เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 สู้กินบะหมี่ไม่ได้

บทที่ 17 สู้กินบะหมี่ไม่ได้

บทที่ 17 สู้กินบะหมี่ไม่ได้


บทที่ 17 สู้กินบะหมี่ไม่ได้

นาวิญญาณบนเขาหัวเวยสร้างโอบล้อมภูเขา คันนาคดเคี้ยวลดหลั่น มองจากที่ไกลๆ คล้ายกับเกลียวคลื่นอันอ่อนช้อยซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ

สีเขียวเข้มอ่อนสลับกันเหล่านั้นไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงกลางเขา ก็ถูกเมฆหมอกสีขาวโพลนปกคลุมจนมองเห็นไม่ชัดเจนนัก

นาแต่ละชั้นปลูกพืชวิญญาณและข้าววิญญาณแตกต่างกันไป มีเด็กหนุ่มสวมชุดศิษย์สายนอกกว่ายี่สิบคนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ท่ามกลางแปลงนา

พวกเขารวบชายเสื้อคลุมเหน็บไว้ที่เอว ถกแขนเสื้อขึ้นสูง เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง ก้มหน้าก้มตาเก็บเกี่ยว

แทบไม่มีใครหยุดพักพูดคุยกัน รีบทำเร็วก็นับว่าเลิกงานเร็ว จะได้รีบกลับไปบำเพ็ญเพียร

พอก้มตัวลงไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีเวลาได้ยืดหลังขึ้นมาอีกเลย

ที่ตีนเขามีศาลาพักร้อนหลังหนึ่ง ผู้ดูแลระดับล่างห้าหกคนกำลังคุมงานอยู่

พวกเขาทอดสายตามองนาขั้นบันไดที่แบ่งชั้นอย่างชัดเจน ดื่มชาแทะเมล็ดแตงโม บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ราวกับมาเที่ยวชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิ และพร้อมจะตั้งโต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกได้ทุกเมื่อ

ทว่าทันทีที่มีผู้ดูแลระดับสูงลงมาตรวจตรา หรือมีผู้อาวุโสสายในบังเอิญเดินผ่าน คนเหล่านี้ก็จะทำตัวราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ พุ่งตัวลงไปยังนาขั้นบันไดอย่างรวดเร็ว

บ้างก็ก้มหน้าก้มตาช่วยงานด้วยตัวเอง บ้างก็คอยซับเหงื่อให้ศิษย์สายนอก บ้างก็ตะโกนเสียงดังลั่น "ทุกคนเหนื่อยหน่อยนะ! ทางนี้ออกแรงอีกนิด!"

ตอนนี้เอง มีคนในกลุ่มพวกเขาร้องขึ้นมา "นั่นซ่งเฉียนจีไม่ใช่หรือ?"

เสียงพูดคุยหัวเราะในศาลาหยุดชะงักลงทันที

ซ่งเฉียนจีเป็นศิษย์สายนอกที่พิเศษมาก เบื้องบนเคยสั่งการไว้ว่าเขาไม่ต้องมาทำงานอีก ไม่ว่าเขาอยากจะทำอะไร ตราบใดที่ไม่ผิดกฎสำนัก ก็ให้ทำเป็นมองไม่เห็นไปเสีย

เหล่าผู้ดูแลมองดูซ่งเฉียนจีเดินตรงไปยังนาขั้นบันได โดยมีเงาสีแดงสายหนึ่งวิ่งตามหลังมา ในใจก็เกิดความสงสัย

"ทำไมคุณหนูใหญ่ถึงมาด้วยล่ะ?"

ดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นลุกลี้ลุกลน วางถ้วยชา คายเปลือกเมล็ดแตงโมทิ้ง แล้วรีบออกไปต้อนรับนอกศาลา

เฉินหงจู๋ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พวกเขาหยุดเดิน หันขวับมาถลึงตาใส่ แฝงแววตักเตือน

เหล่าผู้ดูแลไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า และไม่กล้านั่งลงไปชั่วขณะ รู้สึกอึดอัดเสียยิ่งกว่าศิษย์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานเสียอีก

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?" เฉินหงจู๋ถาม

ซ่งเฉียนจีตอบ "มาดูเฉยๆ"

เขาเดินวนรอบนาขั้นบันได บางครั้งก็ก้มหน้า บางครั้งก็เงยหน้า มองดูการทำงานของค่ายกลบนพื้น และความเปลี่ยนแปลงของไอวิญญาณในอากาศ

