- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่
บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่
บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่
บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่
ซ่งเฉียนจีอยากพบเว่ยเจินอวี้ ไม่ใช่เพราะมีความมุ่งร้ายใดๆ ซ่อนอยู่ เพียงแค่รู้สึกสงสัยใคร่รู้เท่านั้น
ตอนที่เขาเพิ่งตาย เขาเคยอิจฉาอีกฝ่ายจริงๆ แต่หลังจากนอนราบเป็นปลาเค็มดูงิ้วอยู่ในห้องมืดเล็กๆ มานานแสนนานจนไม่อยากจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปอิจฉาความโชคดีของคนอื่นอีก
คำว่าโชควาสนานั้น เปลี่ยนแปลงยากจะหยั่งถึง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่เกิดในตระกูลมีชื่อเสียง บรรพบุรุษสั่งสมบุญบารมีไว้มาก ฮวงจุ้ยถ้ำบำเพ็ญเพียรดีเลิศ ทั้งยังมีรัฐบรรณาการหรือดินแดนศักดินา
หากสามารถคุ้มครองดินแดนหนึ่งให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ปุถุชนนับหมื่นนับแสนกราบไหว้บูชารูปปั้นทองคำของพวกเขาได้ ยิ่งควันธูปพวยพุ่ง โชควาสนาก็ยิ่งดี เส้นทางเซียนก็จะยิ่งราบรื่น เป็นวัฏจักรที่ดีงาม
ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดานอกจากจะไม่มีดินแดนวิเศษหรือของวิเศษคอยคุ้มครองแล้ว บรรพบุรุษก็ไม่เคยมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ก้าวขึ้นสวรรค์ โลกมนุษย์ยิ่งไม่มีใครกราบไหว้บูชา ทำได้เพียงพึ่งพาคำว่า "ทำความดีให้มาก สั่งสมบุญบารมี" เพื่อปลอบใจตัวเอง
ยังมีเส้นทางสายมืดอีกสายหนึ่ง นั่นคือการใช้วิชาอาคมแย่งชิงโชควาสนาของผู้อื่น เดิมพันด้วยการหลอกฟ้าตบตาดิน หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ย่อมถูกสะท้อนกลับอย่างแน่นอน
ซ่งเฉียนจีไม่เคยมีความคิดในด้านนี้เลย
แต่เขาเคยเห็นวิชาเต๋าแขนงหนึ่งของอารามจื่ออวิ๋น มีชื่อว่า "วิชาดูปราณ"
หลังจากซ่งเฉียนจีเลื่อนระดับถึงขั้นฮว่าเสิน สำนักต่างๆ ก็พากันมาแสดงความยินดี
เจ้าอารามจื่ออวิ๋นแสดงวิชาดูปราณต่อหน้าธารกำนัล เวลามองคนอื่นล้วนเห็นเป็นห้าสีสันถักทอ เมฆาเรืองรองงดงาม สามารถคำนวณได้ว่าคนผู้นั้นเจริญรุ่งเรืองเพราะเหตุใด พูดจาเป็นฉากๆ อย่างมีหลักการ
แต่พอมองมาที่เขา กลับเห็นเพียงควันดำทะมึนหนาทึบที่ไม่อาจสลายไปได้ พร้อมด้วยลมคาวเลือดม้วนตัว พาลจะทิ่มแทงดวงตาให้บอดมืดเอาเสียให้ได้
ทว่าก็ไม่กล้าพูดจาว่าร้ายซ่งเฉียนจี ทำได้เพียงกล่าวว่า "ดูปราณมาร้อยปี ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ประสบความสำเร็จด้วยเหตุใด ไม่อาจเข้าใจได้เลย"
ความหมายก็คือ ไม่เคยเห็นใครที่โชคแย่ขนาดเขามาก่อน ไม่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์แม้แต่น้อย
ที่แปลกก็คือ คนผู้นี้กลับมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ ซ้ำยังมีความสำเร็จถึงเพียงนี้ได้
ตั้งแต่นั้นมา ซ่งเฉียนจีก็ยิ่งมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เลื่องลือมากขึ้นไปอีก
