- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 9 หมายจับ
บทที่ 9 หมายจับ
บทที่ 9 หมายจับ
หลังจากแยกทางกับซานจวิน ลั่วเฉินก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามเส้นทางหลวงต่อไป
ทิวทัศน์สองข้างทางงดงามยิ่งนัก ทำให้เขาชะลอฝีเท้าลงไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ เขาอาศัยความเชื่อมโยงทางเหตุและผลระหว่างตนกับซานจวินจนรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายฟื้นคืนสติ ทั้งยังกำลังมุ่งหน้ามาหา เขาจึงหาสถานที่รอคอยอีกฝ่าย และถือโอกาส "ทบทวน" วิถีเต๋าที่เคยหลอมรวมไปก่อนหน้านี้ด้วย
ดังคำกล่าวที่ว่าทบทวนสิ่งเก่าจึงเข้าใจสิ่งใหม่ การบรรลุเป็นเซียนซือเจี่ย เซียนมนุษย์ และเซียนบกซ้ำอีกครั้ง ทำให้ความตระหนักรู้ต่อวิถีแห่งเหตุและผลของเขายกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ประกอบกับบุปผาแห่งเหตุและผลของซานจวินได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขา ยิ่งทำให้การจับกระแสเหตุและผลของสรรพสิ่งในสายตาของเขาเด่นชัดมากยิ่งขึ้น......
นอกจากนี้ เขายังคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้อย่างกระจ่างแจ้ง
สาเหตุที่ตอนนี้เขายังไม่สามารถใช้พลังแห่งเหตุและผลหลอมรวมวิถีเต๋าได้นั้น เป็นเพราะสายใยแห่งเหตุและผลที่พัวพันอยู่บนตัวเขามีน้อยเกินไปจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งใจว่าจะวางวิถีนี้ไว้ก่อนชั่วคราว แล้วมุ่งหน้าเดินทางต่อไป เมื่อใดที่สะสมได้มากพอแล้วค่อยใช้มันหลอมรวมวิถีเต๋าก็ยังไม่สาย......
หลายวันต่อมา ลั่วเฉินเดินตามเส้นทางหลวงจนมาถึงอำเภอผิงเซียง
แม้ที่นี่จะเป็นเพียงเมืองระดับอำเภอ ทว่าบนเส้นทางหลวงนอกเมืองกลับมีผู้คนสัญจรไปมามากมาย ผู้คนและพ่อค้าแม่ค้าภายในเมืองก็ยิ่งมีไม่น้อย
เมื่อดูจากอาณาบริเวณแล้ว ก็นับว่าเป็นอำเภอที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง
ลั่วเฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าป้ายประกาศของทางการ
บนป้ายประกาศ ใต้ตัวอักษรสีชาดขนาดใหญ่คำว่า "หมายจับ" มีภาพวาดของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งปิดบังใบหน้า สิ่งเดียวที่พอจะใช้ระบุตัวตนได้ เกรงว่าคงจะเป็นปานสีเขียวคล้ำบนหน้าผากของคนผู้นั้น
ด้านข้างภาพวาดระบุข้อความไว้ว่า: มหาโจร 'เสวี่ยอู๋เหิน' ปล้นชิงทรัพย์ เด็ดบุปผา ฆ่าคน ล้วนก่อกรรมทำเข็ญสารพัด!
บัดนี้มหาโจรผู้นั้นได้หลบหนีมาถึงที่นี่ และยังได้ขโมยตราประทับของที่ว่าการอำเภอไปอีกด้วย
ผู้ใดที่สามารถจับกุมโจรเถื่อนผู้นี้ได้ จะได้รับรางวัลเป็นจวนในอำเภอผิงเซียงหนึ่งหลัง และตำลึงเงินยี่สิบตำลึง!
นอกจากนี้ ในประกาศยังระบุคำเตือนไว้เป็นพิเศษว่า คนผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจ อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการใช้ยาสลบ หากไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้ ห้ามปะทะด้วยกำลังตรงๆ โดยเด็ดขาด ให้รีบแจ้งทางการก็พอ
ลั่วเฉินที่กำลังคิดจะหาที่พักผ่อนทอดสายตามองป้ายประกาศ เขาจึงตั้งใจว่าจะแวะไปที่ว่าการอำเภอสักรอบ รับป้ายคำสั่งมาเสียก่อน แล้วค่อยไปจับคน
ทว่าตอนที่เขาเพิ่งจะก้าวเท้าจากไป ก็เห็นนักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังฉีกยิ้มประจบประแจงมองมาที่เขา "คุณชาย ท่านนี้ ข้าน้อยเชี่ยวชาญวิชาทำนายทายทัก เห็นคุณชายยืนเหม่อมองประกาศนี้อยู่นาน คิดว่าคงมีใจอยากจับกุมโจรเถื่อนกระมัง"
"โจรเถื่อนผู้นี้ดุร้ายยิ่งนัก การไปครั้งนี้ย่อมมีอันตราย มิสู้ให้ปินเต้าช่วยตรวจดวงชะตาให้ท่านสักหน่อย ว่าควรหลีกหนีเคราะห์ภัยเช่นไร หรือจะให้ตรวจดูสถานที่ซ่อนตัวคร่าวๆ ของโจรผู้นั้นดีหรือไม่?"