นาวิญญาณของสำนักหัวเวย ไม่ต้องกังวลเรื่องแสงแดด หยาดฝน น้ำ ปุ๋ย หรือสภาพดิน เพราะในดินและบนยอดเขามีการติดตั้งค่ายกลไว้หลายชั้น สามารถปรับสมดุลไอวิญญาณ เรียกเมฆเสกฝน เร่งให้พืชวิญญาณเติบโตเต็มที่ได้ในชั่วข้ามคืน

ศิษย์สายนอกใช้วลาปลูกและดำนาหนึ่งวัน และใช้เวลาเก็บเกี่ยวอีกหนึ่งวัน

ที่นี่ปลูกเฉพาะพืชวิญญาณและข้าววิญญาณธรรมดา เพื่อส่งเสียเลี้ยงดูสายใน ส่วนสายพันธุ์พิเศษบางชนิดที่ใช้ทำยาหรือหลอมโอสถนั้นมีค่าและบอบบางมาก ต้องใช้เวลาหลายสิบปี หรือถึงขั้นร้อยปีจึงจะออกดอกออกผล จะมีแพทย์หรือนักหลอมโอสถคอยเพาะปลูกเป็นการเฉพาะ

ซ่งเฉียนจีถอนต้นข้าววิญญาณที่รวงข้าวอวบเต่งขึ้นมาต้นหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย

พืชวิญญาณที่ถูกเร่งให้โตด้วยค่ายกล แม้จะเจริญงอกงามดี แต่กลับให้ความรู้สึกทื่อๆ ไร้ชีวิตชีวา สู้สวนผักที่บ้านของเขาซึ่งเต็มไปด้วยพลังชีวิตไม่ได้เลย

เขาไม่มีประสบการณ์ในการทำไร่ อาศัยการงมหาทางเอาเองล้วนๆ และยังอยู่ในช่วงเรียนรู้

การฟูมฟักชีวิตในแปลงผักทุกวัน ทำให้วิธีที่เขาปฏิบัติต่อโลกใบนี้เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

บางทีหลวงจีนเฒ่าแห่งวัดหงเย่อาจจะพูดถูก การสร้างชีวิตนั้นยากกว่าการทำลายชีวิตเสียอีก

การช่วยชีวิตคนหนึ่งคน ยากกว่าการฆ่าคนหนึ่งคนเสียอีก

เฉินหงจู๋เดินตามหลังซ่งเฉียนจี ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของศิษย์รอบข้างตลอดทาง นางมีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พยายามข่มความสงสัยในใจไว้

นางเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าจดจ่อ คิดว่าคงไม่อยากถูกใครรบกวน จึงปิดปากเงียบไม่ถามอะไร

นางไม่รบกวน ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่เข้ามารบกวน

"ศิษย์พี่ซ่ง โปรดรอก่อน!"

คนที่ร้องเรียกคือศิษย์สายนอกคนหนึ่ง น้ำเสียงดังกังวาน ราวกับรวบรวมความกล้ามาอย่างมหาศาล

พอเห็นซ่งเฉียนจีหยุดเดินแล้วหันกลับมาจริงๆ เขาก็ตกใจจนสะดุ้ง กล่าวทักทายเสียงเบาอย่างตะกุกตะกัก

"ศิษย์พี่ซ่ง สวัสดีขอรับ ข้ามีเรื่องนิดหน่อย อยากจะรบกวน..."

เฉินหงจู๋ชักจะมีน้ำโห ตะคอกเสียงดัง "มีอะไรก็พูดมา จะมัวอึกอักอยู่ทำไม!"

ศิษย์คนนั้นถูกนางตวาดจนสะดุ้งโหยง หันหลังเตรียมจะวิ่งหนี แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ จึงสูดหายใจเข้าลึกๆ

"ข้า ข้าได้ยินศิษย์พี่หญิงโจวบอกว่า หากมอบเมล็ดพันธุ์ให้ศิษย์พี่หนึ่งถุง ก็จะได้รับคำชี้แนะจากศิษย์พี่หนึ่งประโยค..."

ซ่งเฉียนจีชะงักไป กำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย

เมิ่งเหอเจ๋อและเพื่อนๆ ของเขาช่วยรวบรวมเมล็ดพันธุ์มาให้ บางครั้งพอพวกเขาเจอข้อสงสัยในการบำเพ็ญเพียร เขาถึงได้ชี้แนะไปสักประโยค

ชี้แนะพอเป็นพิธี ไม่ได้ถ่ายทอดวิชา และไม่ได้พูดอะไรมาก

ก็แค่ทำไปตามน้ำ ง่ายยิ่งกว่าประคองขวดน้ำมันที่ล้มลงเสียอีก

ศิษย์คนนั้นเห็นได้ชัดว่าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เมื่อเอ่ยปากออกไปก็ยอมทุ่มสุดตัว เขาล้วงถุงเก็บของออกมาจากแขนเสื้อ

"เมื่อก่อนหากมีสิ่งใดล่วงเกินศิษย์พี่ไป ขอศิษย์พี่โปรดอภัย วันนี้ขอนำเมล็ดดอกเทียนดอกหนึ่งถุงมามอบให้ บังอาจขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ด้วยเถิดขอรับ!"

เขาพูดอย่างหนักแน่น ทว่าในใจกลับกระวนกระวายอย่างยิ่ง เขาเพิ่งลงสมัครแข่งขันทักษะการแสดง ก็อยากจะหาจุดเปลี่ยนให้ตัวเอง เพื่อสร้างอนาคตที่ดี

โจวเสี่ยวอวิ๋นหลอกข้าเล่นหรือเปล่าเนี่ย?

หรือข้าจะจนจนเป็นบ้าไปแล้ว ถึงได้หูฝาดฟังคำว่า "มอบหินวิญญาณหนึ่งถุง" เป็น "มอบเมล็ดพันธุ์หนึ่งถุง"

ช่วงนี้ ศิษย์หลายคนที่ไปมาหาสู่กับซ่งเฉียนจี ล้วนมีตบะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ช่างน่าอิจฉาเสียจริง นอกเหนือจากเมิ่งเหอเจ๋อที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอยู่แล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นคนธรรมดาทั่วไปทั้งสิ้น

ศิษย์สายนอกไม่มีอาจารย์ ต้องอาศัยสติปัญญาของตัวเองคลำหาทาง พากเพียรเรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนัก สายในไม่เพียงแต่ผูกขาดทรัพยากรอย่างคัมภีร์ลับและของวิเศษเท่านั้น แต่ยังผูกขาดเคล็ดลับการรู้แจ้งและประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรอีกด้วย

เมื่อศิษย์สายนอกเข้าไปในหอถ่ายทอดวิชาหรือหอตำรา ผู้อาวุโสในหอก็มักจะมีท่าทีเย็นชาและรำคาญใจอย่างยิ่ง

ต่อให้ยอมปริปากพูด ก็ชอบทำตัวลึกลับซับซ้อน ทิ้ง "สัจธรรม" ไว้สักสองสามประโยค แล้วให้กลับไปค่อยๆ ทำความเข้าใจเอาเอง

ซ่งเฉียนจีเพิ่งจะหลุดคำว่า "ไม่" ออกมา ก็พลันได้ยินคำว่า "เมล็ดดอกเทียนดอก" เสียก่อน

เขาไอเบาๆ แล้วพูดต่อ "ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก เจ้าถามมาเถอะ"

นี่เป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่เขายังไม่ได้เก็บสะสม เหมาะสำหรับปลูกไว้ที่หน้าประตูพอดี

ศิษย์คนนั้นไม่คิดว่าจะง่ายดายเพียงนี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ซ่งเฉียนจี ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ "ขอบคุณขอรับศิษย์พี่!"

เฉินหงจู๋เห็นดังนั้น ก็บ่นพึมพำในใจว่าเขาจะไปรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียรอะไร แต่ก็เดินเลี่ยงไปชมทิวทัศน์นาขั้นบันไดอยู่อีกด้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่านางไม่ขอเข้าไปก้าวก่าย

"ไอวิญญาณในร่างกายของข้าเต็มเปี่ยม เวลาทำสมาธิโคจรพลังก็ไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย" ศิษย์ผู้น้อยถามเสียงเบา "ข้ารู้สึกว่าขั้นเลี่ยนชี่ระดับสองของข้านั้นสมบูรณ์พร้อมแล้ว ทำไมถึงยังไม่ทะลวงผ่านระดับสามเสียที?"

เขายังอยากจะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ แต่ซ่งเฉียนจีมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดแทรก "สมบูรณ์พร้อมจริงๆ นั่นแหละ ครึ่งเดือนมานี้ ไอวิญญาณของเจ้าเอาแต่โคจรอยู่ภายในร่างกาย ไม่เคยถูกเผาผลาญออกไปเลยใช่หรือไม่?"

ศิษย์คนนั้นตกใจเล็กน้อย "ข้าเตรียมพร้อมจะทะลวงขั้นอยู่ตลอดเวลา จึงระมัดระวังทุกฝีก้าว ไม่กล้าให้สูญเสียไอวิญญาณไปขอรับ"

"ไอวิญญาณไหลเวียนในเส้นลมปราณ ก็เหมือนกระแสน้ำที่ไหลตามคันนา หากเจ้าไม่ใช้มัน มันก็เป็นแค่น้ำนิ่งขัง จะมีชีวิตชีวาได้อย่างไร? พระจันทร์เต็มดวงย่อมมีวันเว้าแหว่ง น้ำเต็มตุ่มย่อมมีวันล้นทะลัก เจ้าจงใช้ไอวิญญาณในร่างกายให้หมดสิ้น เอาของใหม่ไปแทนที่ของเก่า ทุกอย่างย่อมสำเร็จลุล่วงไปเองตามธรรมชาติ"

ศิษย์คนนั้นยืนงงงวยอยู่ครู่หนึ่ง พลันดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมา เขาประสานมือคารวะจนสุดตัว "ขอบคุณศิษย์พี่ขอรับ"

"ไม่ต้องเกรงใจ"

ซ่งเฉียนจีรับถุงเก็บของมา เปิดออกเพื่อตรวจสอบสินค้า เมื่อเห็นว่าเมล็ดพันธุ์เต็มไปด้วยพลังชีวิต ก็พอใจเป็นอย่างมาก

ซ่งเฉียนจีหันหลังเดินจากไป เฉินหงจู๋รีบวิ่งตาม "คุยเสร็จเร็วขนาดนี้เชียว? รอข้าด้วยสิ!"

เหล่าผู้ดูแลที่อยู่ริมศาลาดึงสายตากลับมา แล้วมองหน้ากัน

พอคิดถึงอารมณ์ร้ายกาจราวกับยักษ์มารของเฉินหงจู๋แล้ว ชั่วขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะอิจฉาหรือสงสารดี

ที่หน้าประตูเรือนซ่ง กลีบดอกท้อร่วงหล่นโปรยปราย แปลงผักสองแปลงหน้าประตูเขียวชอุ่มชุ่มชื่น

ซ่งเฉียนจีเดินเข้าไปใกล้ เห็นต้นกล้าถั่วฝักยาวหลายต้นเลื้อยพันขึ้นไปบนกิ่งไม้เล็กๆ ที่เขาปักเอาไว้ แตกเถาออกใบ สูงขึ้นมาจนเกือบถึงครึ่งตัวคนแล้ว

สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ใบไม้สีเขียวอ่อนรูปสามเหลี่ยมพลิ้วไหว ราวกับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังโบกมือต้อนรับเขากลับบ้าน

ซ่งเฉียนจีรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก

เฉินหงจู๋คิดไม่ออกเลยว่า ทำไมคนผู้นี้ถึงได้มีความสุขขนาดนี้

เขาควรจะเป็นคนที่ซับซ้อนมากสิ แต่ความสุขกลับได้มาอย่างง่ายดายปานนี้

ท่ามกลางเมฆสีคราม พลันมีเสียงนกกระเรียนร้องดังแว่วลงมา

เฉินหงจู๋เงยหน้าขึ้น นกกระเรียนเซียนตัวหนึ่งกางปีกบินทะลุเมฆออกมา บินวนอยู่เหนือศีรษะของทั้งสองคน ก่อนจะร่อนลงมาอย่างงดงาม แล้วเอาหัวถูไถไหล่ของนางอย่างสนิทสนม

แต่พอเห็นซ่งเฉียนจี มันกลับถอยหลังไปสองก้าว แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและหวาดกลัว ราวกับมีญาณหยั่งรู้

"นี่คือนกกระเรียนของศิษย์พี่ข้า เขาเรียกข้าให้กลับไปช่วยงานน่ะ" เฉินหงจู๋กล่าว

ช่วงนี้สำนักหัวเวยมีแขกทยอยเดินทางมาถึงเรื่อยๆ โดยจะแบ่งให้คนในสำนักออกไปต้อนรับตามฐานะที่แตกต่างกันไป