โลกบำเพ็ญเพียรต่างมองว่าเขา "ไร้คุณธรรม" ดวงแข็งใจเหี้ยม พญายมยังไม่ยอมรับตัว
ไม่ว่าจะพูดลับหลังอย่างไร เบื้องหน้าก็ยิ่งเคารพและหวาดกลัวเขามากขึ้นเท่านั้น
ซ่งเฉียนจีคิดว่า หากเว่ยเจินอวี้มีแสงสีทองเปล่งประกายทั่วร่าง สว่างไสวดุจดวงตะวัน เมื่อตกอยู่ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็น "วิชาดูปราณ" ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยอุ้มทองเดินผ่านตลาด ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนหมายปอง หรือถูกคนหาวิธีแย่งชิง
เว่ยเจินอวี้จะต้องมีวิชาลับติดตัว สามารถปกปิดโชควาสนา กลมกลืนไปกับฝุ่นธุลี ถึงจะสามารถกอบโกยความมั่งคั่งเงียบๆ ได้
ดังนั้นในงานชุมนุมเติงเหวินครั้งนี้ อัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากสำนักต่างๆ เขาจึงไม่มองเลย มุ่งหาแต่ศิษย์น้อยแซ่เว่ยที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ" เมิ่งเหอเจ๋อขัดจังหวะความคิดของเขา
"ไม่มีอะไร" ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า
เมิ่งเหอเจ๋อคิดว่าเขากำลังกังวลเรื่องงานชุมนุมเติงเหวิน "ข้าจะไปซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกมาให้ท่าน จะได้สะดวกต่อการฝึกฝนเขียนพู่กันวาดภาพ"
"ไม่ต้องหรอก" ซ่งเฉียนจีรดน้ำแปลงผักเสร็จก็เก็บฝักบัว "ข้าอยากซื้อเมล็ดพันธุ์สักหน่อย"
"เมล็ดพันธุ์หรือ" เมิ่งเหอเจ๋อไม่เข้าใจ "เมล็ดพันธุ์พืชวิญญาณชนิดใดกัน"
"ไม่ต้องเป็นพืชวิญญาณหรอก เอาเมล็ดพันธุ์ธรรมดาก็พอ" ซ่งเฉียนจีไม่เลือกกิน "ต้นกล้าผักก็ได้"
โจวเสี่ยวอวิ๋นโพล่งขึ้นมาทันที "เรื่องนั้นง่ายมาก ที่โรงครัวใหญ่สายนอกก็มี!"
ศิษย์สายนอกที่ยังไม่บรรลุขั้นงดอาหาร ปกติจะกินข้าวที่โรงครัวใหญ่ ไม่ได้กินพืชวิญญาณ ข้าววิญญาณ หรือเนื้อสัตว์วิญญาณหรอก แต่ข้าว แป้ง และผักสดตามฤดูกาลนั้นมีให้กินไม่อั้น
"พวกเรากำลังจะไปทำงานรับจ้างที่เหมืองหินวิญญาณพอดี เลิกงานแล้วต้องผ่านโรงครัวใหญ่ จะเอามาให้ท่านนะ" เมิ่งเหอเจ๋อลุกขึ้นลากลับ
ซ่งเฉียนจีพยักหน้าขอบคุณ
ยอดอ่อนที่เพิ่งผลิของมันฝรั่งมีหยาดน้ำใสกระจ่างเกาะพราว แฝงไว้ด้วยพลังชีวิตเปี่ยมล้น ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน
นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเฉียนจีปลูกอะไรขึ้นมาได้
เขายื่นปลายนิ้วออกไปแตะมันอย่างระมัดระวัง รู้สึกแปลกใหม่และยินดีอยู่บ้าง
เพราะมีของวิเศษล้ำค่าที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตแข็งแกร่งที่สุดอย่าง "น้ำพุอมตะ" อยู่กับตัว การรับรู้ถึงชีวิตของเขาจึงเฉียบคมขึ้นด้วย
ไม่ใช่แค่คนและสิ่งมีชีวิต แต่เป็นทุกสิ่งที่มีพลังชีวิต
อย่างเช่น เขาสามารถรับรู้ได้ว่าใบไม้ใบหนึ่งจะร่วงหล่นจากกิ่งเมื่อใด ดอกท้อใต้ใบไม้ดอกหนึ่งจะร่วงโรยจากจุดเบ่งบานสูงสุดเมื่อใด
ไม่แน่ว่า เขาอาจจะมีพรสวรรค์ในการทำไร่ทำนาจริงๆ ก็ได้
ตึกสูงระฟ้าล้วนสร้างจากพื้นราบ สักวันหนึ่งเขาจะต้องมีไร่นาเป็นของตัวเอง!
