจวแล้ว จอมยุทธ์หนุ่มสาวทั้งสี่คนภายในอารามต่างก็เริ่มพูดคุยกัน

ตั้งแต่เรื่องที่โจรเถื่อนจะกล้ามาหรือไม่ ไปจนถึงว่าควรจะรอต่อไปหรือไม่

และจากประสบการณ์การผดุงคุณธรรมช่วยเหลือผู้คนตลอดทางที่ผ่านมา ไปจนถึงเรื่องที่ว่าเมื่อจับโจรได้และได้รับเงินรางวัลแล้ว ควรจะบริจาคเงินให้แก่ชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ใด

ระหว่างนั้น ชายหนุ่มผิวคล้ำก็เหลือบมองลั่วเฉินอยู่เป็นระยะ

จนกระทั่งหัวข้อสนทนาวนเวียนมาถึงเรื่องรางวัลนำจับโจร เขาก็มองตรงไปยังลั่วเฉินพลางเอ่ยถามว่า "ท่านลั่ว หากท่านจับโจรได้ แล้วได้รับจวนกับเงินรางวัล ท่านตั้งใจจะนำไปใช้ทำสิ่งใดหรือ?"

"ตั้งใจจะขายจวนแลกเป็นเงิน แล้วนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านผู้ยากไร้เหมือนกับพวกเราหรือไม่?"

คำถามของชายหนุ่มผิวคล้ำ ทำให้สายตาของผู้คนพากันจับจ้องไปที่ลั่วเฉิน

ความจริงพวกเขาก็อยากจะถามตั้งนานแล้ว

ทว่าพวกเขาก็ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ว่าหลังจากกำจัดคนชั่ว หากได้รับเงินรางวัลก็จะนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

แต่ยามนี้ลั่วเฉินก็อยู่ที่นี่ด้วย หากถึงเวลาอีกฝ่ายก็ต้องการเงินรางวัลส่วนนี้เช่นกัน แล้วจะแบ่งปันกันอย่างไร?

"ข้าตั้งใจจะเก็บไว้อยู่เอง"

ลั่วเฉินหลับตาพริ้ม เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

และคำกล่าวนี้ ก็ยิ่งทำให้ความกังวลในใจของทุกคนเพิ่มขึ้นอีกส่วน

อย่าให้ถึงเวลาต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องแบ่งผลประโยชน์เลย...

อย่างไรเสียจวนหนึ่งหลังกับเงินยี่สิบตำลึงก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ!

"อยู่เองหรือ?" บนใบหน้าของชายหนุ่มผิวคล้ำปรากฏแววตาดูแคลนสายหนึ่ง "ท่านลั่ว เช่นนั้นพวกเราคงต้องตกลงกันล่วงหน้าเสียหน่อยแล้ว"

"เมื่อถึงเวลา พวกเราสองฝ่ายจะแบ่งรางวัลตามสัดส่วนการออกแรง"

"หากท่านออกแรงน้อย หรือถึงขั้นไม่ได้ออกแรงเลย ก็อย่าได้มาแย่งชิงเงินรางวัลส่วนนี้"

ลั่วเฉินกล่าว "จอมยุทธ์น้อยวางใจเถิด หากข้าไม่ออกแรง ย่อมไม่แย่งชิงเงินรางวัลกับพวกเจ้าแน่นอน"

เมื่อเห็นลั่วเฉินรับปากอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงที่ชายหนุ่มผิวคล้ำมีต่อเขาก็ดีขึ้นไม่น้อย "ท่านลั่วเข้าใจหลักเหตุผลดีนัก เดินทางอยู่ข้างนอก เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเงินทอง ย่อมต้องพูดคุยให้กระจ่าง"

"ข้าไม่ได้มีเจตนาเพ่งเล็งท่านหรอกนะ"

เมื่อได้ยิน ลั่วเฉินก็ยิ้มพลางพยักหน้า โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก......

ยามโฉ่วพอดิบพอดี!

"ระวังอาวุธลับ!"