เฉินหงจู๋รับหน้าที่ต้อนรับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและมีพื้นเพใกล้เคียงกัน

หลังจากเฝ้าสังเกตมาตลอดทั้งวัน นางก็ยอมรับความจริงแล้วว่านิสัยของซ่งเฉียนจีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และสนใจแต่เรื่องทำไร่ นางจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน

นางครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วหยิบนกกระเรียนกระดาษสีแดงออกมาตัวหนึ่ง "นี่คือยันต์สื่อสารของข้า ทั้งสามหอล้วนจำมันได้ หากเจ้าจะลงเขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตลาด ก็พกมันไปด้วยก็พอ"

ผู้บำเพ็ญเพียรจากทั้งสามหอและศิษย์สายในสามารถพาคนลงเขาได้ตลอดเวลา อย่างเช่นชิวต้าเฉิงและสวีคั่นซานแห่งหอวินัย ที่คุ้นเคยกับบ่อนพนันตีนเขาเสียยิ่งกว่าบ้านของตัวเอง

จ้าวจี้เหิงมีป้ายคำสั่งที่หอผู้ดูแลออกให้ จะพาลูกน้องไปนอนหอนางโลมทุกคืนก็ไม่มีปัญหา

มีเพียงศิษย์สายนอกธรรมดาเท่านั้น ที่เวลาออกนอกประตูสำนักจะต้องถูกหน่วยลาดตระเวนของหอผู้คุมกฎตรวจสอบ

"นับจากนี้ไป จนกว่าจะถึงงานชุมนุมเติงเหวิน หากมีใครมาหาเรื่องเจ้าเพราะเมี่ยวเยียน เจ้าก็ใช้ยันต์นี้ส่งข่าวหาข้าได้ตลอดเวลา หากอยู่ในสำนักหัวเวย ข้าถือป้ายคำสั่งจริงพริบตาเดียวก็มาถึง หากอยู่นอกสำนักหัวเวย ข้าขี่นกกระเรียนมา ย่อมเร็วกว่า 'คนผู้นั้น' อย่างแน่นอน"

"พวกเขาไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับ 'คนผู้นั้น' ! สมมุตินะ ข้าหมายถึงแค่สมมุติ ไม่ได้แช่งเจ้า หากเจ้าสิ้นชื่อไป ตายไปก็สูญเปล่า คนผู้นั้นเร่ร่อนไปทั่วสี่ทิศ กว่าเขาจะรู้เรื่อง แล้วค่อยมาแก้แค้นแทนเจ้า มันจะมีประโยชน์อะไร?"

เฉินหงจู๋พูดจนปากเปียกปากแฉะ ในที่สุดก็เห็นซ่งเฉียนจีรับนกกระเรียนกระดาษสีแดงไปก้มลงพิจารณา

นางหัวเราะอย่างร่าเริง "ข้าดีกับเจ้าขนาดนี้ ในใจเจ้าซาบซึ้งมากเลยใช่ไหม? ตอนนี้อยากจะรำดาบให้ข้าดูหรือยัง?"

ซ่งเฉียนจีกล่าว "ถ้าข้าดูไม่ผิด นี่น่าจะเป็นยันต์อเนกประสงค์ ใช้สื่อสารก็ได้ ใช้สะกดรอยก็ได้ บนนี้มีกระแสจิตของเจ้าอยู่สายหนึ่ง หากข้าพกติดตัวไว้ ไม่ว่าข้าจะไปที่ไหนเจ้าก็จะรู้หมด"

"เจ้ารู้เรื่องยันต์ด้วยหรือ?" เฉินหงจู๋ชะงักไป เอามือจับมวยผมด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย "คนผู้นั้นสอนหรือ? ตกลงว่าเขาสอนอะไรเจ้าไปบ้างเนี่ย?"

ซ่งเฉียนจียิ้มแต่ไม่ตอบ

เฉินหงจู๋เปลี่ยนท่าทีมาเป็นพูดอย่างมีเหตุมีผลอย่างรวดเร็ว "ยันต์แผ่นนี้ เจ้าพกติดตัวเวลาลงเขาไปเดินตลาดก็ได้ มันแค่แสดงร่องรอยของเจ้า ส่วนเจ้าจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์อะไร ไปพบใคร พูดอะไร ข้าก็ไม่รู้อยู่ดี แบบนี้ก็ไม่ถือว่าทำเกินไปหรอกนะ!"

"หากข้าไม่พก เจ้าก็ต้องหาวิธีอื่นมาจับตาดูข้าอยู่ดี นี่เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังและเสียเวลามาก" ซ่งเฉียนจีตักเตือนอย่างจริงจัง "หากจิตใจเจ้าไม่จดจ่อแม้วันเดียว เจ้าก็จะไม่มีวันได้สัมผัสถึงขอบเขตของการสร้างแก่นทองคำ"

เฉินหงจู๋เถียงไม่ออก หน้าดำคร่ำเครียด

นางขึ้นขี่นกกระเรียนเซียน แล้วบินหนีไปด้วยความโมโห

***

เรือนหลังน้อยของซ่งเฉียนจีเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ตอนที่เขาเพิ่งเกิดใหม่ ที่นี่ทั้งมืดทึบและทรุดโทรม เต็มไปด้วยฝุ่นละออง แต่ตอนนี้กำแพงเรือนได้รับการซ่อมแซม ปูพื้นกระเบื้องใหม่ เปลี่ยนเครื่องเรือนใหม่ กำแพงทุกด้านต้องมีเถาวัลย์เลื้อยพัน ชั้นวางดอกไม้ริมกำแพงทุกชั้นต้องมีดอกไม้ใบหญ้าเจริญงอกงาม ใต้ชั้นวางมีแปลงผักที่ล้อมรั้วเอาไว้ ผักทุกต้นล้วนสดใหม่น่ากิน

พื้นที่สีเขียวเหล่านี้เรียงรายสลับซับซ้อน มองจากที่ไกลๆ จะเห็นถึงความมีมิติอย่างชัดเจน

ทั่วทั้งเรือนดูเป็นธรรมชาติ สดชื่น และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

หลังจากซ่งเฉียนจีเสร็จสิ้นการทำงานมาทั้งวัน เขาก็ทิ้งตัวพิงเก้าอี้โยกที่จ้าวจี้เหิงมอบให้ ดื่มด่ำกับสายลมเย็นและแสงจันทร์สว่างไสว รอคอยที่จะกินบะหมี่

เขาเข้าสู่วิถีปี้กู่มาตั้งแต่เนิ่นๆ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความอยากอาหารนัก แต่ต้นหอมฤดูใบไม้ผลิที่เขาปลูกไว้กำลังเขียวชอุ่ม หากไม่รีบตัดก็คงจะแก่เกินแกง

เมิ่งเหอเจ๋อเห็นเข้าก็อาสาบอกว่าตัวเองทำบะหมี่คลุกน้ำมันต้นหอมเป็น

จังหวะนี้เอง ศิษย์สายนอกคนหนึ่งก็มาขอเข้าพบพอดี

"ศิษย์พี่ซ่ง ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง" ศิษย์คนนั้นทำความเคารพเขา แต่กลับไม่พูดออกมาตรงๆ เขาประคองถุงเก็บของออกมาอย่างทะนุถนอมราวกับกำลังถวายของล้ำค่า "ข้านำเมล็ดดอกจื่อเถิงมาหนึ่งถุง คัดสรรมาอย่างดี ไม่มีเมล็ดเสียเลยแม้แต่เมล็ดเดียว หว่านลงไปก็รับรองว่ารอดแน่นอน"

ตอนที่ซ่งเฉียนจีเดินดูนาวิญญาณ มีคนมากมายเห็นเข้า

คนที่เข้ามามอบเมล็ดพันธุ์คนนั้น พอถามเสร็จ กลับไปก็ทะลวงขั้นสำเร็จ เลื่อนขึ้นเป็นขั้นเลี่ยนชี่ระดับสาม

สายนอกไม่มีความลับ ข่าวลือจึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า ดอกจื่อเถิงยังไม่มีเลย ดีมากทีเดียว

เขาพิงเก้าอี้โยก "เจ้าว่ามา"

ศิษย์คนนั้นขยับเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงต่ำ "ศิษย์พี่โปรดดู ของชิ้นนี้ตกทอดมาจากตระกูลข้า ต่อมาตระกูลตกต่ำลง... ข้าเห็นว่ามันไม่ใช่ของวิเศษ ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อันใด"

ศิษย์คนนั้นมีสีหน้าคาดหวัง แต่ก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน

กลัวว่าซ่งเฉียนจีจะตอบว่าไม่รู้ และยิ่งกลัวว่าเขาจะถามว่าทำไมไม่ส่งให้หอผู้ดูแลตรวจสอบ

หากเป็นของวิเศษจริงๆ ขืนส่งให้หอผู้ดูแลไป จะยังมีส่วนแบ่งตกถึงมือตัวเองอีกหรือ

โชคดีที่ซ่งเฉียนจีแค่มองปราดเดียว และไม่ได้ถามอะไร

"หยกจารึก ไม่ใช่ของวิเศษ น่าจะเป็นคัมภีร์วิชาแขนงหนึ่ง รอให้เจ้าจู้จีสำเร็จแล้วค่อยมาดู ตัวอักษรบนนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเอง"

ศิษย์คนนั้นดีใจจนเนื้อเต้น กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ขอบคุณศิษย์พี่ ขอบคุณศิษย์พี่!"

ซ่งเฉียนจีรับเมล็ดพันธุ์มา "ไม่ต้องเกรงใจ กลับไปเถอะ"

"ศิษย์พี่ซ่ง" ศิษย์คนนั้นก้มหน้า อึกอัก "เมื่อก่อน ข้า..."

"เจ้ายังมีอะไรอีก?"

"...ไม่มีขอรับ"

ซ่งเฉียนจีสงสัย "แล้วทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก? รอให้ข้ารั้งตัวไว้กินมื้อเย็นหรือไง?"

เมิ่งเหอเจ๋อได้ยินดังนั้นก็วิ่งออกมา ในมือถือกระชอนอันใหญ่ ทำหน้าตาดุดัน "ใครจะอยู่กินมื้อเย็น? พวกเราไม่มีชามเหลือ และไม่มีข้าวเหลือแล้ว!"

ศิษย์พี่เมิ่งผู้มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นและซื่อตรงอยู่เสมอ จู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้า

ศิษย์คนนั้นนึกถึงท่าทางดุดันของเมิ่งเหอเจ๋อตอนสอบวัดระดับสายนอก ก็ถอยหลังกรูดด้วยความลนลานจนสะดุดล้ม ก่อนจะวิ่งจู๊ดออกไปนอกประตูเรือน

เมิ่งเหอเจ๋อแค่นเสียงเย็นชา

ฉายาซ่งลั่ว ก็คือคนผู้นี้แหละที่เป็นคนตั้งให้เป็นคนแรก แต่ซ่งเฉียนจีคงจะลืมไปตั้งนานแล้ว

"บะหมี่เสร็จหรือยัง?" ซ่งเฉียนจีถาม

"มาแล้วๆ!"

บะหมี่เส้นเล็กชามหนึ่งถูกยกมาวางบนโต๊ะหิน

ราดด้วยน้ำมันต้นหอม เส้นบะหมี่มีสีซอสที่น่ากิน ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย

"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านเป็นคนดีเกินไป อารมณ์ดีเกินไป คนพวกนี้ถึงได้มาเอาเปรียบท่าน"

เมิ่งเหอเจ๋อหุบปากฉับ สองมือกำชายเสื้อแน่น นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่คนอื่นเรียกอีกฝ่ายว่าซ่งลั่ว ตัวเองก็พลอยหัวเราะเยาะผสมโรงไปด้วย

ต่อมาก็ได้ผลประโยชน์ตั้งมากมาย แต่ก็อาศัยว่าซ่งเฉียนจีเป็นคนดี ตัวเองกับคนพวกนี้จะต่างกันตรงไหน? คู่ควรกับคำว่าวิญญูชนจริงๆ หรือ?

ซ่งเฉียนจีไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่อ่อนไหวของอีกฝ่าย ได้แต่ก้มหน้ากินบะหมี่ แล้วพูดอู้อี้ว่า "ก็แค่ทำไปตามน้ำ"

เขาคิดในใจว่า คนที่ได้เมล็ดพันธุ์มาคือข้า นี่ไม่ใช่ว่าข้าเป็นฝ่ายเอาเปรียบหรอกหรือ?

นี่ข้ากำลังเอาเปรียบอยู่ชัดๆ!

