- หน้าแรก
- ว่างงานอย่างหมา กลับบ้านอย่างพญา เพราะระบบกาวจัด
- บทที่ 48 การควบคุมตัวเองของฉันแย่ลงทุกที
บทที่ 48 การควบคุมตัวเองของฉันแย่ลงทุกที
บทที่ 48 การควบคุมตัวเองของฉันแย่ลงทุกที
บทที่ 48 การควบคุมตัวเองของฉันแย่ลงทุกที
แม้แต่โจวจือเองก็ยังไม่รู้จะตอบคำถามนั้นอย่างไรดี
ขืนตอบไปตรงๆ ว่า “ก็คุณเล่นเร่าร้อนซะขนาดนี้” มันก็คงจะดูไม่เข้าทีนัก
แต่จะให้บอกว่าถ้าไม่เลยถึงจะเรียกว่าปกติ มันก็ไม่ใช่คำตอบที่เธออยากฟังอยู่ดี
โจวจืออ้าปากค้างอยู่นานแต่ก็หาคำพูดที่เหมาะสมไม่ได้ ริมฝีปากของหยางซือซือสั่นระริก หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้า
“ว่าแล้วเชียว ผู้หญิงแบบฉันคงไม่ดึงดูดใจผู้ชายอย่างคุณเลยสินะ”
เธอคว้าแก้วไวน์ขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว
พวงแก้มที่แดงระเรื่ออยู่แล้ว ยิ่งทวีความเย้ายวนชวนมองมากขึ้นไปอีก
แววตาของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน
โจวจือถอนหายใจยาว “เจ้ครับ...”
“พี่สาว” หยางซือซือสวนกลับเสียงดุทันควัน
โจวจือส่ายหัวอย่างอ่อนใจ “โอเคครับ พี่สาวก็พี่สาว”
“อืม”
“ผมไม่ได้ชอบเรื่องบนเตียงอะไรนั่นหรอกนะ ผมแค่ชอบความอ่อนโยนและจิตใจที่ดีงามของคุณต่างหากล่ะ”
โจวจือแอบคิดในใจ: ผู้ชายก็ชอบผู้หญิงที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ในตอนกลางวัน และเร่าร้อนดั่งไฟในตอนกลางคืน เป็นกุลสตรีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน และเป็นภรรยาที่น่ารักเมื่ออยู่ตามลำพังด้วยกันทั้งนั้นแหละ
ที่พูดไปก็ไม่ได้โกหกซะทีเดียว อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่เขาชอบจริงๆ ไปซะครึ่งนึงแล้ว
หยางซือซือยกนิ้วเรียวยาวขึ้นมาแตะริมฝีปากของเขาเบาๆ “ไม่หรอกค่ะ เราสองคนไม่มีอนาคตร่วมกันหรอก”
“ฉันเป็นแม่ม่ายลูกติดนะ”
“ส่วนคุณทั้งรวยทั้งหนุ่ม ผู้หญิงที่พร้อมจะถวายตัวให้คุณคงต่อแถวยาวจากที่นี่ไปจนถึงเมืองหลินสุ่ยนู่นแหละ”
“ฉันสู้พวกเธอไม่ได้หรอก”
โจวจือเอื้อมมือไปกุมข้อมือบางของหยางซือซือ ข้อมือของเธอเล็กนิดเดียว ผิวก็เนียนนุ่ม สัมผัสอุ่นๆ แผ่ซ่านจากมือของเขาไปยังมือของเธอ
ในขณะที่จับมือเธอไว้ สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ดวงตาของเธอไม่กะพริบ
เธอไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้เขากุมมือเอาไว้อย่างนั้น
ดวงตาของเธอแดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาขณะที่จ้องมองเขา
โจวจือดึงตัวเธอเข้ามากอดอย่างแผ่วเบา
ด้วยส่วนสูง 170 เซนติเมตร ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสูง แต่พอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขา เธอกลับดูตัวเล็กและบอบบางน่าทะนุถนอมเหลือเกิน
เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์รัดรูปตัวบาง ความอบอุ่นจากร่างกายของเธอแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้ามาถึงตัวเขา เขาสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วและการกระเพื่อมไหวของหน้าอกอย่างชัดเจน
ในวินาทีนั้นเอง น้ำตาของหยางซือซือก็พรั่งพรูออกมาอย่างสุดกลั้น ราวกับทำนบน้ำตาแตก ทะลักทลายลงมาเป็นสาย
ภาพของหยางซือซือในสายตาของโจวจือตอนนี้ ไม่ใช่พี่สาวหรือหญิงม่ายอีกต่อไป แต่เป็นเพียงน้องสาวตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้เพราะถูกรังแกมาอย่างหนัก
โจวจือลูบหลังเธอเบาๆ ปลอบประโลม “ถึงแม้ชีวิตที่ผ่านมาของคุณมันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เชื่อผมเถอะ ต่อจากนี้ไปทุกอย่างมันจะดีขึ้นแน่นอน”