หลังจากแก้ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าผักได้แล้ว ซ่งเฉียนจีก็ย้ายต้นท้อหน้าประตูเรือนไปปลูกห่างออกไปสามจั้ง เพื่อปรับปรุงแสงสว่างภายในกำแพงเรือน
พื้นดินหน้าประตูถูกเขาพลิกหน้าดินและทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน สองข้างประตูสีแดงชาดถูกล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ บุกเบิกเป็นแปลงผักใหม่สองแปลง
เวลาทำงานเขาตั้งใจมาก งานใช้แรงงานที่น่าเบื่ออย่างการใช้พลั่วพลิกหน้าดิน เขาก็จดจ่อและทำอย่างละเอียดลออไม่ขาดตกบกพร่อง
ราวกับว่ากำลังทำเรื่องที่น่าสนุกและสำคัญที่สุดในโลก
ซ่งเฉียนจีสะใจแล้ว
แต่คนที่จับตาดูเขาแทบจะสติแตกอยู่แล้ว
"รายงาน! ซ่งเฉียนจีซื้อเมล็ดพันธุ์กับต้นกล้า ดูเหมือนจะทำไร่ปลูกผักขอรับ!"
"รายงาน! ซ่งเฉียนจีเริ่มหาบน้ำไถนาจริงๆ แล้วขอรับ!"
"รายงาน! วันนี้ซ่งเฉียนจีปลูกมะเขือยาว ต้นหอม ต้นกระเทียม..."
"รายงาน! ซ่งเฉียนจีตั้งใจจะปลูกดอกไม้หน้าประตู..."
"ไสหัวไปให้พ้น ไม่ต้องรายงานแล้ว!"
จ้าวอวี๋ผิงสะบัดแขนเสื้อด้วยความโกรธ ถ้วยชาบนโต๊ะร่วงหล่นแตกกระจาย เศษกระเบื้องปลิวว่อน
เขายืนกระทืบเท้าอยู่ท่ามกลางเศษกระเบื้องเกลื่อนพื้น "ไอ้เด็กเวรนี่ตกลงอยากจะทำอะไรกันแน่!"
ปลาซิวปลาสร้อยขั้นเลี่ยนชี่คนหนึ่งที่ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่น แม้แต่เวลานอนก็ยังเสียดาย วันๆ แทบอยากจะรีดเวลาออกมาสักสี่สิบชั่วยามเพื่อบำเพ็ญเพียร
จู่ๆ วันหนึ่งก็วิ่งไปทำไร่ปลูกผัก แถมตั้งแต่เริ่มปลูกผัก ก็ไม่บำเพ็ญเพียรอีกเลย
จ้าวอวี๋ผิงยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ รู้สึกอยู่เสมอว่าที่ซ่งเฉียนจีผิดปกติเช่นนี้ กำลังซุ่มเก็บงำกระบวนท่าไม้ตายอันร้ายกาจอยู่
ราวกับมีกระบี่เล่มหนึ่งแขวนอยู่เหนือหัว เดาแผนการของอีกฝ่ายไม่ออก ทำให้เขากระวนกระวายใจยิ่งนัก
"คนของสำนักศึกษาชิงหยาและสำนักเซียนอิน เมื่อไหร่จะมาถึง ปล่อยไว้นานเดี๋ยวจะยืดเยื้อ ส่งคนไปเร่งหน่อย"
เฉินหงจู๋ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เช่นกัน
ที่นางเสนอตัวอาสาจับตาดูซ่งเฉียนจี ไม่ใช่เพื่อมาฟังว่าแต่ละวันอีกฝ่ายดำนาอย่างไร รดน้ำอย่างไรเสียหน่อย
เฉินหงจู๋ติดสินบนศิษย์เรือนนอนสายนอกยี่สิบหลังรอบ "เรือนซ่ง" ทิ้งหินวิญญาณและนกกระเรียนกระดาษสื่อสารไว้ให้พวกเขา พร้อมกับคำขู่ตะคอกเสียงกร้าว
"ถ้าซ่งเฉียนจีมีความเคลื่อนไหวอะไร แล้วพวกเจ้าจับตาดูไม่ทัน ไม่รายงานข้า ก็รอโดนแส้ฟาดได้เลย!"
ภายใต้การขู่เข็ญและหลอกล่อ ข่าวคราวของนางจึงฉับไวกว่าจ้าวอวี๋ผิงเสียอีก
แต่ซ่งเฉียนจีกลับดูเหมือนจะรู้ตัว เขาเก็บตัวเงียบ เมล็ดพันธุ์และเครื่องมือทำเกษตรที่ต้องการล้วนให้เมิ่งเหอเจ๋อและคนอื่นๆ ส่งเข้าไปในเรือน
"เขายอมทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ฆ่าเวลาไปวันๆ ดีกว่าฝึกกระบี่ เขาจงใจกวนโมโหข้าใช่หรือไม่"
พอมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา เฉินหงจู๋ก็ฝึกกระบี่อย่างใจลอย นั่งสมาธิก็จิตใจว้าวุ่น
"ซ่งเฉียนจีออกจากเรือนแล้ว!"
