- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์บรรลุเป็นเซียนอีกแล้ววววว
- บทที่ 6 ร่วมดื่ม
บทที่ 6 ร่วมดื่ม
บทที่ 6 ร่วมดื่ม
"หายแล้ว! หายดีแล้วจริงๆ!"
เมิ่งจิ่วกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "นายท่าน! ท่านเป็นหมอเทวดาตัวจริงเลยนะขอรับ!"
"ขาของข้าข้างนี้กินยามาก็ไม่น้อย หาหมอมาก็มาก พวกเขาล้วนบอกว่าหมดทางรักษาแล้ว!"
"ท่านเพียงจัดแจงให้ไม่กี่ทีก็หายแล้ว!"
พูดถึงตรงนี้ เมิ่งจิ่วก็รีบล้วงถุงเงินออกจากสาบเสื้อตรงหน้าอก "นายท่าน ท่านดูค่ารักษาพวกนี้..."
"ทั้งหมดนี่มอบให้ท่าน!"
"ไม่รับเงินหรอก" ลั่วเฉินยิ้มพลางดันถุงเงินกลับไป "เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"
"เช่นนี้ไม่ได้หรอก!" เมิ่งจิ่วรีบร้อนส่งถุงเงินให้อีกครั้ง "นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เป็นเพราะท่านมีฝีมือลึกล้ำ ถึงได้รักษาข้าให้หายขาดได้ในคราวเดียว"
"ข้ายังรู้สึกว่าเงินแค่นี้ไม่พอเสียด้วยซ้ำ!"
ลั่วเฉินส่ายหน้า "ออกเดินทางไกล สามารถช่วยสิ่งใดได้ก็ช่วยกันไป เมื่อก่อนเจ้ากลัวข้าจะหนาว จึงมอบเสื้อคลุมขนสัตว์หนาให้ข้าตัวหนึ่ง มาบัดนี้ข้าช่วยรักษาขาให้เจ้า เหตุและผลหมุนเวียน ย่อมลงตัวพอดี"
"หากเจ้าดึงดันจะให้ข้ารับเงินให้ได้ เช่นนั้นข้าก็คงต้องคืนเสื้อคลุมขนสัตว์หนาตัวนั้นให้แก่เจ้าแล้วกระมัง?"
"นี่... นี่..." เมิ่งจิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเก็บถุงเงินเข้าที่เดิม ประสานมือคารวะพลางเอ่ย "ในเมื่อนายท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ดื้อดึงแล้ว"
"สหายเช่นท่าน ข้าขอคบหาด้วยแน่นอน!"
เมื่อได้ยิน ลั่วเฉินก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "ไม่ใช่ว่าเป็นมาตั้งนานแล้วหรือ?"
"เอ่อ..." เมิ่งจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะลั่น "ไม่ผิด! พวกเราเป็นสหายกันมาตั้งนานแล้ว!"
"เมิ่งจิ่ว~~~ รีบกลับมา~~~"
แต่ไกลออกไป มีคนในขบวนรถม้าพ่อค้าเร่ตะโกนเรียกมาทางศาลา
เมิ่งจิ่วตะโกนตอบ "เอ้อ" สุดเสียง แล้วหันไปมองลั่วเฉิน
ฝ่ายหลังยิ้มและพยักหน้าให้ "ไปเถอะ"
"ขอรับ!" เมิ่งจิ่วพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะถามต่อ "นายท่าน ท่านจะยังอยู่ที่นี่อีกหรือไม่?"
ลั่วเฉินกล่าว "ยังจะอยู่อีกระยะหนึ่ง"
เมิ่งจิ่วถามอีก "จะไปเมื่อใด?"
ลั่วเฉินกล่าว "ไม่แน่ใจ"
"ตกลง" เมิ่งจิ่วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะกล่าว "เช่นนั้นข้าขอตัวไปก่อน ไว้พบกันใหม่นะนายท่าน!"
"ไว้พบกันใหม่"
......
ฤดูใบไม้ร่วงปีถัดมา ลมเหนือพัดโชยหนาวเหน็บ!
เถาวัลย์แห้งบนศาลาแกว่งไกวตามสายลม เบื้องหน้ามองเห็นแต่สีแดงฉานของใบเฟิง
"ย่าห์!"
เสียงกีบม้าดังขึ้นฉับพลัน รถม้าคันหนึ่งควบตะบึงมาจากที่ไกลๆ ล้อรถบดทับกรวดหินส่งเสียงกุกกักดังลั่น
ลั่วเฉินที่กำลังชมแสงสนธยาและสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงอยู่หน้าศาลามองตามเสียงไป ก็เห็นเมิ่งจิ่วผู้นั้นกำลังโบกมือตะโกนเรียกตน "ท่านลั่ว! ท่านตื่นอยู่หรือ!"