เสียงตะโกนเตือนด่วนดังขึ้น ทำให้เหล่าจอมยุทธ์ที่กำลังสะลึมสะลือตื่นเต็มตาในทันที

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างหนาแน่น! ก้อนหินขนาดเล็กใหญ่ต่างทุ่มปาเข้ามาในอาราม ทั้งจากหน้าประตูและริมหน้าต่าง

เหล่าจอมยุทธ์ต่างยกกระบี่ขึ้นมาฟาดฟันปัดป้อง บ้างก็หลบซ่อนอยู่หลังเสาผนังที่แข็งแรง

มีเพียงลั่วเฉินที่ยังคงหลับตานั่งนิ่งอยู่หน้ากองไฟ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

"ท่านลั่ว! รีบหลบเร็ว!"

"โจรเถื่อนผู้นี้ลงน้ำหนักมือรุนแรงนัก หากถูกก้อนหินปาใส่ได้เป็นรูเลือดแน่!"

หญิงสาวแซ่เวยร้องเตือนด้วยความร้อนรน

"ขอบคุณ" ลั่วเฉินยิ้ม "มันปามาไม่ถึงข้าหรอก"

เมื่อเห็นว่ารอบกายของลั่วเฉินไม่มีเศษหินจริงๆ หญิงสาวแซ่เวยก็ไม่คิดจะเกลี้ยกล่อมสิ่งใดอีก

ที่หน้าประตู หลี่จื่อโจวพลันตะโกนลั่น "กลั้นหายใจ! เศษหินพวกนี้มียาสลบติดอยู่!"

เมื่อกล่าวจบ ทุกคนต่างก็รีบยกมือขึ้นปิดปากและจมูก!

ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็ตัดสินใจรอให้โจรเถื่อนปาก้อนหินจนหมด แล้วจึงพุ่งออกไปพร้อมกัน ระหว่างนี้ก็พยายามสูดหายใจให้น้อยที่สุด!

ผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมประหลาดในอารามก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น ทว่าก้อนหินที่พุ่งเข้ามาในอารามอย่างต่อเนื่องกลับไม่ลดน้อยลงเลย

หากไม่ใช่เพราะยามนี้ต้องปิดปากและจมูกไว้ พวกเขาคงเอ่ยถามประโยคหนึ่งไปแล้วว่า "หรือว่าโจรเถื่อนผู้นี้ไปขุดภูเขามาทั้งลูกกัน?"

"ท่านลั่ว! ปิดปากกับจมูกไว้สิ!"

"นี่... แค่กๆ~ หากสูดเข้าไปมากจะขยับตัวไม่ได้นะ!"

เพื่อเตือนลั่วเฉิน หญิงสาวแซ่เวยจึงเผลอสูดยาสลบเข้าไปคำโตและเริ่มไอออกมาไม่หยุด!

"เวยซวง!"

ชายหนุ่มผิวคล้ำส่งเสียงทุ้มต่ำ ขณะที่มองหญิงสาวแซ่เวยด้วยความกังวล ก็ยังถลึงตาใส่ลั่วเฉินด้วยความโกรธเกรี้ยว!

ฟู่~~~

ทันใดนั้นก็มีสายลมกรรโชกแรงพัดเข้ามาในอาราม กวาดเอากลิ่นหอมประหลาดที่เข้มข้นภายในอารามสลายหายไปจนหมดสิ้น

ตามติดด้วยก้อนหินที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็หยุดนิ่งลง! "สวรรค์ช่วยพวกเราแล้ว!"

"ลมเมื่อครู่พัดยาสลบไปหมดแล้ว!"

หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายเฮือก ชายหนุ่มผิวคล้ำก็หันไปมองหลี่จื่อโจว พลางกล่าวอย่างเร่งรีบ "พวกเราพุ่งออกไปกันเถอะ!"

หลี่จื่อโจวหันศีรษะมองออกไปนอกประตูอาราม เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "อาซวงสูดยาสลบเข้าไป ให้นางเฝ้าอยู่ในอาราม พวกเราสี่คนจะออกไป!"