ลั่วเฉินยิ้มพลางส่ายหน้า "ไม่ต้องลำบากหรอก"
"ไอ้หยาๆๆ!" นักพรตวัยกลางคนรีบกางแขนขวางทางลั่วเฉินไว้ พลางกล่าวอย่างร้อนรนว่า "คุณชายอย่าเพิ่งมองว่าข้าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหลอกลวงชาวบ้านสิขอรับ!"
"ข้ามีฝีมือจริงๆ นะ"
"เมื่อหลายวันก่อน มีจอมยุทธ์หนุ่มสาวห้าคนมายืนดูป้ายประกาศที่นี่ พวกเขาให้ข้าช่วยตรวจดูเบาะแสของโจร ผลปรากฏว่าพอทำนายเสร็จ วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็บังเอิญเจอโจรผู้นั้นเข้าจริงๆ"
"น่าเสียดายที่โจรผู้นั้นมีฝีมือไม่เบา เลยปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ ซ้ำยังเกือบทำให้จอมยุทธ์หนุ่มสาวเหล่านั้นพลาดท่าเสียด้วย"
"หากท่านไม่ยอมให้ข้าทำนายให้ นอกจากจะล้าหลังคนอื่นแล้ว ยังอาจจะตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัวเอานะขอรับ!"
ลั่วเฉินยิ้มตอบ "ข้าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว นักพรตแน่ใจหรือว่าจะยังอยากทำนายให้ข้าอีก?"
"ไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียว?" นักพรตวัยกลางคนหน้าตึงไปในทันที
ในชั่วจังหวะที่เขากำลังชะงักงันอยู่นั้น ลั่วเฉินก็เดินเบี่ยงตัวหลบและจากไปเสียแล้ว
"เอ่อ~ คุณชาย! โจรนั่นไม่ได้มีดีแค่วรยุทธ์นะขอรับ หากเจอเข้าจริงๆ อย่าได้ปะทะด้วยกำลังเด็ดขาด..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วเฉินก็หยุดเดินแล้วหันกลับมาประสานมือ "ขอบคุณที่ตักเตือน"
"เฮ้อ~ ข้านี่มันใจดีเกินไปจริงๆ เขาแต่งตัวดูดีออกปานนั้น จะไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียวได้อย่างไรกัน?"
นักพรตวัยกลางคนเดินกลับมานั่งขัดสมาธิที่แผงทำนายทายทักของตนเอง หยิบกระดองเต่าขึ้นมาใส่เหรียญทองแดงสามเหรียญลงไป แล้วเริ่มเขย่า "คุณชายผู้นี้โหงวเฮ้งไม่เลวเลย มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรกันแน่นะ?"
แกรก!
เสียงแตกร้าวละเอียดอ่อนดังขึ้น นักพรตวัยกลางคนที่กำลังหรี่ตาก้มมองกระดองเต่าในมือ
พลันพบว่ากระดองเต่านั้นเริ่มปริแตกด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!
"กระดองเต่า เหรียญทองแดง แหลกสลายไปพร้อมกันหมดเลย!"
เมื่อมองดูผุยผงในมือ นักพรตวัยกลางคนก็ตกใจจนมือไม้สั่น รีบประสานมือคำนับไปทางทิศที่ลั่วเฉินจากไปอย่างรวดเร็ว "ปินเต้ามีตาหามีแววไม่! บังอาจทำนายชะตาของท่าน!"
"โปรดอย่าถือสา! โปรดอย่าถือสา!"
......
ค่ำคืนนั้น แสงจันทร์สว่างผลุบๆ โผล่ๆ ภายใต้การบดบังของเมฆทะมึน มีหยาดฝนร่วงหล่นลงมาประปราย
ภายในอารามร้างที่ห่างจากตัวอำเภอผิงเซียงออกไปสองลี้ ลั่วเฉินก่อกองไฟขึ้นในอาราม เฝ้ารอให้มหาโจร 'มาติดกับ' อย่างเงียบๆ
"มีแสงไฟ!"
"กล้าหาญนัก! ถึงกับกล้ามาดักรอพวกเราล่วงหน้าเชียวหรือ!"
"บุกเข้าไป!"
เสียงตะโกน เสียงฝีเท้า และเสียงชักศาสตราวุธออกจากฝักดังประสานกันขึ้นมาในทันที
ลั่วเฉินที่กำลังหลับตาเดินลมปราณลืมตามองตามเสียง ก็เห็นว่าเบื้องหน้ามีจอมยุทธ์หนุ่มสาวในชุดรัดกุมถือดาบและกระบี่ปรากฏตัวขึ้นห้าคน
มือกระบี่ชุดขาวผู้หนึ่งถือกระบี่ก้าวไปข้างหน้า จ้องมองลั่วเฉินด้วยสายตาระแวดระวัง "เจ้าคือเสวี่ยอู๋เหินใช่หรือไม่?"
เมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด ลั่วเฉินจึงหยิบ 'ป้ายคำสั่งจับโจร' ที่ทางการออกให้ออกมา พลางยิ้มกล่าว "ข้าก็มาจับโจรเช่นเดียวกัน"
เมื่อเห็นป้ายคำสั่งนั้น มือกระบี่ชุดขาวก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บกระบี่และประสานมือ "ข้าน้อยมีนามว่า หลี่จื่อโจว เมื่อครู่คิดว่าท่านคือโจรชั่วผู้นั้นจึงชักกระบี่หันปลายเข้าใส่"
"ที่ล่วงเกินไปเมื่อครู่ หวังว่าท่านจะไม่ถือสา"
"ไม่เป็นไรหรอก" ลั่วเฉินยิ้ม "เข้ามานั่งคุยกันด้านในเถิด ข้างนอกฝนเริ่มโปรยปรายลงมาแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งห้าคนก็มองหน้ากัน ก่อนจะกล่าวขอบคุณลั่วเฉินพร้อมกัน แล้วพากันมานั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ด้านหนึ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มือกระบี่ชุดขาวก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน "คุณชายลั่ว ท่านก็ได้รับสาส์นท้าทายของเสวี่ยอู๋เหิน จึงมาที่อารามร้างแห่งนี้เช่นกันหรือ?"
"สาส์นท้าทาย?" ลั่วเฉินส่ายหน้า "ข้าทำนายไว้ว่าเขาจะมาที่นี่ จึงมารอเขาก็เท่านั้น"
"ทำนายหรือ? ทำนายทายทักจับยามสามตาเช่นนั้นน่ะหรือ?"
หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลั่วเฉินพยักหน้ารับ "ถูกต้อง"
"ตอนที่พวกเราเห็นป้ายประกาศ ก็ให้ท่านนักพรตผู้หนึ่งช่วยทำนายให้เช่นกัน เขาก็ทำให้ข้าบังเอิญเจอเสวี่ยอู๋เหินเข้าจริงๆ ด้วย"
"น่าเสียดายที่โจรนั่นปลิ้นปล้อนนัก ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ไม่พอ ยังทำให้พี่เฉิงบาดเจ็บอีกด้วย!"
เมื่อมองไปตามทิศทางที่หญิงสาวชี้ ก็เห็นชายหนุ่มผิวคล้ำผู้หนึ่ง ที่แขนพันผ้าพันแผลซึ่งมีเลือดซึมออกมา
ลั่วเฉินเอ่ยถาม "แล้วสาส์นท้าทายที่ว่านั่นคือสิ่งใดหรือ?"
"เมื่อเช้าตรู่วานนี้ มีคนจ้างวานให้ขอทานส่งสาส์นท้าประลองมาให้พวกเรา ท้าให้พวกเรามาตัดสินแพ้ชนะกันที่อารามร้างนอกเมืองแห่งนี้"
"นามที่ลงท้ายก็คือเสวี่ยอู๋เหิน"
"อีกทั้งมันยังบอกด้วยว่า ตราบใดที่พวกเราไม่ไปแจ้งทางการ มันก็จะไม่หนีเด็ดขาด"
"เมื่อครู่พวกเราถึงได้เข้าใจผิดคิดว่าท่านคือเสวี่ยอู๋เหินอย่างไรเล่า"
ลั่วเฉินพยักหน้า "โจรผู้นั้นคงจะเชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉมกระมัง"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านรู้ได้อย่างไร?"
ลั่วเฉินยิ้มพลางกล่าวว่า "หน้าผากของข้าไม่มีปานสีเขียวคล้ำ ทว่าพวกเจ้ากลับยังคิดว่าข้าคือเสวี่ยอู๋เหิน เช่นนั้นย่อมพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายเชี่ยวชาญการแปลงโฉม"
"มีเหตุผลแฮะ......"
สิ้นเสียงของหญิงสาว ก็พลันมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นมาจากด้านนอกอาราม ตามมาด้วยพายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
"ฝนตกหนักปานนี้ เจ้านั่นคงไม่มาแล้วกระมัง?"
"ข้ารู้สึกว่ามันคงแค่ปั่นหัวพวกเราเล่นเท่านั้น หากมันจัดการพวกเราได้จริงๆ คราวก่อนก็คงไม่วิ่งหนีหางจุกตูดเช่นนั้นหรอก"
"ตั้งสติให้ดี" หลี่จื่อโจวชักกระบี่ยาวออกจากฝัก กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "โจรชั่วอาจจะอาศัยจังหวะที่ฝนตกหนักลอบเข้ามาจู่โจมพวกเราในอารามก็เป็นได้......"
ชิ้ง! ชิ้ง!
ทุกคนพากันชักดาบและกระบี่ออกจากฝัก จ้องมองไปยังความมืดมิดรอบด้านด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ลั่วเฉินจึงเอ่ยปากขึ้น "ยามนี้ยังไม่ต้องตื่นตระหนกไป หากไม่มีอะไรผิดพลาด มันจะมาถึงในช่วงยามจื่อ......"