ยิ่งได้ยินคำปลอบโยน ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็ยิ่งระเบิดออกมา เธอร้องไห้โฮหนักกว่าเดิม
ที่แท้ก็มีผู้ชายที่คอยปลอบโยนผู้หญิงอยู่บนโลกนี้ด้วย
ที่แท้ผู้ชายก็ไม่ได้ดุร้ายและชอบใช้กำลังกันทุกคน
ที่แท้ก็ยังมีผู้ชายที่ยอมดึงเธอเข้ามากอด แทนที่จะด่าทอเวลาที่เธอกำลังเสียใจ
หยางซือซือปลดปล่อยความทุกข์ระทมและความคับแค้นใจที่เธอต้องแบกรับไว้เพียงลำพังมาตลอดหลายปีออกมาจนหมดสิ้น
มาถึงขั้นนี้แล้ว โจวจือก็ผลักเธอออกไปไม่ได้ ทำได้แค่คอยลูบหลังปลอบใจไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งปลอบเธอก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
เขาไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
ทักษะของระบบก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมไม่มีทักษะ 'ปลอบโยนคนร้องไห้' บ้างนะ
ระหว่างที่กำลังพยายามปลอบใจอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินหยางซือซือพูดขึ้นมาว่า
“น้องชาย ถ้าฉันเด็กลงกว่านี้สักหน่อย แล้วเป็นฝ่ายตามจีบคุณ คุณจะยอมคบกับฉันไหม”
คำถามนี้ทำเอาผู้ชายทื่อๆ ที่แทบจะไม่มีประสบการณ์เรื่องความรักอย่างโจวจือ ถึงกับไปไม่เป็น เขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับหลินไต้อวี้ หญิงสาวผู้อมทุกข์ในวรรณกรรมคลาสสิก คำพูดของเธอมันแทงทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เขาตอบคำถามพวกนั้นไม่ได้เลยสักข้อ
อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าเป็นพวก 'เสือผู้หญิง' เจอคำถามแบบนี้เข้าไป พวกเขาจะตอบกลับยังไงกันนะ
เพราะความอ่อนประสบการณ์แท้ๆ ถึงได้มานั่งปวดหัวอยู่แบบนี้
โจวจือทำได้แค่ลูบหัวเธอเบาๆ
เขาคิดในใจ: เรื่องอายุมันไม่ใช่ปัญหาหรอก ถ้าเราเจอกันเมื่อเดือนก่อน เรื่องมันอาจจะไม่ได้จบลงแบบนี้ก็ได้
เธออาจจะมองผ่านผมไปเลยด้วยซ้ำ ถ้าเราเดินสวนกันท่ามกลางฝูงชน
ผมอาจจะรู้สึกต่ำต้อยจนไม่กล้าแม้แต่จะแอบรักเธอ เพราะผมไม่มีรถหรูๆ ไปส่งเธอและลูกที่โรงพยาบาล
ไม่มีทางมีเงินมาซื้อวิลล่าหลังนี้ และแน่นอนว่า ผมคงไม่มีโอกาสได้มานั่งปลอบเธอร้องไห้อยู่ในบ้านแบบนี้หรอก
ต่อให้เราสองคนคบกัน ชีวิตของเธอก็อาจจะไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด
เธออาจจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมานั่งร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว
และบางที พอถึงตอนนั้น เธออาจจะมองดูผู้หญิงคนอื่นที่ได้อยู่ในวิลล่าหรูแบบนี้ แล้วแอบคิดอิจฉาในใจว่า...
ผู้หญิงที่ได้อยู่ในวิลล่าหรูหราแบบนี้ จะมีเรื่องอะไรให้ต้องมานั่งทุกข์ใจกันนะ
ชีวิตคนเราก็เหมือนเมืองที่ถูกล้อมด้วยกำแพง คนข้างในอยากจะออกไป ส่วนคนข้างนอกก็อยากจะเข้ามา
คนเรามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่มีอยู่รอบตัว แต่มักจะเฝ้าไขว่คว้าหาสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อมเสมอ
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของหยางซือซือ
เขาทรุดตัวลงนั่งบนพรม หยางซือซือขดตัวซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าซบลงกับแผงอกกว้าง
เสียงสะอื้นไห้ค่อยๆ แผ่วลง ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอและบางเบาขึ้น
เธอพึมพำตะกุกตะกักออกมาเป็นห้วงๆ
“คุณชอบ... ชอบผู้หญิงที่แก่กว่าไหม...”
“คุณคิดว่า... ฉันเป็นผู้หญิงใจง่ายหรือเปล่า...”
“เมื่อคืน... ฉันฝันว่าได้จูบคุณด้วยแหละ...”
“...”