"ตื่นอยู่~"
"ดีเลย~ ท่านทำอันใดอยู่~"
"ชมฤดูใบไม้ร่วง~"
ทั้งสองตะโกนพูดคุยกันทั้งที่อยู่ห่างกันไกลลิบ ทำให้ผู้สัญจรคนอื่นๆ บนถนนหลวงต่างหันมามองอยู่บ่อยครั้ง
ไม่นาน รถม้าที่ควบตะบึงมาก็หยุดลงอย่างกะทันหันหน้าถนนหลวง เมิ่งจิ่วพลิกตัวลงจากม้า อุ้มไหสุราสองใบจากแผ่นกระดานรถม้าเข้าไปวางในศาลา
"นายท่าน สุรานี่รสชาติดีนัก ท่านลองชิมดู"
"จริงสิ ข้าอ้อมทางมาที่นี่ กำลังรีบกลับไปส่งสินค้า ท่านค่อยๆ ดื่มนะ ไว้คราวหน้าค่อยคุยกัน!"
ระหว่างที่พูด เมิ่งจิ่วก็พลิกตัวขึ้นม้า บังคับม้าให้หันหลังกลับ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรีบร้อนจริงๆ ลั่วเฉินก็เพียงแต่ยิ้มแล้วกล่าวว่า "บังคับรถม้าให้ช้าหน่อย ไว้พบกันใหม่"
"ขอรับ! ไปแล้วนะ! ไว้พบกันใหม่นายท่าน!"
"ย่าห์!"
ลั่วเฉินมองส่งเมิ่งจิ่วจากไปไกล แล้วจึงกลับเข้าไปในศาลา ดึงจุกปิดไหสุราออก ดมกลิ่นหอมของสุรา "กลิ่นหอมเตะจมูก สุราชั้นยอดเช่นนี้ จำเป็นต้องมีคนร่วมดื่ม รอลิ้มรสพร้อมกับพี่เมิ่งดีกว่า"
สิ้นคำ ลั่วเฉินก็พลันรู้สึกร้อนผ่าวที่ระหว่างคิ้ว เมื่อสำรวจภายในก็พบว่า ดอกไม้แห่งเหตุและผลที่กำลังตูมเต่งอยู่ในวิญญาณต้นกำเนิดได้เติบโตขึ้นเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงทำความเข้าใจวิถีแห่งเหตุและผลนี้ต่อไป...
......
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ดูคล้ายฝนกำลังจะตก
บนถนนหลวง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ หนวดเคราเฟิ้มผู้หนึ่ง กำลังแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่สูงเลยหัวขึ้นไปสามฉื่อ เดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
ในมือของเขาถือไม้ค้ำยันรูปตัวที ทุกย่างก้าวที่เดิน ไม้ค้ำยันรูปตัวทีจะปักลงบนถนนดิน ส่งเสียง "ปึก" ทึบๆ ฟังดูคล้ายกับเสียงเคาะปลาไม้อยู่บ้าง
เมื่อเดินมาถึงหน้าศาลาแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนก็หยุดฝีเท้า นัยน์ตาขุ่นมัวมองไปยังศาลาอันว่างเปล่า
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในศาลา มองซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง พึมพำกับตนเอง "นายท่านจากไปแล้วสินะ แต่ก็สมควรอยู่หรอก ตั้งสิบสามปีแล้ว..."
"ข้าเองก็ควรไปแล้ว..."
ชายวัยกลางคนเพิ่งจะหมุนตัว ก็พลันรู้สึกว่าบ่าเบาหวิว!
วินาทีต่อมา ตะกร้าไม้ไผ่ก็หล่นกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งเสียงดังทึบ
คล้ายกับเคยชินที่เชือกสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขาดเสียแล้ว ชายวัยกลางคนเพียงแค่นั่งยองๆ ด้วยสีหน้าด้านชา ยื่นมือออกไปผูกเชือก
ทว่า มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านทั้งสองข้างของเขากลับสั่นเทาไม่หยุด ทั้งที่เป็นเพียงเงื่อนตายผูกง่ายๆ เขากลับผูกไม่สำเร็จเสียที
หลังจากพยายามอยู่พักหนึ่ง ชายวัยกลางคนก็พลันสะบัดเชือกป่านในมือทิ้ง กำปั้นทุบลงบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปากก็พ่นคำด่าทอด้วยความโกรธแค้น "มารดามันเถอะ! มารดามันเถอะ!"
"เป็นอะไรไป ศาลานี้ไปล่วงเกินเจ้าหรือ?"
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังของชายวัยกลางคน เขาหันกลับไปมองด้วยความตกตะลึง พูดตะกุกตะกัก "ลั่ว! ลั่ว! ท่านลั่ว!"