"ไม่ได้!" หญิงสาวแซ่เวยหยัดกายลุกขึ้นยืน กวัดแกว่งคมกระบี่อย่างรวดเร็ว "ข้าไอเสร็จก็ไม่เป็นอะไรแล้ว! ออกไปพร้อมกันเถอะ!"

หลี่จื่อโจวที่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งนำออกไปจากอารามเป็นคนแรก "ข้าจะออกไปลุยเป็นแนวหน้าเอง!"

"บุก!"

ไม่นานนัก ด้านนอกอารามก็เกิดเสียงตะโกนและเสียงต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว!

ผ่านไปชั่วจิบชา จอมยุทธ์หนุ่มสาวทั้งห้าก็ถูกจับโยนเข้ามาในอารามร้างทีละคน!

บนร่างกายของพวกเขาต่างก็ได้รับบาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป!

"หืม?"

"ข้างในยังมีอีกคนงั้นรึ?"

เสียงเย็นเยียบแหบพร่าดังขึ้นพร้อมกับร่างสายหนึ่งที่ค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูอาราม

ผู้มาเยือนมีรูปร่างผอมบาง บนหน้าผากมีปานสีเขียวคล้ำขนาดเท่าไข่ไก่อยู่หนึ่งรอย

"นี่หลับไปแล้ว? หรือว่าตกใจจนเสียสติไปแล้ว?"

"ความตายมาเยือนถึงตัวแล้ว ยังจะมาแสร้งทำเป็นเก่งกาจอยู่อีกรึ?"

เมื่อเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าลั่วเฉินในระยะสามฉื่อ เสวี่ยอู๋เหินก็ปรายตามองจอมยุทธ์หนุ่มสาวหลายคนที่นอนหมอบกระแตอยู่บนพื้น พลางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ "พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันงั้นรึ?"

"ไม่ใช่! เขาแค่คนผ่านทางมาหลบฝนเท่านั้น!"

"ใช่! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา เขายังไม่ทันได้ลืมตาเห็นหน้าเจ้าด้วยซ้ำ ปล่อยเขาไปเถอะ!"

เวยซวงและหลี่จื่อโจวเอ่ยปากขึ้นตามลำดับ

"ปล่อยเขางั้นรึ?"

เสวี่ยอู๋เหินเหลือบมองลั่วเฉิน พลางแค่นหัวเราะเยาะ "บัณฑิต พวกเขาขอร้องแทนเจ้าแล้ว เจ้ามีสิ่งใดอยากจะกล่าวหรือไม่?"

ยามนี้ ลั่วเฉินพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นก็หยิบเชือกป่านม้วนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วโยนไปที่ปลายเท้าของเสวี่ยอู๋เหิน "เจ้ามาสายไปครึ่งชั่วยาม รีบมัดตัวเองแล้วตามข้ากลับไปที่ว่าการอำเภอซะ"

"เจ้าเสียสติไปแล้วรึ?"

เมื่อมองดูเชือกป่านที่อยู่ตรงปลายเท้า เสวี่ยอู๋เหินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เช่นเดียวกัน เหล่าจอมยุทธ์หนุ่มสาวที่โดนยาสลบไปก็ถึงกับทนดูไม่ได้

พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นคนที่แปลกประหลาดเช่นลั่วเฉินมาก่อน!

ถึงกับบอกให้โจรเถื่อนมัดตัวเองแล้วตามเขากลับไปที่ว่าการอำเภอเนี่ยนะ?

แล้วมันต่างอะไรกับการบอกให้คนอื่นเอามีดมาแทงตัวเองตายเล่า?

"เกิดอะไรขึ้น!"

"เจ้าใช้วิชาอาคมได้!"

เสวี่ยอู๋เหินร้องอุทานด้วยความตกใจ เพราะเขาพบว่ามือและเท้าของตนเองไม่ยอมฟังคำสั่ง มันหยิบเชือกป่านขึ้นมามัดตัวเองรอบแล้วรอบเล่า...

จบบทที่ บทที่ 10 มัดตัวเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว