- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 7 เพียงเรื่องเล็กน้อย
บทที่ 7 เพียงเรื่องเล็กน้อย
บทที่ 7 เพียงเรื่องเล็กน้อย
สุราชั้นยอดไหลล่วงลงคอ เรื่องราวในอดีตก็พรั่งพรูขึ้นมาในจิตใจตามไปด้วย
เมิ่งจิ่วที่เมามายหันมองซ้ายขวา จากนั้นก็ก้มหน้ามองชามสุราอีกครั้ง
น้ำสุราราวกับกระจกเงา สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ผ่านความยากลำบากมาอย่างโชกโชน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมิ่งจิ่วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ดูเหมือนจะมีเพียงข้าที่เปลี่ยนไป..."
ลั่วเฉินยิ้มและไม่ได้กล่าวต่อบทสนทนา เพียงแค่ชนจอกร่ำสุรากับเขาต่อไป
รอจนสุราหมดไห เมิ่งจิ่วก็นั่งทรงตัวไม่อยู่จนลงไปนอนกับพื้น เขาเริ่มเปิดฉากพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสิบสามปีที่ผ่านมาให้ลั่วเฉินฟัง...
ปีนั้น หลังจากเขามอบสุราให้ลั่วเฉินแล้ว ก็กลับบ้านไปหมั้นหมายแต่งงาน
หลังแต่งงาน เพื่อไม่ให้สามีภรรยาต้องใช้ชีวิตแบบพบกันน้อยจากกันมาก เขาจึงใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปีเปิดร้านขายผ้า
ทว่า ร้านขายผ้าเปิดมาได้ไม่ถึงสองปี เห็นอยู่หลัดๆ ว่าใกล้จะคืนทุนแล้ว แต่กองเพลิงสายหนึ่งกลับแผดเผาทุกสิ่งจนมลายสิ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาต้องแบกรับหนี้สินล้นพ้นตัว!
นอกจากบ้านไม้เก่าๆ หนึ่งหลัง เขาก็ขายทรัพย์สินไปจนหมดเกลี้ยง ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจถมช่องโหว่ใหญ่นั้นได้เต็ม
เจ้าหนี้มาทวงหนี้ทุกวี่ทุกวัน ด้วยความไม่อาจทนเห็นภรรยาและบุตรสาวต้องถูกรังควาน เขาจึงดึงดันขอหย่าขาดกับภรรยา แล้วส่งพวกนางกลับไปอยู่บ้านเดิม
นับแต่นั้นมา เขาที่เหลือตัวคนเดียวก็ไปรับจ้างใช้แรงงานที่ท่าเรือเพื่อใช้หนี้ ทำมาเช่นนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ ท่าเรือถูกน้ำท่วมจนพังทลาย ไม่มีงานให้ทำที่ท่าเรืออีก เขาจึงออกมาเป็นคนรับจ้างแบกหาม...
งานในเที่ยวนี้คือการส่งชา ชาสามร้อยจิน เดินทางแปดร้อยลี้ ได้เงินหนึ่งตำลึง...
"ตอนนี้เจ้ายังติดหนี้อยู่อีกเท่าใด?"
"ส่งเที่ยวนี้เสร็จ ก็ยังติดค้างอยู่อีกร้อยตำลึง"
"สภาพร่างกายของเจ้า คงทนส่งของอีกเป็นร้อยเที่ยวไม่ไหวแล้ว"
"ส่งได้กี่เที่ยวก็ส่งไปเถิด ข้าเตรียมใจที่จะตายอยู่บนหนทางชดใช้หนี้มาตั้งนานแล้ว..."
"ไม่เคยคิดจะหนีหรือ?"
"จะหนีไปทำไมเล่า เงินของเจ้าหนี้ก็ไม่ใช่ว่าได้มาเปล่าๆ ตราบใดที่ข้ายังขยับตัวไหว ก็ต้องชดใช้"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลั่วเฉินก็ยกชามสุราขึ้น ยิ้มพลางกล่าว "ชามสุดท้ายแล้ว หมดจอก"
"ตกลง!"
เมิ่งจิ่วพยุงตัวลุกขึ้น ชนจอกกับลั่วเฉิน จากนั้นก็ดื่มรวดเดียวจนหมด
"สะใจนัก!"
"นายท่าน ข้าจะบอกท่านให้นะ..."
เมื่อเมิ่งจิ่วเห็นลั่วเฉินหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ของตนขึ้นมา เสียงพูดก็พลันหยุดชะงัก
"นายท่าน ท่านจะไปทำอันใดหรือ?"
ลั่วเฉินใช้มือข้างหนึ่งหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ ยิ้มกล่าว "ฝนหยุดแล้ว จะไปส่งสินค้าเป็นเพื่อนเจ้าสักเที่ยว"
"อะไรนะ?" เมิ่งจิ่วลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล รีบเดินไปหาลั่วเฉิน "นายท่าน อย่าเลยขอรับ! ข้าจัดการเองได้!!"
ทว่าลั่วเฉินกลับไม่เอ่ยคำ เพียงแต่หิ้วตะกร้าไม้ไผ่นั้นเดินขึ้นไปบนถนนหลวง
"นายท่าน! ท่านใช้สองมือถือเถิด! เดี๋ยวจะบาดเจ็บเอาได้นะขอรับ!"
"นายท่าน! ท่านเดินช้าหน่อย~ ข้าตามท่านไม่ทันแล้ว!"
"นายท่าน! พวกเราเหมือนจะเดินไปผิดทางนะขอรับ..."
......
"ท่านพ่อ อย่ามัวแต่นอนสิ ตื่นมาเล่นกับเสี่ยวหมิ่นเถิด~"
"เสี่ยวหมิ่น รีบมานี่ อย่ารบกวนท่านพ่อของเจ้า!"
ในห้วงความฝัน เมิ่งจิ่วได้ยินเสียงของภรรยาและบุตรสาว จึงตื่นขึ้นมาอย่างลืมตัว
พอเบิกตาขึ้น เขาก็เห็นบุตรสาวของตนนอนฟุบอยู่ข้างเตียง ใช้ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองเขาอยู่
"อา~ ท่านพ่อตื่นแล้ว!"
เด็กหญิงวัยสิบกว่าขวบส่ายศีรษะด้วยความดีใจ เปียเล็กๆ ที่มัดไว้ก็แกว่งไกวตามไปด้วย
"ดูเจ้าสิ! ทำท่านพ่อตื่นจนได้!"
สตรีร่างผอมบางสวมผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามา นางหยิกแก้มเด็กหญิงเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเมิ่งจิ่ว ยิ้มพลางกล่าว "ท่านพี่ ยังจะนอนต่อหรือไม่?"
"เอ่อ..."
เมิ่งจิ่วที่ยังมีอาการมึนงงขยี้ตา "ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
"อ้อ~ มีนายท่านชุดเขียวผู้หนึ่งมาส่งท่านน่ะ"
"เขาบอกว่าท่านดื่มสุราแล้วยังไปส่งของอีก เลยเหนื่อยล้ากะทันหัน อาจจะต้องนอนพักผ่อนให้มากหน่อย"
สตรีผู้นั้นกล่าวจบ ก็เห็นเมิ่งจิ่วเด้งตัวลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที
เขาสวมรองเท้า บีบมือภรรยาและบุตรสาว จากนั้นก็วิ่งไปลูบคลำตรงนู้น มองสำรวจตรงนี้
"ท่านพี่ ท่านเป็นอันใดไปหรือ?"
"ไม่ใช่ความฝัน!" เมิ่งจิ่วเดินมาตรงหน้าภรรยา กลืนน้ำลายอึกใหญ่ "น้องหญิง ที่นี่คือบ้านพ่อตาข้าจริงๆ!"
"ใช่สิ ท่านก็เคยมาพักแล้วมิใช่หรือ"
"ท่านเป็นอะไรไปเนี่ย?"
ระหว่างที่พูด นางก็ยื่นมือไปแตะหน้าผากของเมิ่งจิ่ว "ก็ไม่ได้มีไข้นี่นา"
"ท่านลั่ว! ท่านลั่วจากไปนานเท่าใดแล้ว?" เมิ่งจิ่วคว้ามือภรรยาหมับ สีหน้าดูร้อนรนยิ่งนัก
"ก็สองชั่วยามแล้วกระมัง" นางตบหลังมือเมิ่งจิ่วเบาๆ แล้วเอ่ยถาม "ท่านเป็นอันใดไปหรือ?"
เมิ่งจิ่วกดมือลง ลูบคลำตรงหน้าอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงถุงเงินใบหนึ่งออกมายัดใส่มือภรรยา
พอรู้สึกว่าในมือหนักอึ้ง นางก็ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเปิดถุงเงินดูแวบหนึ่งก็รีบมัดปากถุงทันที
"ท่านพี่! ไปเอาเงินมากมายปานนี้มาจากที่ใดหรือ!"
เมิ่งจิ่วยิ้มขื่นพลางกล่าว "หากข้าบอกว่านี่คือเงินที่หาได้จากการส่งใบชาในวันนี้ เจ้าจะเชื่อหรือไม่?"
"เหลวไหล" นางส่ายหน้า "ท่านออกไปเพิ่งจะเท่าใดกัน เกรงว่าคงยังส่งของไม่สำเร็จสักเที่ยวด้วยซ้ำ"
"ท่านพี่ ท่านบอกความจริงข้ามาเถิด เงินนี่ได้มาอย่างไรกันแน่?"
"ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องไม่เชื่อ" เมิ่งจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "เจ้าฟังข้าเล่านะ..."