“พี่สาวซือซือครับ?” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ เมื่อเสียงพึมพำนั้นเงียบหายไป
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เขาจึงค่อยๆ เชยคางเธอขึ้นมาดู และพบว่าเธอหลับสนิทไปเสียแล้ว
โจวจือช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม แล้วพาเดินเข้าไปในห้องนอนชั้นล่าง
ตัวของหยางซือซือเบากว่าที่เขาคิดไว้มาก
ตอนที่เขาอุ้มเธอขึ้นมา มือของเธอยังคงกำเสื้อของเขาไว้แน่น และเสื้อบริเวณหน้าอกของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของเธอ
มันคือหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ระทมของเธอทั้งนั้น
เมื่อมองดูใบหน้าที่แดงระเรื่อ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสด และโครงหน้าอันงดงามของเธอ สมองของเขาก็ขาวโพลนไปชั่วขณะ
ทันทีที่ความคิดอกุศลเริ่มก่อตัว ร่างกายก็ตอบสนองตามสัญชาตญาณอย่างห้ามไม่อยู่
บ้าเอ๊ย!
เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ เมื่อมีหญิงสาวแสนสวยมานอนซุกอยู่ในอ้อมกอด แถมยังได้สัมผัสถึงความอบอุ่นจากร่างกายของเธอแนบชิดขนาดนี้
โชคดีที่เขายังดึงสติกลับมาได้ทัน เขาอาจจะยอมมีอะไรกับเธอได้ แต่ต้องไม่ใช่ในตอนที่เธอเมาไม่ได้สติแบบนี้
เขาอุ้มเธอเข้าไปวางบนเตียงอย่างเบามือ แล้วค่อยๆ แกะมือที่กำเสื้อของเขาออก
เมื่อเห็นว่าเธอหลับสนิทแล้ว เขาก็ถอดเสื้อที่เปียกชุ่มออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงามไร้ที่ติ เตรียมจะเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่
“อย่าเพิ่งไป...”
เสียงเรียกที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาโจวจือสะดุ้งสุดตัว พอหันกลับไปมอง ก็เห็นหยางซือซือนอนเบิกตากว้างจ้องมองเขาอยู่
ดวงตาของเธอหวานฉ่ำและเต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวน
หยางซือซือลุกพรวดขึ้นมานั่งราวกับได้สติเต็มร้อย เธอเอื้อมมือมาลูบไล้กล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาอย่างแผ่วเบา
“ขอจับหน่อยได้ไหมคะ”
โจวจือแอบด่าในใจ: มือก็ลูบคลำไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ยังจะมีหน้ามาขออนุญาตอีกนะ
ในจังหวะนั้น มือของหยางซือซือเย็นเฉียบ เมื่อสัมผัสโดนผิวเนื้อของเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งเฮือก ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นปราดจากปลายเท้าพุ่งขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม
ด้วยสภาพร่างกายที่ฟิตปั๋งทะลุขีดจำกัดขนาดนี้ เขาจะไปทนรับการยั่วยวนระดับนี้ไหวได้ยังไง
ความคิดอกุศลที่พยายามกดทับไว้เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้
ปกติเขาก็เป็นคนที่มีความยับยั้งชั่งใจสูงอยู่นะ แต่ในห้องที่แสงไฟสลัวๆ บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ และเสน่ห์อันเย้ายวนของหญิงสาวที่โตเต็มวัยตรงหน้า มันช่างเป็นส่วนผสมที่อันตรายเกินไปจริงๆ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้หยางซือซือมีสติครบถ้วน หรือแค่กำลังเมาเพ้อกันแน่
แต่ในวินาทีนั้น เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยเลยตามเลย
เขาเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง แล้วดึงตัวหยางซือซือเข้ามากอดอย่างแรง
เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของเรือนร่างเธออย่างชัดเจน
ในพื้นที่แคบๆ ใต้ผ้าห่ม ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นจากลมหายใจของทั้งคู่ผสมผสานคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
เขาสัมผัสได้ถึงความปรารถนาและแรงดึงดูดที่ซ่อนอยู่ในแววตาของหยางซือซือ
เขาก้มหน้าลงประกบริมฝีปากจูบเธออย่างแนบแน่น
รสจูบแรกเริ่มต้นขึ้น
นุ่มนวลและอ้อยอิ่งยาวนาน
เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งไปในชั่วขณะนั้น
จูบนี้...
หนึ่งนาที?
สิบนาที?
พวกเขาจูบกันเนิ่นนานจนแทบจะขาดใจ
ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้าของกันและกัน
สองแขนเรียวโอบรอบคอเขาไว้แน่น รั้งให้ระยะห่างระหว่างสองร่างแนบชิดกันมากยิ่งขึ้น
จังหวะรักดำเนินไปอย่างเนิบนาบ สลับกับความเร่าร้อนดุดัน
วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด
จนกระทั่งฟูกเตียงส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดประท้วง
โจวจือลุกขึ้นจากเตียง
เขาก้มมองหยางซือซือที่นอนห่มผ้าปิดบังร่างกายไปครึ่งหนึ่ง พวงแก้มของเธอแดงปลั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย แต่กลับดูงดงามและเย้ายวนใจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“สภาพร่างกายของฉันมันเด็กลงเรื่อยๆ ก็จริง แต่ความยับยั้งชั่งใจนี่สิ มันชักจะแย่ลงทุกทีแล้วนะเนี่ย!”