"พี่เมิ่ง ไม่พบกันเสียนาน" ลั่วเฉินก้าวเข้ามาในศาลา นั่งยองๆ แล้วผูกเชือกสะพายตะกร้าไม้ไผ่ให้แน่นอีกครั้งพลางยิ้ม "ผูกเสร็จแล้ว"
เอื้อก!
เมิ่งจิ่วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "นายท่าน เหตุใดท่านถึงยังดูหนุ่มแน่นเช่นนี้เล่า!"
ลั่วเฉินนั่งขัดสมาธิลง ยิ้มกล่าว "ผู้ฝึกตน ดูแล้วย่อมหนุ่มกว่าวัยสักหน่อย"
"อ้อ..." เมิ่งจิ่วพยักหน้าอย่างทื่อมะลื่อ เมื่อเห็นชายเสื้อคลุมชุดเขียวอันสะอาดสะอ้านของลั่วเฉินเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เขาก็รีบร้อนกล่าว "นายท่าน! ท่านรีบลุกขึ้นเถิด ข้าทำศาลาสกปรกแล้ว ข้าจะเช็ดให้ท่านค่อยนั่งใหม่!"
ระหว่างที่พูด เมิ่งจิ่วก็ใช้ฝ่ามือต่างไม้กวาด กวาดเศษดินในศาลา
"พอเถอะ ต่อให้เจ้าไม่มา ศาลานี้ก็มีฝุ่นดินและใบไม้ร่วงอยู่ดี" ลั่วเฉินยกมือขึ้นห้ามการกระทำของเมิ่งจิ่ว กล่าวต่อ "ไฉนไม่ได้พบกันหลายปี ถึงได้กลายเป็นคนมากพิธีเช่นนี้ไปได้"
"เอ่อ..." เมิ่งจิ่วเผยรอยยิ้มขื่นออกมาเล็กน้อย มือที่กำลังทำความสะอาดหยุดชะงัก พลันรู้สึกอึดอัดและวางตัวไม่ถูกอย่างยิ่งเมื่อต้องนั่งเผชิญหน้ากับลั่วเฉิน
เกาหูเกาแก้มอยู่นาน เขาก็เค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "นายท่าน เหตุใดท่านถึงยังไม่ไปอีก?"
เมื่อตระหนักได้ว่าคำพูดของตนฟังดูแปลกๆ เขาก็รีบพูดต่อ "ไม่ใช่ๆ ความหมายของข้าคือ นายท่านเหตุใดท่านถึงยังอยู่ที่นี่อีก?"
"เอ๊ะ ก็ไม่ใช่อีก..."
มองดูเมิ่งจิ่วที่เริ่มพูดจาวกวน ลั่วเฉินก็ยิ้มพลางพูดแทรก แล้วชี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง "ข้ารอเจ้ามาดื่มสุราด้วยกันอยู่น่ะสิ"
"สินค้าที่เจ้าจะส่งในวันนี้ รีบหรือไม่เล่า?"
"หากเวลาพอจะมีเหลือ ไม่สู้พวกเรามาดื่มสุราชั้นดีสองไหด้วยกันดีหรือไม่?"
เมื่อมองตามทิศทางที่ลั่วเฉินชี้ไป ก็เห็นไหสุราสองใบและชามสุราหยกมรกตสองใบ
'เมื่อครู่เหตุใดข้าถึงไม่เห็นว่าในศาลามีสุรา?'
เมิ่งจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น "นายท่าน สุรานี่คงไม่ใช่สองไหที่ข้านำมาให้เมื่อสิบสามปีก่อนหรอกนะ?"
"ใช่แล้ว" ลั่วเฉินลุกขึ้นนำไหสุราและชามสุรามาจัดวางไว้ตรงหน้าคนทั้งสอง กล่าวต่อ "มาเถิด คนละไห พอดีเลยทีเดียว"
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังก้อง ท้องฟ้ามืดครึ้มฉับพลัน หยาดฝนกระหน่ำตกลงมา
ลั่วเฉินรินสุราจนเต็ม พลางยิ้มกล่าว "เป็นอย่างไร สภาพอากาศเช่นนี้ คล้ายกับตอนที่เราพบกันครั้งแรกเมื่อปีนั้นหรือไม่?"
"คล้าย! คล้ายมากเลยขอรับ!" เมิ่งจิ่วละสายตากลับมา รินสุราจนเต็มชามเช่นกัน แล้วเอ่ย "นายท่าน หมดจอก!"
"หมดจอก"
"สุราชั้นยอด!" ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
ลั่วเฉินและเมิ่งจิ่วมองหน้ากันแล้วยิ้ม
"อีกจอกไหม?"
"อีกจอก!"
"หมดจอก!" ทั้งสองประสานเสียงกัน