ในความทรงจำของเมิ่งจิ่ว เขาที่ดื่มสุราเข้าไป แม้แต่ทางก็ยังเดินไม่ตรง อย่าว่าแต่จะไปส่งของเลย
แต่ทว่า ลั่วเฉินกลับดึงดันจะไปส่งของเป็นเพื่อนเขาให้ได้ ซ้ำยังใช้มือข้างเดียวหิ้วสินค้าหนักสามร้อยจินเดินฉิวไปอย่างรวดเร็ว
แรกเริ่มเขาวิ่งตามไปได้ไม่กี่ก้าว แต่พอพบว่าอย่างไรก็ตามไม่ทัน เขาจึงทำได้เพียงเดินตามหลังอีกฝ่ายไป
เดินไปเดินมา ไม่ทันไรก็กลับมาถึงเขาปลูกชา และตามหานายจ้างจนพบ
ในเวลานั้น เมิ่งจิ่วมึนงงจนทนไม่ไหวแล้ว เขารู้เพียงว่าลั่วเฉินบอกกับพ่อค้าชาว่าจะส่งสินค้าสามหมื่นจิน
ตอนแรกพ่อค้าชาคิดว่าพวกเขามาก่อกวน
ผลปรากฏว่าเมื่อเห็นลั่วเฉินเอาแต่บรรจุของลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้นอย่างไม่หยุดหย่อน
และเมื่อบรรจุสินค้าในคลังทั้งหมดลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ที่สูงกว่าครึ่งตัวคนใบนั้นได้ พ่อค้าชาก็ถึงกับพูดไม่ออกทันที
จนท้ายที่สุดแล้ว พ่อค้าชาถึงขั้นไม่เก็บเงินมัดจำ แล้วปล่อยให้พวกเขานำตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้นพร้อมกับสินค้าสามหมื่นจินจากไปดื้อๆ เลย!
ต่อมา เมิ่งจิ่วเป็นคนสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้น ทว่าเขากลับไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันแม้แต่น้อย เวลาเดินก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด
แต่ในตอนนั้นเขากำลังสะลึมสะลือ จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
เดินพูดคุยหัวเราะกับลั่วเฉินมาตลอดทางจนถึงจุดหมาย!
หลังจากนั้น ก็เป็นการส่งมอบสินค้าและจ่ายเงินจนเสร็จสิ้น
สำหรับเรื่องราวหลังจากที่ลั่วเฉินยัดเงินใส่อกเสื้อของเขา เมิ่งจิ่วก็จำไม่ได้แล้ว...
"นายท่านชุดเขียวผู้นั้น ก็คือนายท่านที่ท่านเคยบอกข้าว่าพบกันตอนหลบฝนใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว! เขาเลยล่ะ!"
"ท่านพี่ ท่านคงได้พบกับเซียนเข้าแล้วกระมัง!"
"นั่นสิ! ข้าก็ว่าอยู่ว่าเหตุใดท่านลั่วถึงไม่แก่ลงเลยสักนิด ทั้งที่เวลาผ่านไปถึงยี่สิบปีแล้ว!"
"จริงสิ! ท่านลั่วทิ้งจดหมายน้อยไว้ให้ท่านด้วยนี่นา!"
"เร็วเข้า! เอามาให้ข้าดูที!"
เมื่อภรรยาล้วงกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากแขนเสื้อ เมิ่งจิ่วก็รีบคว้าไปทันที เมื่อคลี่ออก ตัวอักษรตัวใหญ่สี่ตัว 'เพียงเรื่องเล็กน้อย' ก็ประจักษ์แก่สายตา!
"เพียงเรื่องเล็กน้อย"
"ท่านพ่อ คำนี้ข้ารู้จัก หมายความว่าเมื่อพบเจอเรื่องที่พอจะช่วยได้ ก็ให้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
เด็กหญิงตัวน้อยที่ชะโงกหน้าเข้ามา เอ่ยถามพลางมองบิดามารดา
เมื่อได้ยิน สามีภรรยาตระกูลเมิ่งก็มองหน้ากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็ร่วมกันอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
เมิ่งจิ่วกล่าวว่า "เสี่ยวหมิ่นฉลาดจริงๆ แล้วถ้ามีคนช่วยเหลือพวกเรา พวกเราสมควรทำเช่นไรเล่า?"
เด็กน้อยยิ้มตอบ "ต้องขอบคุณ ขอบคุณท่านลั่วเจ้าค่ะ"
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นท่านลั่ว?" ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
"ฮิฮิ~" เด็กน้อยยิ้มซุกซน "เมื่อครู่ข้าได้ยินมานี่นา!"
"ดี! เช่นนั้นพวกเรามาขอบคุณท่านลั่วพร้อมกันเถิด" ทั้งสองกล่าว
"อื้อ!"
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างแรง
จากนั้นครอบครัวสามพ่อแม่ลูกก็ประสานเสียงกล่าวพร้อมกันว่า "ขอบคุณท่านลั่วที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเรา!"