***

ความกระตือรือร้นในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์สายนอกพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ตอนทำงานก็ยังดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไม่มีใครเรียก "ซ่งลั่ว" อีกต่อไป มีแต่คนเรียก "ศิษย์พี่ซ่ง"

แถมสรรพนามนี้ยังเจาะจงเฉพาะซ่งเฉียนจีคนเดียวเท่านั้น ศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ที่แซ่ซ่ง ล้วนสมัครใจเรียกตัวเองว่าศิษย์น้อง

เพราะพวกเขารู้ดีว่า เวลาเจอข้อสงสัย อ่านคัมภีร์เต๋าหรือวิชาไม่เข้าใจ ผู้อาวุโสในหอถ่ายทอดวิชาก็ขี้เกียจจะสนใจท่าน ถึงตอนนั้นขอแค่หิ้วเมล็ดพันธุ์ดีๆ ไปสักถุง ก็จะได้รับคำชี้แนะอันล้ำค่าและความช่วยเหลืออย่างเต็มใจจากศิษย์พี่ซ่ง

หากท่านขอให้เขาช่วยตรวจสอบของวิเศษ เขาจะไม่มีวันโลภอยากได้ของของท่านแน่นอน

คัมภีร์วิชาประจำตระกูลของท่าน ยังสำคัญไม่เท่าการกินบะหมี่ของเขาเลย

รวมๆ แล้ว เรียกได้ว่าเป็น "การช่วยเหลือผู้ยากไร้อย่างเสียสละ" เลยทีเดียว

ถึงแม้ศิษย์พี่เมิ่งจะหน้าตาดุดันราวกับยักษ์มาร แต่ขอแค่ท่านได้คำตอบแล้วก็กลับไป ไม่รบกวนมากเกินไป ไม่แย่งเขากินบะหมี่ เขาก็จะไม่สร้างความลำบากใจให้ท่าน

คนเก่งกาจอย่างศิษย์พี่ซ่ง ดันไปลงสมัครแข่งเขียนพู่กันและวาดภาพเสียอย่างนั้น จึงไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับศิษย์คนอื่นๆ ที่ตั้งใจจะลงแข่งขันทักษะการแสดง กลับเป็นการลดคู่แข่งให้พวกเขาเสียด้วยซ้ำ

เมื่อคนคนหนึ่งกลายเป็นคนมีประโยชน์ ข้อเสียทั้งหมดในอดีตของเขาก็จะกลายเป็นข้อดีไปในทันที

การที่เขาปลีกวิเวกชอบไปไหนมาไหนคนเดียว นั่นคือการเป็นคนภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น ไม่สนใจคำนินทา พวกเราเข้าใจผิดไปเอง ช่างไม่สมควรเลยจริงๆ

การที่เขาแยกแยะความสวยความงามไม่ออก นั่นคือการมีขอบเขตหลุดพ้น ไม่ลุ่มหลงในรูปลักษณ์ภายนอก พวกเราตัดสินคนจากหน้าตา ช่างตื้นเขินเสียเหลือเกิน

ซ่งเฉียนจีกลายเป็นผู้ที่มีบารมีและเป็นที่เคารพรักมากที่สุดในสายนอก

พอผู้คนเห็นเขาแต่ไกล ก็จะพากันทำความเคารพ

ซ่งเฉียนจีรู้สึกมีความสุขจากใจจริง เพราะเมล็ดพันธุ์ในมือมีมากขึ้นเรื่อยๆ มากพอให้เขาเอาไปปลูกได้อีกหลายปีหลังจากลงเขาไปแล้ว

ส่วนมุมมองและคำวิจารณ์ที่คนอื่นมีต่อเขานั้น ยังสำคัญสู้ต้นหอมฤดูใบไม้ผลิในแปลงผักที่กำลังแตกยอดไม่ได้เลย

***

บนพื้นดินมีคนพากเพียรบำเพ็ญเพียร มีคนพรวนดินเพาะปลูก

บนท้องฟ้าในมวลเมฆ มีนกกระเรียนเซียนนำทาง มีวิหคครามลากรถ

สำนักต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึงสำนักหัวเวย การแต่งกายล้วนแตกต่างกันไป ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจีพลันมีสีสันเพิ่มขึ้นมามากมาย

ฤดูใบไม้ผลินี้ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นเหมือนดั่งสวนผักของซ่งเฉียนจี

ดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบาน เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

จบบทที่ บทที่ 17 สู้กินบะหมี่ไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว