- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 18 ไม่รู้จักถั่วฝักยาว
บทที่ 18 ไม่รู้จักถั่วฝักยาว
บทที่ 18 ไม่รู้จักถั่วฝักยาว
บทที่ 18 ไม่รู้จักถั่วฝักยาว
เขาหัวเวยมียอดเขาเรียงรายตั้งตระหง่าน ภายนอกดูสูงชันอันตราย ภายในแฝงความงดงามวิจิตร มีน้ำตกสายน้ำพุ ลำธารใสและทะเลสาบแทรกตัวอยู่เป็นระยะ
ในบรรดาแหล่งน้ำที่งดงามและเปี่ยมล้นด้วยพลังวิญญาณที่สุด ย่อมต้องยกให้ทะเลสาบเหยากวง ราวกับมีกระจกหลิวหลีบานหนึ่งประดับอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเขียวชอุ่ม ระลอกคลื่นสีมรกตทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ริมทะเลสาบในวันฤดูใบไม้ผลิ ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มหกคนเดินแหวกหมู่มวลบุปผาและกิ่งหลิว พลางพูดคุยหัวเราะและก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า
พวกเขาสวมเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเนื้อบางเบา สีสันสดใสฉูดฉาด เครื่องประดับหรูหราสูงค่าจนถึงขั้นดูโอ้อวด
ผืนน้ำสะท้อนเงาขุนเขา และสะท้อนรอยยิ้มของพวกเขาเช่นกัน
ดอกไม้ผลิบานแข่งความงาม ทว่ารอยยิ้มของพวกเขากลับแฝงด้วยความเหนื่อยหน่ายบางเบา
เมื่อคนผู้หนึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ทุกความปรารถนาได้รับการตอบสนอง อีกทั้งยังไม่มีปณิธานอันใดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ความเบื่อหน่ายไร้จุดหมายจึงทำให้มักจะเผยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายเช่นนี้ออกมาจนเป็นนิสัย
ผู้มาเยือนสามารถเหนื่อยหน่ายได้ แต่ผู้ต้อนรับกลับต้องกระตือรือร้นตื่นตัวอย่างเต็มที่
ผู้ดูแลของสำนักหัวเวยสองคนเดินตามหลังพวกเขา คอยวิจารณ์ทิวทัศน์โดยอ้างอิงตำราและบทกวี สอดแทรกการแนะนำประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของสำนัก
ทั้งสองงัดเอาความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาใช้ ทั้งพูดคุย หยอกล้อ ร้องรำทำเพลง น้ำไหลไฟดับ
กลุ่มคุณชายผู้ร่ำรวยเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าใดนัก
เดิมทีคิดว่า ด้วยฐานะของพวกเขา อย่างไรก็ควรให้ศิษย์เอกหยวนชิงสือมาต้อนรับด้วยตัวเอง แต่หยวนชิงสือกลับยุ่งจนไร้เงา เฉินหงจู๋ก็ไปต้อนรับคนอื่น สำนักหัวเวยถึงกับส่งแค่ผู้ดูแลหนุ่มสองคนมาเท่านั้น
แต่ตลอดทางพวกเขาได้รับการประจบประแจงอย่างเต็มที่และต้อนรับอย่างอบอุ่น ความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ในใจจึงมลายหายไปกว่าเจ็ดแปดส่วน เลยตอบรับด้วยคำพูดตามมารยาทที่ไม่สลักสำคัญอะไรไปสองสามประโยค:
"สำนักหัวเวยสมกับเป็นสำนักใหญ่ที่ครองความเป็นใหญ่ในทวีปเทียนซีแต่เพียงผู้เดียว อุดมไปด้วยยอดคนและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก"
"สามทิวทัศน์แห่งหัวเวย สมคำร่ำลือจริงๆ"
ผู้ดูแลคนหนึ่งพูดพลางหัวเราะว่า "'ปลาหลีฮื้อทะเลเมฆ' และ 'แท่นดารายอดเขา' มีให้ชมตลอดสี่ฤดู ทุกท่านได้ชมไปแล้ว ทิวทัศน์สุดท้าย 'บัวงามเหยากวง' นี้ กลับต้องรอจนถึงกลางฤดูร้อนจึงจะเผยโฉมความงาม..."
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกคนขัดจังหวะ
"ตอนเด็กข้าเคยตามท่านพ่อมาคารวะท่านเจ้าสำนัก เคยเห็นดอกบัวสิบลี้ในทะเลสาบเหยากวง ใบบัวกว้างไกลจรดขอบฟ้า งดงามจนสุดจะพรรณนาจริงๆ แต่ทะเลสาบเหยากวงกลายเป็นทิวทัศน์เก่าไปแล้ว ตอนที่ข้ามาได้ยินว่า ช่วงนี้เขาหัวเวยยังมี 'ทิวทัศน์ใหม่' อีกแห่งหรือ?"
คนพูดอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี สวมชุดหรูหราสีเขียวหม่น สวมกวานประดับมุกสีมรกต คำพูดคำจาสุภาพมีมารยาท ทว่าสีหน้ากลับเย่อหยิ่งจองหอง
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มคนอื่นๆ พอได้ยินคำว่า "ทิวทัศน์ใหม่" นัยน์ตาก็ทอประกายวาบขึ้นมาทันที
พวกเขาจะสวมเสื้อผ้าก็ต้องสวมของใหม่ ของวิเศษก็ต้องใช้ของใหม่ รูปแบบการละเล่นก็ต้องสรรหาของใหม่ แน่นอนว่าการชมทิวทัศน์ก็ไม่อาจชมทิวทัศน์เก่าซ้ำกับคนอื่นได้ มิเช่นนั้นจะแสดงความแตกต่างได้อย่างไร
ผู้ดูแลทั้งสองมองหน้ากัน คนหนึ่งอธิบายว่า "ความจริงแล้วไม่ใช่ทิวทัศน์หรอกขอรับ แต่เป็นลานเล็กๆ แห่งหนึ่งในหอพักสายนอกของสำนักเรา ผู้คนเรียกขานว่า 'เรือนซ่งสายนอก' ในลานนั้นมีคนดังผู้หนึ่งอาศัยอยู่ นามว่าซ่งเฉียนจี"
"คนดังน่ะข้าเห็นมาเยอะแล้ว! แต่ไม่รู้ว่านั่นเป็นคนดังแบบไหนกัน ถึงขนาดคู่ควรให้เรียกว่าทิวทัศน์ใหม่ได้เชียวหรือ?" ชายหนุ่มอีกคนที่สวมชุดสีเขียวควันสนเอ่ยถาม
ผู้ดูแลตอบ "ที่พักของเขาผู้คนพลุกพล่านราวกับตลาด มีคนไปเยี่ยมเยียนทุกวันเลยขอรับ"
"ผู้คนขวักไขว่ในใต้หล้าล้วนมาเพื่อผลประโยชน์ เขาต้องรวยมากแน่ๆ!"
ผู้ดูแลส่ายหน้า "ไม่ขอรับ เขาไม่มีเงิน อีกทั้งเขาไม่รับภารกิจ ไม่ทำการทำงานใดๆ อาศัยศิษย์สายนอกคนอื่นๆ เลี้ยงดูเขาทั้งสิ้น"
"ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างล้วนหวาดกลัวอำนาจมืด เขาต้องดุร้ายมากแน่ๆ!"
ผู้ดูแลปฏิเสธ "ไม่ขอรับ ศิษย์เหล่านั้นล้วนเต็มใจ"
เหล่าชายหนุ่มพากันเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ:
"เป็นคนแปลกจริงๆ ด้วย ว่างๆ พวกเราก็ไปดูกันบ้างดีกว่า"
ผู้ดูแลพูดต่อ "ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเคยพบกับเทพธิดาเมี่ยวเยียนที่สะพานซื่อสุ่ยบนยอดเขาหลักด้วย พอเขากลับมา ก็พูดประโยคที่โด่งดังมากประโยคนั้นแหละขอรับ"
เสียงอุทานชื่นชมและเสียงหัวเราะหยอกล้อหยุดชะงักลงทันที
ช่วงนี้คำพูดที่เกี่ยวกับเมี่ยวเยียนและโด่งดังมาก มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้น
"เหอะ ข้าก็นึกว่าใคร? ที่แท้ก็เขานี่เอง!" ชายหนุ่มในชุดสีเขียวหัวหอมเอ่ยถามเสียงเย็น "ศิษย์สายนอกที่กำเริบเสิบสาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ สำนักของพวกท่านไม่จัดการหน่อยหรือ?"
ผู้ดูแลยิ้มขื่น "ถึงแม้คำพูดและการกระทำของเขาจะเสียมารยาท แต่ก็ไม่ได้ทำผิดกฎสำนัก หอวินัยทำตามกฎระเบียบมาโดยตลอด จะตัดสินความผิดเขาได้อย่างไรเล่าขอรับ?"
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด ชายหนุ่มชุดเขียวหม่นที่เป็นคนเริ่มบทสนทนาเป็นคนแรกก็หัวเราะออกมา:
"ถูกต้อง ไม่มีกฎสำนักไหนเขียนไว้ว่า 'ห้ามพูดจาว่าร้ายเทพธิดาเมี่ยวเยียน' พวกเรามาเป็นแขกที่สำนักหัวเวย จะทำตัวไร้เหตุผลก็คงไม่ได้" เขาหันไปหาผู้ดูแลทั้งสอง เอ่ยปากไล่แขกอย่างมีมารยาทแต่ตรงไปตรงมา "พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องมีเรื่องสัพเพเหระต้องคุยกัน วันนี้พวกท่านสองคนลำบากแล้ว ไม่ต้องเดินไปส่งแล้วล่ะ"
ผู้ดูแลทำความเคารพขอตัวลา ก่อนจากไปยังกำชับพวกเขาด้วยท่าทีที่ดูเหมือนเป็นห่วงว่า "ทุกท่านล้วนมีฐานะสูงส่ง ไฉนต้องเอาหยกงามไปกระทบหินก้อนหยาบ ไปถือสาหาความกับคนผู้นั้นด้วยเล่าขอรับ หากต้องทำผิดกฎสำนักและทำให้เสียกฎระเบียบของงานชุมนุมเพราะเรื่องนี้ มันจะได้ไม่คุ้มเสียนะขอรับ"
เด็กหนุ่มเหล่านั้นไม่ได้สนใจ ต่างพากันปรึกษาหารือกันเอง:
"คนผู้นั้นช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ครั้งนี้ต้องสั่งสอนเขาสักหน่อย ให้เขารู้ว่าคำพูดไหนไม่ควรพูด"
"ช้าก่อน ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เกิดเขาแยกแยะความงามความขี้เหร่ไม่ออกจริงๆ และไม่ได้ตั้งใจลบหลู่เทพธิดาเล่า? พวกเราบุ่มบ่ามไปหาเรื่องเขา มันจะดูไม่มีเหตุผลอันควร"
"บนโลกนี้มีคนตาบอด แต่คงไม่มีคนตาดีที่ไหนไม่รู้จักความงามหรอกมั้ง! ข้ากลับคิดว่าเขากำลังทำตัวเรียกร้องความสนใจ อยากให้เทพธิดาหันมามองมากกว่า"
"สำนักหัวเวยเป็นเจ้าบ้าน พวกเราเป็นแขก จะทำอะไรในถิ่นคนอื่น จะไม่มีเหตุผลรองรับไม่ได้"
ชายหนุ่มชุดเขียวหม่นพูดขึ้นมาทันที:
"ความจริงการจะทดสอบว่าคนผู้หนึ่งแยกแยะความงามความขี้เหร่ไม่ออกจริงๆ หรือไม่ ข้ามีวิธีที่แสนจะง่ายดายอยู่"
"วิธีอะไร?"
"ไปเชิญศิษย์น้องเหอ"
พอคำว่า "ศิษย์น้องเหอ" หลุดออกมา ทุกคนก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ พากันเผยรอยยิ้มอย่างรู้กัน
ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้ประสงค์ดี และดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง
ชายหนุ่มชุดเขียวหม่นกล่าว "รอให้เขาเจอศิษย์น้องเหอ แล้วทำผิดกฎก่อน ทีนี้พวกเราอยากจะทำอะไร ก็ทำได้ตามใจชอบแล้ว!"
เมื่อวางแผนกันเรียบร้อย ก็แบ่งกำลังออกเป็นสองสาย สามคนไปหาศิษย์น้องเหอ อีกสามคนไปที่เรือนซ่งเพื่อดูลาดเลาก่อน
***
ท้องฟ้าใกล้ค่ำ
ถนนที่ทอดไปสู่เรือนซ่งมีหลายสาย แต่มีอยู่สายหนึ่งที่สะดุดตาที่สุด
มันถูกเหล่าศิษย์สายนอกปูด้วยแผ่นหินสีเขียวใหม่ทั้งหมด แถมยังปลูกดอกไม้สดนานาพันธุ์ไว้ริมทาง
ในวันฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สดดึงดูดผีเสื้อและผึ้งให้บินวนเวียน
ทั้งสามคนเดินไปบนถนนสายนี้ด้วยจิตใจเหม่อลอย ราวกับว่าได้เดินออกจากสำนักหัวเวย เข้าสู่ชนบทในโลกมนุษย์ และกำลังจะไปเยี่ยมเยียนนักปราชญ์ผู้เร้นกาย
ทางเดินคดเคี้ยวทอดสู่ความสงบเงียบ บานประตูไม้ทาสีแดงชาดบานหนึ่ง ปิดสนิทอยู่ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาและแมกไม้ที่ลึกที่สุด
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง
แสงสีทองสาดส่องผ่านรั้วไม้ไผ่สองแถว และพุ่มดอกเทียนดอกสีแดงอมชมพูสามพุ่ม
ภายในรั้วมีท่อนไม้เสียบอยู่ห้าหกท่อน มีเถาวัลย์สีเขียวเลื้อยพันไปตามท่อนไม้ ใบไม้พลิ้วไหวในสายลมยามเย็น เขียวขจีจนดูสว่างไสวสะดุดตา
"นี่ปลูกพืชวิญญาณอะไรไว้เนี่ย?" ชายหนุ่มชุดสีเขียวน้ำทะเลเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "หรือว่าจะเป็นหญ้าทิวาราตรี?"
"ใบของหญ้าทิวาราตรีเล็กกว่านี้นะ นี่ดูเหมือนหญ้าหลีหลิวมากกว่า"
พวกเขาพูดคุยกันด้วยความสงสัยใคร่รู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นทุ่มเถียงกัน
จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านข้าง "พวกเจ้าดูสิ มีคนไม่รู้จักถั่วฝักยาวด้วยล่ะ!"
ถั่วฝักยาว? ถั่วฝักยาวอะไร? ถั่วฝักยาวที่มนุษย์ธรรมดากินกันน่ะเหรอ?
สีหน้าของทั้งสามคนแดงก่ำขึ้นมาทันที มือกระชับของวิเศษแน่น กำลังจะบันดาลโทสะ แต่พอหันไปกลับเห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ท่าทางร่าเริงมีชีวิตชีวาคนหนึ่ง
มีน้ำโหแต่ก็ระบายออกมาไม่ได้ ยิ่งทำให้อึดอัดใจนัก
"ศิษย์พี่หญิงโจว อย่าหัวเราะเลย ดูจากการแต่งตัวของพวกเขาแล้ว น่าจะเป็นคนจากสำนักอื่นที่มาร่วมงานชุมนุมนะ" มีคนเตือนอยู่ข้างๆ
สามคนนี้แต่งตัวได้มีเอกลักษณ์มากจริงๆ
สำนักศึกษาชิงหยามีปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายดั่งเมฆหมอก และยังรวบรวมกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นที่สองที่มาอาศัยบารมีสร้างประวัติให้ตัวเองด้วย
ปีนี้พวกเขาจะไม่สวมเสื้อผ้าเก่าของปีที่แล้ว และแต่ละปีก็ยังฮิตสีสันกับเนื้อผ้าที่ต่างกันไปอีก
ถึงจะน่าเกลียด แต่ก็แพง
ฤดูใบไม้ผลิปีนี้บังเอิญเป็นสีเขียวพอดี
เขียวน้ำทะเล เขียวหัวหอม เขียวมะกอก มีทั้งเข้มทั้งอ่อน แสบตาเป็นที่สุด
โจวเสี่ยวอวิ๋นนึกถึงต้นหอมยักษ์ที่ปลูกในแปลงผักของซ่งเฉียนจีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ที่แท้ก็ต้นหอมสามต้นนี่เอง นางอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดปากหัวเราะอีกครั้ง
ทั้งสามคนเสียหน้า สีหน้าจึงดูไม่จืดเลย
ชายหนุ่มชุดเขียวหัวหอมแค่นเสียงเย็น:
"ที่นี่มีสหายเต๋าแซ่ซ่งอาศัยอยู่หรือไม่? นามว่าซ่งเฉียนจี"
เห็นเพียงเด็กสาวที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่หญิงโจวยื่นมือชี้ไป "ข้างบนมีตัวหนังสืออยู่นี่ไง"
ครั้งนี้นางไม่ได้หัวเราะ แต่สีหน้ากลับเหมือนกำลังถามว่า 'หรือว่าพวกเจ้าอ่านหนังสือไม่ออก'
ทั้งสามคนขยับเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าข้างประตูมีป้ายไม้เล็กๆ แขวนอยู่จริงๆ บนนั้นสลักคำว่า "เรือนซ่ง" ไว้อย่างเป็นระเบียบ
ความโกรธปะทุขึ้นในใจทันที รวบรวมพลังปราณจนเต็มเปี่ยม แล้วตวาดลั่น "ขอเชิญสหายเต๋าซ่งออกมาพบหน่อย!"
"ขอเชิญสหายเต๋าซ่ง—"
"เอี๊ยด" เสียงประตูสีแดงชาดถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวปรากฏตัวขึ้นที่ขอบประตู
"มีธุระอะไรหรือเปล่า?" เขาถามเสียงเย็น
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหมดจด แต่การที่เขายืนกอดอกตัวตรงดิ่งอยู่หน้าประตูสีแดงชาด กลับมีกลิ่นอายองอาจห้าวหาญราวกับ 'หนึ่งขุนพลเฝ้าด่าน หมื่นทหารก็มิอาจฝ่าไปได้'
ทั้งสามคนถึงกับตะลึงงันไป
เด็กหนุ่มผู้องอาจคนนี้คือซ่งเฉียนจีงั้นหรือ?
โอหังสมคำร่ำลือ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ
ทางแคบพบพานผู้กล้าชนะ จะยอมให้กลิ่นอายของเขาข่มเอาไม่ได้เด็ดขาด
ชายหนุ่มชุดเขียวหัวหอมที่เป็นผู้นำประสานมือคารวะ เอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง "สามในหกปราชญ์แห่งชิงหยา จานเติงเกา เจิงเหลียงจวิ้น เฉาปั๋วเสวีย มาขอพบสหายเต๋าซ่ง"
ใครก็ตามที่มาเยือนเรือนซ่งในช่วงเวลาอาหาร ล้วนไม่ได้รับการต้อนรับจากเมิ่งเหอเจ๋อทั้งสิ้น
เส้นหมี่อยู่ในหม้อ น้ำเดือดปุดๆ ส่งไอร้อนสีขาวลอยฟ่อง ผักกวางตุ้งที่เด็ดไว้แล้วอยู่ในอ่างทองเหลือง ยังไม่ได้ลงหม้อ
เวลานี้ เมิ่งเหอเจ๋อมองใครก็เห็นเป็นพวกหน้าด้านมาขอกินข้าวฟรีที่ขาดทั้งน้ำส้มสายชูและเกลือไปหมด
"ชิงหยาเค็มอะไรนะ? เค็มแค่ไหนล่ะ?" เขาเลิกคิ้วขึ้น "ไม่เคยได้ยิน"
ทั้งสามคนไม่คาดคิดว่าเขาจะอวดดีถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะมาเป็นแขกสำนักอื่นจนต้องเกรงใจอยู่บ้าง ศิษย์ตัวเล็กๆ ที่ฐานะต่ำต้อยและตบะธรรมดาเช่นนี้ คงถูกเด็กรับใช้ข้างกายพวกเขาจับตีหัวแตกไปตั้งนานแล้ว
"เจ้าเด็กเมื่อวานซืนไร้มารยาท!"
เมิ่งเหอเจ๋อได้ยินดังนั้น แววตาก็ยิ่งเย็นชาลง เขาใช้มือเดียวปลดผ้ากันเปื้อนออก แล้วก้าวเข้าไปใกล้
"เสี่ยวเมิ่ง"
ในยามที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากในลาน
เป็นเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างอู้อี้
เด็กหนุ่มที่ขวางอยู่หน้าประตูพอได้ยินเสียงเรียกนี้ ก็เก็บงำความแหลมคมอันดุดันลงในพริบตา หันหลังเดินกลับเข้าไปในลาน "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านตื่นแล้วหรือ? หมี่ใกล้จะสุกแล้วนะ"
รอยยิ้มของเขาเบิกบานและกระตือรือร้น ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เมื่อเด็กหนุ่มผละจากประตู ทั้งสามคนจึงมองเห็นทัศนียภาพภายในลาน
ช่างเป็นภาพสีแดงสดใสและสีเขียวชอุ่มที่ดูเบิกบาน เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งวสันตฤดูเสียจริง
ใต้ซุ้มดอกจื่อเถิง มีเก้าอี้เอนตัวหนึ่งและโต๊ะหินหนึ่งตัวตั้งอยู่
คนพูดมีกลีบดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ร่วงหล่นติดอยู่เต็มตัว เขาลุกขึ้นยืนพลางใช้แขนเสื้อปัดกวาดชุดคลุมไปด้วย
เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้เขากำลังนอนงีบหลับอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้นั่นเอง
ที่แท้คนผู้นี้ต่างหากคือซ่งเฉียนจี
หน้าตาหล่อเหลาดูดีจริงๆ แต่น่าเสียดายที่มีเด็กหนุ่มท่าทางดุดันน่าเกรงขามปรากฏตัวออกมาก่อนหน้า คนผู้นี้จึงดูเกียจคร้าน อ่อนโยน และไม่มีอะไรพิเศษเลย