นกกระเรียนกระดาษนำข่าวล่าสุดมาแจ้ง เฉินหงจู๋ผุดลุกขึ้นทันที
***
ซ่งเฉียนจีปิดประตูสีแดงชาด กำลังจะก้าวเดิน จู่ๆ ก็ช้อนตาขึ้นมองต้นท้อ
แสงแดดสดใส ดอกไม้บานสะพรั่ง ใบอ่อนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เบ่งบานอย่างเริงร่า
เด็กสาวชุดแดงนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ ถามด้วยรอยยิ้มแฉ่ง "เตรียมตัวจะไปไหนล่ะ"
ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว "เจ้ามาได้อย่างไร"
ไม่มีความผันผวนของไอวิญญาณแม้แต่น้อย นางราวกับปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ทำให้นกตกใจบินหนีไป
"ใช้เจ้านี่ไงล่ะ!" เฉินหงจู๋ล้วงป้ายคำสั่งทรงข้าวหลามตัดออกมา "แค่เจ้ามีความเคลื่อนไหว ข้าก็รีบมาถึงได้ทันที!"
แสงสีทองส่องประกาย สะท้อนแสงแดดแยงตาซ่งเฉียนจี
"เจ้าก็รู้นี่ ท่านพ่อกับพวกท่านอาจารย์อาของข้า ไม่มีใครอยากเห็นหน้าเจ้าหรอก งานสกปรกเหนื่อยยากอย่างการจับตาดูเจ้า ก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่แล้ว ข้าเลยถือโอกาสนี้ไปยืมป้ายอาญาสิทธิ์หัวเวยมาจากท่านพ่อ มีป้ายนี้อยู่ในมือ ก็สามารถอาศัยค่ายกลหัวเวย ไปมาในสำนักได้อย่างอิสระ พริบตาเดียวก็ถึง" เฉินหงจู๋กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
"อย่างเช่นแท่นเด็ดดาวที่เขาด้านหลัง ตบะของข้าในตอนนี้ยังขึ้นไปไม่ได้ แต่ตั้งแต่ได้มันมา ตอนกลางคืนนอนไม่หลับ ก็ไปดูดาวได้ทุกเมื่อ เรื่องนี้ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ"
จากประสบการณ์ความล้มเหลวในการรับมือครั้งก่อน นางรู้สึกว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ ปิดบังไปก็สู้เปิดเผยตรงไปตรงมาไม่ได้
แต่นางไม่ได้พูดว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ คิดว่าอีกฝ่ายก็คงไม่สนใจหรอก
ซ่งเฉียนจีพูดไม่ออก
นี่มันต่างอะไรกับการเที่ยวด้วยงบหลวง กินดื่มด้วยเงินหลวงกันล่ะ
แต่เมื่อนึกถึงฐานะของเฉินหงจู๋ การถอนขนแกะของบ้านตัวเองก็ไม่ผิดกฎหมายนี่นะ
เขาหันหลังเดินจากไป
เฉินหงจู๋กระโดดลงมา วิ่งตามหลังเขาไปพลางถาม "เจ้าจะไปฝึกกระบี่ที่ไหน"
"ไม่ได้ฝึกกระบี่ จะไปดูนาวิญญาณ"
เฉินหงจู๋กัดริมฝีปากล่าง ตัดสินใจเด็ดขาด "งานชุมนุมเติงเหวินใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้าจะมามัวประชดประชัน ทำให้ตัวเองเสียเวลาแบบนี้ไม่ได้นะ! ที่ข้าเคยเสียมารยาทกับเจ้า ข้าขอโทษก็ได้!"
คิดดูสิว่านางทำตัวกร่างวางอำนาจมาสิบแปดปี ไม่เคยแม้แต่จะก้มหัวให้ใคร จะไปพูดถึงการขอโทษได้อย่างไร
หากอีกฝ่ายยังไม่ไว้หน้าอีก นางจะโกรธจริงๆ แล้วนะ
"เจ้ายังไม่รู้หรือ" ซ่งเฉียนจีถาม
"รู้อะไร"
"ข้าลงสมัครแข่งเขียนพู่กันวาดภาพ"
เฉินหงจู๋ไอโขลกอย่างแรง "เจ้าบ้าไปแล้วจริงๆ!"
"การบำเพ็ญเพียรก็เหมือนการพายเรือทวนน้ำ ตราบใดที่เดินบนเส้นทางนี้ ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงไม่หยุดหย่อน แย่งชิงกับคน แย่งชิงกับฟ้า มิฉะนั้นหากล้าหลังไปก้าวหนึ่ง ก็จะล้าหลังไปทุกก้าว" เฉินหงจู๋พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี "อายุสิบสี่สิบห้าปีเท่ากัน บางคนอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ตอนต้น บางคนอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ขั้นสมบูรณ์ ดูเหมือนจะพอๆ กัน แต่ยิ่งนานไปช่องว่างก็จะยิ่งห่าง รอจนเพื่อนของเจ้าอย่างเมิ่งเหอเจ๋อก่อเกิดจินตัน เจ้ายังเพิ่งทะลวงขั้นจู้จี เจ้าจะร้อนใจหรือไม่เล่า"
"ข้าไม่ร้อนใจเลย"
ซ่งเฉียนจีเดินไปพลางชมวิวไปพลาง สีหน้าผ่อนคลายสบายใจ
เฉินหงจู๋โกรธที่เขาไม่เอาถ่าน แทบอยากจะคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเขามาเขย่าแรงๆ
"เจ้าเป็นแค่คนขั้นเลี่ยนชี่ การที่ได้รับคำชี้แนะจาก 'คนผู้นั้น' ด้วยตัวเอง นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ คนอื่นต่อให้หลุมศพบรรพบุรุษมีควันพวยพุ่งก็ยังร้องขอมาไม่ได้ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่เห็นคุณค่า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาไม่เห็นคุณค่า!"
นางสูดลมหายใจเข้าลึก "ต่อให้เจ้าไม่อยากไปเปรียบเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเดียวกัน แต่ถึงจะเป็นแค่ปุถุชนที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียร ก็ยังเข้าใจหลักการที่เรียบง่ายที่สุดในโลกนี้ดีว่า หากไม่อยากถูกคนรังแก ไม่อยากปล่อยให้คนอื่นเชือดเฉือนตามใจชอบ ก็ทำได้เพียงสู้ยิบตา ทุกคนล้วนอยากเป็นคนที่อยู่เหนือคนอื่น ดังนั้นถึงได้สร้างโลกที่คนกินคนแบบนี้ขึ้นมาไงเล่า"
"เจ้าจะร้อนใจไปทำไม" ซ่งเฉียนจียิ้มบาง "เจ้าเป็นแม่ข้าหรือ"
"เจ้า!" เฉินหงจู๋แทบจะถูกเขายั่วโมโหจนหนีเตลิด นางกลอกตา จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "ประโยคที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินมาแล้วนะ ไม่ใช่แค่ข้าหรอก ตอนนี้คนทั้งสำนักหัวเวยเขารู้กันหมดแล้ว"
"เมี่ยวเยียนมีผู้ติดตามที่คลั่งไคล้นางอยู่เยอะมาก งานชุมนุมเติงเหวินพวกเขาก็จะมาด้วย เจ้ากำลังจะเจอปัญหาแล้วล่ะ กลัวหรือไม่"
ซ่งเฉียนจีลองคิดดู แล้วพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ "กลัว"
คนที่กลายมาเป็นผู้ติดตามที่คลั่งไคล้ได้ สมองย่อมต้องไม่ค่อยดีนักเป็นแน่
ชาติก่อนเขาเคยเจอมาแล้ว
เมี่ยวเยียนเชิญเขาไปฟังเสียงฉินที่ทะเลสาบน้ำแข็ง พวกเขาก็ไปซ่อนตัวอยู่ก้นทะเลสาบ คอยหาจังหวะก่อกวน แต่กลับไปปลุกจระเข้พันปีที่หลับไหลอยู่ในทะเลสาบให้ตื่นขึ้นมา จนถูกไล่กัดกระเจิงไปไกลถึงสี่สิบลี้
เมี่ยวเยียนเชิญเขาล่องเรือจิบชา พวกเขาก็ไปซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องเรือ เตรียมจะลอบสังหารเขา แต่กลัวว่าจะถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดจนกระจัดกระจาย ก็เลยเอาเชือกมาผูกติดกันไว้
พอดึงขึ้นมาคนหนึ่ง ก็ห้อยต่องแต่งตามกันมาเป็นพรวน ราวกับเถาวัลย์เส้นเดียวมีแตงโมเจ็ดลูก
คนพวกนี้ที่มีสติปัญญาพอๆ กับจ้าวจี้เหิง ได้มอบเรื่องตลกขบขันที่หาได้ยากยิ่งให้กับชีวิตการบำเพ็ญเพียรเซียนอันจืดชืดในชาติก่อนของซ่งเฉียนจี
แต่ตอนนั้นเขาวางมาดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะต่อหน้าเมี่ยวเยียนก็ต้องสงวนท่าที ไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ไร้สาระ
อยากหัวเราะก็หัวเราะไม่ได้ กลั้นไว้จนทรมานมาก
ตอนนี้ไม่มีภาระอะไรแล้ว อยากจะหัวเราะอย่างไรก็หัวเราะได้เลย หากได้เจอกันอีก เขาคงกลัวตัวเองจะหัวเราะจนตายเสียมากกว่า
แต่เฉินหงจู๋กลับสะอึก
นางรู้ว่าคนผู้นี้กระดูกแข็ง หากถูกนางยั่วโมโห ก็ควรจะทำตัวเป็นฮีโร่แล้วพูดว่า "ใครกลัวใครกัน มีอะไรก็งัดมาให้หมดเลย"
ถ้าเป็นเช่นนั้นนางก็จะได้ถือโอกาสยืมลาลงเขา คอยกระตุ้นให้อีกฝ่ายตั้งใจฝึกกระบี่ เพื่อเตรียมตัวสั่งสอนคนพวกนั้น
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับยอมรับว่าปอดแหกอย่างเด็ดเดี่ยว นางเลยไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
ซ่งเฉียนจีจู่ๆ ก็ถามขึ้น "พวกเขามา เจ้าก็กลัวเหมือนกันใช่หรือไม่"
"เรื่องตลกน่า ข้าเนี่ยนะจะกลัว!" เฉินหงจู๋โกรธจนข้าชี้ชัน "กลัวกะผีสิ! คุณหนูอย่างข้าแค่ไม่ชอบหน้าเมี่ยวเยียน ใครกล้าเอากเรื่องนี้มารังแกพวกเราสองคน ก็ลองถามกระบี่ของข้าดูก่อนเถอะ"
"เจ้าใช้แส้ไม่ใช่หรือ"
"แส้ของข้ามีไว้ขู่คนอื่นเท่านั้นแหละ! เหมือนจุดประทัดตอนปีใหม่ เอาไว้ฟังเสียงดังๆ เฉยๆ" เฉินหงจู๋พูดอย่างจริงจัง "กระบี่คืออาวุธร้าย กระบี่ที่ใช้ทำร้ายคน จะเอามาโชว์ให้ใครเห็นง่ายๆ ไม่ได้หรอก"
"ที่แท้เจ้าก็เข้าใจหลักการนี้ด้วย" ซ่งเฉียนจีประหลาดใจเล็กน้อย "เจ้าก็ไม่เบานี่"
"ที่แท้เจ้าก็ชมคนเป็นด้วย ข้านึกว่าเจ้าเป็นแต่กวนโมโหคนอื่นเสียอีก แต่ว่า เจ้าเองก็ไม่เลวเหมือนกันนะ" เฉินหงจู๋ถูกชมจนยิ้มหน้าบาน จึงเอ่ยชมเขากลับไปเพื่อตอบแทนน้ำใจ "ข้าเดาว่าตอนนี้เมี่ยวเยียนคงโกรธจนมือสั่น แทบอยากจะตบระเบียงเรือนไผ่ให้หัก แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นไม่สนใจ!"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "ไม่หรอก นางไม่ทำอย่างนั้นแน่"
ระหว่างที่พูดคุยกัน นาขั้นบันไดบนเขาวิญญาณที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ราวกับเกลียวคลื่นหิมะนับพันชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
***
เมี่ยวเยียนยืนอยู่ริมระเบียง ชมดอกไม้อย่างเงียบๆ
ไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด มักจะมีดอกไม้สดเสมอ
นางและเฉินหงจู๋ต่างก็เหม็นขี้หน้ากัน ย่อมไม่อยากเข้าไปพักในตำหนักอู๋โยวของเฉินหงจู๋
ทั้งสองแม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็ไม่ได้มีความผูกพันฉันเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน เฉินหงจู๋เป็นลูกหลงที่เกิดมาตอนซวีอวิ๋นอายุมากแล้ว พอเกิดมาก็เป็นองค์หญิงแห่งสำนักหัวเวยทันที
ส่วนพ่อแม่ของเมี่ยวเยียนจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก ก่อนที่มารดาจะร่วงหล่น ได้ฝากฝังนางไว้กับท่านลุงที่เป็นเจ้าสำนักหัวเวย
น่าเสียดายที่รากวิญญาณของนางอ่อนแอ ชีพจรวิญญาณเล็กเรียวและบอบบาง ไม่เหมาะกับการฝึกดาบหรือกระบี่ที่สุด ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็มักจะทำให้ซวีอวิ๋นส่ายหน้าและขมวดคิ้วเสมอ
สำนักหัวเวยถือเสียว่าเลี้ยงคนว่างงานไว้คนหนึ่ง เพิ่มตะเกียบมาอีกแค่คู่เดียว
หลังจากเฉินหงจู๋เกิดมา เมี่ยวเยียนก็ย้ายจากยอดเขาหลักไปอยู่ที่ป่าไผ่อันเงียบสงบหลังเขา
จนกระทั่งเทพธิดาวั่งซูมาเป็นแขกที่สำนักหัวเวย เห็นว่านางเหมาะที่จะฝึกวิชาเสียงสวรรค์ จึงรับนางเป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิชาให้จนหมดไส้หมดพุง
ชีวิตของเมี่ยวเยียนจึงเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้นมา
เมื่อนางปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง ก็กลายเป็นเทพธิดาแห่งสวรรค์ชั้นเก้าผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศและเปล่งประกายเจิดจรัส
ราวกับว่านางเกิดมาเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
สำนักหัวเวยได้สร้างหอเทียนล่ายไว้ให้นางภายในตำหนักอู๋โยวของเฉินหงจู๋ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทในห้องหอ มีความผูกพันลึกซึ้ง
แต่เมี่ยวเยียนเต็มใจที่จะพักที่เรือนไผ่หลังเดิมมากกว่า
สำนักหัวเวยจึงต้องปรับปรุงที่นี่ใหม่ แขวนม่านมุกสีขาว วางไข่มุกราตรี ตกแต่งอย่างเรียบหรูดูเหนือโลก
เมื่อสาวใช้เดินเข้ามา เห็นเมี่ยวเยียนเหม่อมองดอกไม้ หว่างคิ้วคล้ายมีความกังวล ก็เข้าใจผิดคิดว่านางถูกคำพูดของคนอื่นกวนใจ จึงรีบพูดขึ้นว่า
"ท่านก็รู้เรื่องแล้วหรือเจ้าคะ"
"เรื่องอะไร" เมี่ยวเยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงนึกถึงประโยคที่ไม่ค่อยน่าฟังนั้นขึ้นมาได้ จึงยิ้มแล้วส่ายหน้า "ไม่เป็นไรหรอก"
สาวใช้โกรธเคือง "สำนักหัวเวยเชิญท่านมาเป็นแขก ศิษย์ในสำนักกลับมีคนกล้าเสียมารยาทกับท่าน หากข้าได้เจอหน้า..."
"ไม่หรอก ไม่เกี่ยวกับเขา"
เมี่ยวเยียนหันกลับมา หยิบกรรไกรสีทองเล่มเล็กขึ้นมา ตัดแต่งกิ่งดอกไม้ในกระถางที่ยื่นยาวเกินไป "เรือนไผ่อยู่ห่างไกล ที่เจ้าได้ยินข่าวลือพวกนี้ ก็เพราะมีคนอยากให้ข้าได้ยิน อยากให้ข้าโกรธน่ะสิ"
สาวใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ตบมือพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องผิดหวังแล้วล่ะ ข้าไม่เคยเห็นท่านเซียนโกรธเลยสักครั้ง!"
เมี่ยวเยียนยิ้มบาง
นางชินกับการทุ่มเทความรัก ความแค้น ความยินดี และความโกรธทั้งหมดลงในเสียงดนตรี เมื่อเสียงฉินหยุดลง นางเงยหน้าขึ้น ก็จะกลับกลายเป็นเทพธิดาผู้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติอีกครั้ง
นางไม่เคยแสดงอารมณ์ด้านลบต่อหน้าผู้คน
"ยิ่งไปกว่านั้น แค่ศิษย์สายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ยิ่งไม่คู่ควรให้ท่านต้องขุ่นเคืองใจเลย" สาวใช้หัวเราะ
"กริ๊ก"
กรรไกรทองคำพลาดเป้า ดอกตูมร่วงหล่นลงพื้น
รอยยิ้มของเมี่ยวเยียนจางลง "ศิษย์สายนอกหรือ"
นางวางกรรไกรลง จู่ๆ ก็นึกถึงการพบกันบนสะพานซื่อสุ่ย สีหน้าเย็นชาและคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยของคนผู้นั้นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
หากเป็นคนผู้นั้น ดูแล้วก็คงจะพูดจาแบบนั้นออกมาจริงๆ
"ว้าย ดอกไม้ร่วงแล้ว!" สาวใช้อุทานด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ดอกไม้สดชุดใหม่อยู่ข้างนอกเรือน ข้าจะไปยกเข้ามาเดี๋ยวนี้"
ดอกไม้เก่าถูกทิ้งไป ดอกไม้ใหม่ถูกนำมาวางบนระเบียง
กล้วยไม้ลายทอง โบตั๋นห้าสี ตู้เจวียนคริสตัล...
เรือนไผ่ที่เรียบหรูดูเหนือโลก พริบตาเดียวก็เต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
สาวใช้ยกมือปิดปากหัวเราะ "ดูคนพวกนั้นสิ คนยังไม่ทันมาถึง ดอกไม้ก็มาก่อนแล้ว"
เมี่ยวเยียนชอบดูดอกไม้
ดอกไม้งามกับหญิงงามช่างเข้ากัน คนอื่นจึงชอบส่งดอกไม้มาให้นางดู
ตามจีบคนที่สวยที่สุด มอบดอกไม้ที่งดงามที่สุด หลายคนถือว่านี่คือความสุนทรีย์
สาวใช้ติดตามอยู่ข้างกายเมี่ยวเยียนมาหลายปี รักใคร่กลมเกลียวดั่งพี่น้อง เคยเห็นดอกไม้ใบหญ้าแปลกประหลาดและพืชวิญญาณล้ำค่าบนโลกนี้มาหมดแล้ว มองอะไรก็ไม่รู้สึกแปลกตาอีกต่อไป
"ท่านเซียน ดอกไม้ที่ส่งมาคราวนี้ ท่านโปรดปรานดอกไหนเป็นพิเศษหรือเจ้าคะ"
"ไม่มี"
เมี่ยวเยียนหันหลังกลับ ปล่อยให้ดอกไม้หลากสีสันเบ่งบานไปทั่ว โดยไม่ชายตามองอีกเลย
นางกลับไปนั่งที่โต๊ะไผ่ ก้มหน้าลงดีดฉิน
"แล้วในบรรดาคนที่ส่งดอกไม้มาให้ ท่านชอบใครมากที่สุดเจ้าคะ"
"ไม่ชอบใครเลย"
สาวใช้ลองคิดดู ก็ไม่เคยเห็นเมี่ยวเยียนทำตัวพิเศษกับใครจริงๆ นั่นแหละ จึงอดถามไม่ได้ว่า "ตกลงว่าท่านชอบคนแบบไหนกันแน่เจ้าคะ"
"คนที่รู้ใจ" หญิงงามดีดสายฉินสองสามครั้ง เสียงฉินไม่เป็นท่วงทำนอง แต่กลับหลั่งไหลออกมาราวกับน้ำพุกระทบหิน สดชื่นรื่นหู
น่าเสียดายที่คนรู้ใจมีน้อยนัก สายฉินขาดไปจะมีใครรับฟัง
สาวใช้ไม่เข้าใจ อยากจะถามว่าคนรู้ใจคืออะไร จู่ๆ ดวงตาก็สว่างวาบ ตะครุบนกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งราวกับจับผีเสื้อ "จดหมายจากเทพธิดาวั่งซูมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!"
เมี่ยวเยียนไม่ได้เงยหน้าขึ้น เพียงแค่ถามว่า "ท่านอาจารย์ว่าอย่างไรบ้าง"
"ขอให้ท่านบรรเลงฉินสักเพลง หลังจากจบการประชันดนตรีในงานชุมนุมเติงเหวิน เพื่อชำระล้างจิตใจและสงบอารมณ์ให้ทุกคน ช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรเจ้าค่ะ"
"รู้แล้ว" เมี่ยวเยียนขยับปิ่นมุกที่ข้างขมับ พลางหัวเราะ "ท่านอาจารย์ยังคงชอบเอาชนะเหมือนเดิมเลยนะ"
มีนางเป็นคนปิดท้าย ใครจะไปจำได้ล่ะว่าผู้ชนะเลิศในปีนี้ดีดเพลงอะไรไปบ้าง
คนหนุ่มสาวที่มาร่วมงาน มีใครบ้างที่ไม่ได้มาเพื่อสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง อุตส่าห์ฝึกซ้อมอย่างหนักจนคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาได้ แต่กลับไม่มีใครจดจำ
น่าสงสารนิดหน่อยนะ
เมี่ยวเยียนกล่าวคำว่า "ขอโทษ" ล่วงหน้าอยู่ในใจ
ผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งต่างก็สงวนท่าที ไม่ยอมลงสนาม นางจึงมั่นใจว่าในโลกบำเพ็ญเพียรยุคปัจจุบัน ผู้บำเพ็ญเพียรสายดนตรีที่ยินดีจะออกโรงและบรรเลงต่อหน้าสาธารณชนด้วยตัวเอง ไม่มีใครเอาชนะนางได้หรอก
ทุกปีมักจะมีคนถูกยกย่องให้เป็น "เมี่ยวเยียนน้อย" แต่ก็เป็นเพียงดอกถานฮวาที่บานแค่ชั่วข้ามคืน
เมี่ยวเยียนจะมีเพียงคนเดียวตลอดไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าที่เย็นชาและดื้อรั้นก็ปรากฏขึ้น ทำลายความงามอันอ่อนโยนไปจนหมดสิ้น ทำให้นางแทบจะกลายเป็นคนละคน
แต่นางก้มหน้าอยู่ จึงไม่มีใครมองเห็น