เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 บุตรแห่งสวรรค์

บทที่ 15 บุตรแห่งสวรรค์

บทที่ 15 บุตรแห่งสวรรค์


บทที่ 15 บุตรแห่งสวรรค์

จ้าวจี้เหิงถูกคุมตัวมาถึงหอผู้ดูแล ก็ยังคงตะโกนด่าทอเสียงดัง

"พวกเจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้ ข้าจะไปบอกท่านอา!"

"พอได้แล้ว!" จ้าวอวี๋ผิงนวดคลึงหว่างคิ้ว

ทั้งที่อายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน ทำไมซ่งเฉียนจีถึงได้จิตใจลึกล้ำรับมือยากนัก ส่วนเมิ่งเหอเจ๋อเวลาลงมือก็โหดเหี้ยมไม่เหมือนคนเป็นๆ แต่เหมือนสัตว์ป่าตาแดงฉาน

มีแต่หลานชายบ้านตัวเองที่โง่เง่าเต่าตุ่น รนหาที่ไปประเคนให้คนอื่นถึงที่

โชคดีที่ในตระกูลยังมีลูกหลานยอดเยี่ยมอีกมากมาย มีผู้สืบทอด ขาดจ้าวจี้เหิงไปสักคนก็ไม่เป็นไร เขาจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง

เขามาจากทวีปเทียนเป่ย ตระกูลจ้าวแห่งเมืองชิงอัน แม้จะเป็นสายรองก็ตาม จ้าวไท่จี๋เจ้าแห่งยอดเขาชื่อสุ่ยของสำนักหัวเวยต่างหาก ถึงจะนับว่าเป็นสายหลักที่แท้จริง

แต่ตระกูลจ้าวคือตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร เป็นตระกูลใหญ่ผู้มีชื่อเสียง ควบคุมเมืองชิงอันไว้ทั้งหมด ต่อให้เป็นสายรองก็ยังมีร่มไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง โดดเด่นได้ง่ายกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป

"อย่าไปยุ่งกับซ่งเฉียนจีอีก วันหน้าถ้าเจอเขา ก็ทำเป็นมองไม่เห็น เข้าใจไหม" จ้าวอวี๋ผิงตั้งใจจะสั่งสอนสักสองสามประโยค แต่พอสบตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความน้อยใจ และน้ำตาคลอเบ้าของคนเป็นหลาน ก็ทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าอีกครั้ง

"ช่างเถอะ ไปเที่ยวเล่นเสียสิ อย่ากลับมาดึกนัก เจ้าเพิ่งเข้าสายใน ต้องทิ้งความประทับใจที่ดีให้ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ด้วย"

จ้าวจี้เหิงได้รับถุงหินวิญญาณที่หนักอึ้ง สีหน้าโกรธแค้นก็เปลี่ยนไปทันที ปากพึมพำว่า "ไม่เจอกันหลายวัน ไม่รู้ว่าแม่นางทั้งหลายจะสบายดีหรือไม่" แล้ววิ่งลงบันไดไปด้วยฝีเท้าเบาหวิว ชายเสื้อปลิวไสว

"ยินดีด้วยขอรับ" ผู้ดูแลหนุ่มถึงเพิ่งกล้าเดินเข้าไปประจบ

"มีอันใดน่ายินดี" จ้าวอวี๋ผิงหัวเราะเยาะ "เจ้าคิดว่าจี้เหิงเข้าสายในแล้ว พวกเราก็คืนดีกับซ่งเฉียนจีแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นดีอย่างนั้นหรือ"

"เมื่อครู่ซ่งเฉียนจีรับของขวัญไป แล้วก็กล่าวขอบคุณอย่างเกรงใจยิ่ง..."

"เจ้าได้มองแววตาของเขาให้ดีหรือเปล่า" จ้าวอวี๋ผิงส่ายหน้า "คนแบบเขาน่ะ จิตใจลึกล้ำลูกไม้แพรวพราว เมื่อผูกความแค้นกันแล้ว ก็เก็บไว้ไม่ได้อีก เจ้าไม่ลงมือกับเขา ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องฆ่าเจ้า!"

ผู้ดูแลหนุ่มใจกระตุก เหงื่อเย็นผุดพราย หากจ้าวอวี๋ผิงเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนแรกที่จะถูกผลักออกไปรับเคราะห์ ก็คือลูกกระจ๊อกอย่างพวกเขานี่แหละ

"เจ้ากลัวอะไร นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของข้า" จ้าวอวี๋ผิงชี้นิ้วขึ้นฟ้า "เป็นเบื้องบน"

ผู้ดูแลหนุ่มเหลือบมองไปทางยอดเขาชื่อสุ่ยอย่างรวดเร็ว แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง

บนตำหนักเฉียนคุน จ้าวไท่จี๋เกิดจิตสังหารต่อซ่งเฉียนจี จึงชักดาบออกไปด้วยความโกรธแค้น ภายหลังนักพรตซวีอวิ๋นเปลี่ยนใจ เก็บซ่งเฉียนจีไว้จนถึงงานชุมนุมเติงเหวิน ย่อมต้องทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก

เรื่องนี้มีคนรู้น้อยมาก นอกจากเจ็ดคนบนตำหนักในคืนนั้น ก็มีเพียงจ้าวอวี๋ผิงที่รู้

ทันใดนั้นก็มีผู้ดูแลคนหนึ่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในประตู แล้วกระซิบข้างหูจ้าวอวี๋ผิง

จ้าวอวี๋ผิงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะลั่น

"เขาพูดเช่นนี้จริงๆ หรือ"

"จริงแท้แน่นอน! ศิษย์สายนอกแทบทุกคน กับศิษย์หอวินัยอีกสิบกว่าคน ล้วนได้ยินกันหมด"

จ้าวอวี๋ผิงหรี่ตาลง

ตนกำลังกลุ้มใจที่หาดาบเหมาะๆ ไม่ได้ ซ่งเฉียนจีก็ยื่นมาให้เล่มหนึ่ง ช่างรู้ใจคนอื่นเสียจริง

หากไม่มีผู้ติดตามที่คลั่งไคล้และมาจากตระกูลสูงส่ง ชื่อเสียง 'โฉมงามอันดับหนึ่ง' ของเมี่ยวเยียนจะมาจากไหน

หลายคนมองว่าชื่อเสียงของเทพธิดาเมี่ยวเยียน สำคัญยิ่งกว่าของตนเองเสียอีก

ลบหลู่เทพธิดาเมี่ยวเยียน ร้ายแรงยิ่งกว่าลบหลู่ตัวพวกเขาเอง

พวกเขากุมอำนาจในการพูดของคนรุ่นใหม่ในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อแสดงความชื่นชอบ ก็ไม่อนุญาตให้คนอื่นแสดงความไม่ชอบ

ผู้บำเพ็ญเพียรชายบอกว่าเมี่ยวเยียนไม่ดี พวกเขาก็จะไป 'คุยด้วยเหตุผล' ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงบอกว่าเมี่ยวเยียนไม่ดี ก็จะถูกตราหน้าว่าใจแคบ อิจฉาริษยาคนเก่ง

นานวันเข้า ก็ไม่มีใครเต็มใจพูดข้อเสียของเมี่ยวเยียนในที่สาธารณะอีก

มีเพียงซ่งเฉียนจี ที่ไม่รู้ว่าผีเข้าอะไรอีก

เรื่องนี้ไม่เหมือนกับการกระโดดผาต้วนซาน ที่ดูเหมือนรนหาที่ตาย แต่กลับกระโดดจนเจอทางรอด

ซ่งเฉียนจีปากพล่อยไปชั่วขณะ ย่อมต้องนำพาความยุ่งยากมาให้อย่างไม่สิ้นสุด

"งานชุมนุมเติงเหวินมักจะมีคนมาถึงก่อนเสมอ" จ้าวอวี๋ผิงถาม "คนของสำนักศึกษาชิงหยากับสำนักเซียนอินจะมาถึงเมื่อใด"

"อีกสิบวันขอรับ"

"ช้าเกินไป จัดเตรียมเรือเมฆาไปรับ"

ผู้ดูแลหนุ่มพยักหน้ารัวๆ

จ้าวอวี๋ผิงหยิบชุดน้ำชาออกมา เริ่มต้มน้ำ และสั่งการเป็นประโยคสุดท้ายว่า

"ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง ข้าต้องการให้ศิษย์สายในสายนอกของสำนักหัวเวย ตั้งแต่บนลงล่าง รู้กันให้หมดว่าซ่งเฉียนจีเคยพูดประโยคนั้นไว้"

ถ้วยหลิวหลีห้าสีแกะสลักลาย เข้าคู่กับชาใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ

น้ำชาสีอำพัน สะท้อนภาพดอกท้อสีชมพูอ่อนนอกหน้าต่าง เขายังไม่ได้ดื่ม ก็เคลิบเคลิ้มไปเสียแล้ว

ช่างเป็นโครงกระดูกสีชมพูเสียจริง

****

ซ่งเฉียนจีกำลังเหลาซี่ไผ่ มัดรั้ว

เมิ่งเหอเจ๋อหมุนรถเข็นตามเขาไป อยากช่วยแต่ก็สอดมือเข้าไปไม่ได้ ทำได้เพียงส่งเชือกป่าน ส่งกรรไกรให้เป็นบางครั้ง

"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านไม่ฝึกดาบหรือ" เมิ่งเหอเจ๋อตามมาพักใหญ่ ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวจึงถามขึ้น "ท่านไม่สูดปราณวิญญาณ ไม่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรหรือ"

"ไม่ฝึก"

"เป็นเพราะข้าอยู่ที่นี่เลยไม่สะดวกใช่หรือไม่ งั้นข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้"

ซ่งเฉียนจีทำได้เพียงอธิบายว่า "วันนี้ไม่อยากฝึก"

เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกลำบากใจ

ไม่อยากบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องที่แย่มาก หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เขาจะต้องเร่งเร้าให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาแน่ การอู้งานไม่มีจุดจบที่ดีหรอก!

แต่คนคนนี้คือศิษย์พี่ซ่ง

เมื่อก่อนศิษย์พี่ซ่งขยันหมั่นเพียรและมีวินัยในตนเองมากเกินไป ควรจะได้พักผ่อนตั้งนานแล้ว

ไม่ฝึกจริงๆ ก็ไม่เป็นไร เขาจะพยายามบำเพ็ญเพียร ก็จะปกป้องเขาได้ พยายามเก็บเงิน ก็จะซื้อโอสถและหญ้าวิญญาณมาให้เขากินได้

พยายามแข็งแกร่งขึ้น ก็จะช่วยเขาแต่งสหายเต๋าได้... เอ้อ อันนี้ดูเหมือนจะยังไม่ได้

แต่สรุปคือสามารถส่งเขาขึ้นสู่เส้นทางเซียนได้ก็แล้วกัน

ความผิดปกติที่ซ่งเฉียนจีแสดงออกมา เมิ่งเหอเจ๋ออาศัยการคิดเองเออเองจนเข้าใจกระจ่างแล้ว มีเพียงเรื่องเดียวที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ

"ศิษย์พี่ซ่ง ก่อนหน้านี้ทำไมท่านถึงพูดประโยคนั้นออกมา"

"ประโยคไหน"

"โครงกระดูกสีชมพู เมี่ยว เมี่ยว..." ประโยคครึ่งหลัง เขาช่างยากจะเอ่ยปากจริงๆ จึงได้แต่ส่งเสียงร้องเมี๊ยวๆ เบาๆ

เสียงร้องเมี๊ยวๆ ทำเอาซ่งเฉียนจีหัวเราะลั่น สองมือสั่นเทิ้ม จนเหลาซี่ไผ่สีเขียวมรกตพังไปหนึ่งอัน

เมิ่งเหอเจ๋อร้อนรนแล้ว "ทำไมท่านถึงไม่ชอบเทพธิดาเมี่ยวเยียน นางงดงามที่สุดในใต้หล้าเลยนะ!"

ซ่งเฉียนจีย้อนถาม "ความงามคืออะไร"

เมิ่งเหอเจ๋อถูกถามจนงงไปชั่วขณะ เบิกตาโพลงมองเขาด้วยความตกตะลึง

ซ่งเฉียนจีเปลี่ยนวิธีถาม "ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเมี่ยวเยียนงดงาม"

"เรื่องนี้ยังต้องมีเหตุผลอีกหรือ แค่ก้าวเข้ามาในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร พวกเราก็รู้กันแล้ว"

เมิ่งเหอเจ๋อคิดมาตลอดว่า ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก การบำเพ็ญเพียรต้องใช้หินวิญญาณ ความงามของเมี่ยวเยียนก็เป็นความรู้พื้นฐานประการหนึ่งเช่นกัน "รูปโฉมนางไร้ที่ติ พรสวรรค์สูงส่ง ปราดเปรื่องเรื่องดนตรี จิตใจดีและอ่อนโยน..."

"เรื่องพวกนี้เป็นความจริงทั้งหมดงั้นหรือ" ซ่งเฉียนจีเหลาซี่ไผ่ดังฉับๆ "เจ้าเคยเห็นกับตาตัวเองไหม เจ้าเข้าใจนาง เทียบไม่ได้กับที่เจ้าเข้าใจโจวเสี่ยวอวิ๋นเลยด้วยซ้ำ ทำไมเจ้าถึงไม่คิดว่าโจวเสี่ยวอวิ๋นงดงามที่สุดในใต้หล้าล่ะ"

เมิ่งเหอเจ๋อเหม่อลอยเอ่ยว่า "แต่ทุกคนก็บอกว่านางงดงามนี่"

"เพราะมีคนมากมายยกยอชื่นชม ชื่นชมนาง เจ้าก็เลยคิดว่านางงดงามงั้นสิ" ซ่งเฉียนจีกล่าว "เช่นนั้นเจ้าชอบนาง หรือว่าชอบการยกยอชื่นชมของคนอื่น ชอบชื่อเสียงของนางกันแน่"

"ข้าไม่รู้ เรื่องนี้ทนรับการขบคิดไม่ได้จริงๆ ข้าใกล้จะถูกท่านปั่นหัวจนงงไปหมดแล้ว!"

เมิ่งเหอเจ๋อขมวดคิ้วอย่างกลัดกลุ้ม

คำถามของซ่งเฉียนจี เขาไม่สามารถตอบได้

ความงามคืออะไร ใครเป็นคนกำหนดว่าเมี่ยวเยียนคือความงาม

ข้าไม่เคยพบนางเลยสักครั้ง จะรู้ได้อย่างไรว่านางตรงกับรสนิยมความงามของข้า

ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในหัวของเมิ่งเหอเจ๋อ จู่ๆ เขาก็ตะโกนขึ้นมา "ไม่ถูก ข้าไม่มีรสนิยมความงามเลยต่างหาก!"

เมี่ยวเยียนคือรสนิยมความงามของผู้บำเพ็ญเพียรชั้นสูง โลกใบนี้ ความงามหรือความอัปลักษณ์ล้วนให้พวกเขาเป็นคนตัดสิน

ในใจของเขาก่อเกิดความรู้สึกขมขื่นขึ้นมาเล็กน้อย ชีวิตผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอย่างพวกเราก็เหนื่อยยากพอแล้ว ต้องเป็นลูกจ้างให้พวกท่านทุกวัน ทำไมแม้แต่มาตรฐานของ 'ความงาม' ก็ต้องให้พวกท่านเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ด้วย

ซ่งเฉียนจีนำเชือกป่านมาพันรอบซี่ไผ่ มัดให้แน่นทีละอัน

"เมี่ยวเยียนเชี่ยวชาญวิชาเสียงสวรรค์ แม้ระดับขั้นของนางจะสูง แต่ก็ไม่มีพลังโจมตีที่รุนแรงนัก การฟังเสียงฉินของนางสามารถช่วยเพิ่มพูนตบะได้ รูปโฉมนางงดงามแต่กลับเข้าใจผู้อื่น ไม่โต้เถียงเรื่องถูกผิดกับเจ้า ชาติกำเนิดนางสูงส่งแต่กลับเงียบสงบและอ่อนโยน ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องอื่นใดนอกจากเสียงดนตรี..."

"ดังนั้นสรุปออกมาได้สามข้อคือ: หน้าตาสวย มีประโยชน์เยอะ ไม่เรื่องมาก"

เมิ่งเหอเจ๋อตกตะลึงกับคำกล่าวนี้ "งั้นพวกเขาก็ไม่ได้ชอบเมี่ยวเยียนจริงๆ เพียงเพราะมีผลประโยชน์ต่อตัวเอง ถึงได้ยกยอชื่นชมเมี่ยวเยียน"

"ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ยิ่งเหมือนเมี่ยวเยียน ก็ยิ่งถูกคนเอ่ยปากชมได้ง่าย" ซ่งเฉียนจีก้มหน้าก้มตาปรับตำแหน่งรั้ว ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบเฉย "เมี่ยวเยียนคือไม้บรรทัดสำหรับวัดความสมบูรณ์แบบ เป็นภาพลวงตาที่เป็นที่พึ่งพิงของจินตนาการ เพียงแต่ไม่ใช่มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมต่อนาง แต่มันก็เป็นสิ่งที่นางเลือกเอง"

"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า ท่านเข้าใจนางดีจังเลยนะ" เมิ่งเหอเจ๋อพึมพำกับตัวเอง

ซ่งเฉียนจีมัดรั้วไผ่เสร็จไปสองแถวแล้ว

เขายังไม่มีเมล็ดพันธุ์ รื้อค้นทั่วทั้งบ้าน ก็หาเจอแค่มันฝรั่งสามหัว

มันฝรั่งแตกหน่ออ่อนสีเขียวอ่อนออกมาสองสามยอด เขายิ่งมองยิ่งรู้สึกน่ารัก จึงตัดสินใจว่าจะปลูกพวกมันก่อน

"ศิษย์พี่ซ่ง ในเมื่อท่านไม่ชอบเมี่ยวเยียน!" เดิมทีเมิ่งเหอเจ๋ออยากจะร่วมเกลียดชังศัตรูคนเดียวกันกับเขา "งั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าก็จะไม่ ไม่ชอ..."

เด็กหนุ่มอึกอักอยู่นาน แต่กลับพูดคำที่ขัดกับใจตัวเองออกมาได้ยากยิ่ง

ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็วางมันฝรั่งสุดที่รักในมือลง แล้วหันกลับไปมองเขา

"ถ้าเจ้าอายุสี่สิบหรือสี่ร้อยปี ข้าอาจจะแนะนำให้เจ้าช่างมันเถอะ แต่เจ้าเพิ่งสิบสี่ ดังนั้นเจ้าชอบอะไร ก็พูดออกมาดังๆ อยากได้อะไร ก็ทุ่มเทแย่งชิงมันมา"

"ทำผิดก็แก้ไข ก่อเรื่องก็ยืดอกรับ ไม่ต้องเกรงใจใคร และยิ่งไม่ต้องสนใจข้า"

ฟ้ากว้างดินใหญ่ เด็กหนุ่มยิ่งใหญ่ที่สุด

ขอเพียงชาตินี้เมิ่งเหอเจ๋อไม่ไปเป็นประมุขพรรคมาร จะอาละวาดอย่างไรก็ตามสบาย

แววตาของเด็กหนุ่มสว่างวาบขึ้น ตะโกนเสียงดังว่า "ข้าอยากเข้าร่วมงานชุมนุมเติงเหวิน"

"ดีเลย"

"ข้าอยากกราบอาจารย์ที่เก่งกาจที่สุด!"

"ไม่เลว"

"ข้าอยากเป็นบุคคลสำคัญ!"

"ได้สิ"

จู่ๆ เสียงของเมิ่งเหอเจ๋อก็เบาลง "ข้ายังอยากแต่งสหายเต๋าคนสวยๆ ด้วย ถูกทุกคนอิจฉา ก็ยังดีกว่าถูกทุกคนรังแก"

"ข้าไม่ใช่พ่อเจ้านะ!" ซ่งเฉียนจีปามันฝรั่งลงพื้น "ไม่ต้องบอกข้าทุกเรื่องก็ได้!"

ปาเสร็จก็ยังต้องรีบเก็บกลับมา

ซ่งเฉียนจีลูบหน่ออ่อนเบาๆ เอ่ยด้วยความปวดใจ "ไม่ช้ำใช่ไหม"

ดินที่เพิ่งพลิกใหม่ๆ ร่วนซุยและสะอาดสะอ้าน เมื่อถูกแสงแดดอบอุ่นสาดส่อง ก็เหมือนกับผ้านวมที่ฟูฟ่อง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผืนดินออกมา

เขาหั่นมันฝรั่งที่แตกหน่อออกเป็นชิ้นๆ แต่ละชิ้นเหลือตาไว้สองสามตา ขุดหลุมฝังลงไปในดิน

ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเวลาที่ดีในการปลูกมันฝรั่ง

ขอเพียงมีฝนฤดูใบไม้ผลิสักสองสามห่า พวกมันก็จะแตกใบสีเขียวขจี และผลิดอกสีม่วงอ่อนออกมาได้

ก็เหมือนกับเมิ่งเหอเจ๋อในตอนนี้ ที่เนื้อตัวมอมแมมฝันกลางวัน

แต่ขอเพียงยืมสายลมตะวันออกให้เขาสักระลอก ย่อมสามารถทะยานขึ้นสู่เบื้องบน บินทะลุฟ้าได้แน่

"ศิษย์พี่ซ่ง ข้าผิดไปแล้ว ท่านอย่าโกรธเลย" เมิ่งเหอเจ๋อนั่งอยู่บนรถเข็น มองดูซ่งเฉียนจีหยิบพลั่วมากลบดินด้วยตัวเอง ก็ยิ่งรู้สึกผิด

"รอข้าแผลหายดี ข้าจะทำไร่แทนศิษย์พี่เอง!"

ซ่งเฉียนจีสะดุ้งตกใจ

ข้าอุตส่าห์หวังดีปลอบใจเจ้า เจ้ากลับมาหมายปองที่ดินของข้าเนี่ยนะ

ข้ามีแปลงผักขนาดเท่าฝ่ามือแค่นี้ ถ้าถูกเจ้าเอาไปปลูก แล้วข้าจะปลูกอะไรล่ะ!

"กลับไปรักษาตัวที่โรงหมอเถอะ" ซ่งเฉียนจียิ้ม เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความจริงใจ "ก่อนที่แผลจะหายดี อย่ามาที่นี่อีกเลย"

เมิ่งเหอเจ๋อพยักหน้ารัวๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ

ซ่งเฉียนจีลืมไปว่าเจ้าหมอนี่มีลูกประคำหยกแดงติดตัว แม้สรรพคุณจะไม่ทรงพลังเท่า 'น้ำพุอมตะ' แต่ก็เป็นถึงของวิเศษชั้นยอดที่ช่วยคุ้มครองเจ้านายและเพิ่มการรักษา

ประกอบกับพื้นฐานของเมิ่งเหอเจ๋อแข็งแกร่ง เวลาเพียงสั้นๆ สองวัน เขาก็พาพรรคพวกศิษย์สายนอกกลุ่มหนึ่ง กลับมาอย่างกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา

"ศิษย์พี่ซ่ง ข่าวเรื่องงานชุมนุมเติงเหวินประกาศที่หอผู้ดูแลวันนี้แล้ว" โจวเสี่ยวอวิ๋นประคองกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาอย่างกับกำลังถวายของล้ำค่า "พวกเราคัดลอกมาให้ท่านชุดหนึ่ง กฎเกณฑ์ของงานชุมนุมอยู่ที่นี่ทั้งหมด ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่ตัวเดียว ไม่ขาดแม้แต่คำเดียว!"

ซ่งเฉียนจีกำลังรดน้ำมันฝรั่งในแปลง แม้กระดาษแผ่นนี้จะไม่มีประโยชน์กับเขา เขาก็ยังรับมาด้วยสองมือและกล่าวขอบคุณ

หลายวันก่อนมีข่าวลือหลุดออกมาจากสายในแล้ว เมื่อข่าวงานชุมนุมประกาศอย่างเป็นทางการ ก็ยังคงสร้างความฮือฮาอย่างใหญ่หลวงในสายนอก

งานชุมนุมใหญ่ของแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรที่จัดขึ้นสิบปีต่อหนึ่งครั้ง ครั้งนี้ถึงคิวสำนักหัวเวยเป็นเจ้าภาพ

ศิษย์สายนอกของเจ้าภาพก็สามารถลงชื่อเข้าร่วมได้เช่นกัน ต่อให้ไม่ลงแข่งขัน เป็นเพียงผู้ชมธรรมดาตลอดงาน ก็เพียงพอให้ได้เปิดหูเปิดตา เก็บไว้เป็นความทรงจำไปชั่วชีวิต

เมิ่งเหอเจ๋อมีสีหน้าเบิกบาน ไม่เห็นร่องรอยการบาดเจ็บแม้แต่น้อย มองออกเพียงว่าเขาสูงขึ้นเล็กน้อย รูปร่างดูกำยำขึ้น

"ทั้งหมดมีสี่รายการใหญ่ ฉิน หมาก อักษรและภาพวาด การประลองฝีมือ ข้าดูอย่างละเอียดแล้ว พวกเราลงแข่งการประลองฝีมือดีที่สุด ศิษย์พี่ซ่ง ข้าจะไปลงชื่อแทนท่านเอง"

ซ่งเฉียนจี "ข้าลงแข่งอักษรและภาพวาด"

เมิ่งเหอเจ๋อตกใจมาก "ไม่ได้นะ!"

"ก่อนที่ข้าจะขึ้นเขา ข้าก็ชอบวาดรูปดอกไม้ นก ปลา แมลงที่บ้านเหมือนกัน" โจวเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยห้ามอย่างอ้อมค้อม "แต่อักษรและภาพวาดนี้ ไม่ใช่อักษรและภาพวาดอย่างนั้น คนที่ลงชื่อรายการนี้ ส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตของสำนักศึกษาชิงหยา ปกติเชี่ยวชาญการวาดอักขระยันต์ ลงพู่กันทะลุหลังกระดาษ มือสมัครเล่นอย่างพวกเรา วาดสู้พวกเขาไม่ได้หรอก"

เมิ่งเหอเจ๋อช่วยเกลี้ยกล่อมต่อ "ยังมีอีกสองรายการคือฉินและหมาก ภายนอกคือการดีดฉินและเดินหมาก แต่ความจริงแล้วคือการทดสอบวิชาเสียงสวรรค์ ค่ายกล และการคำนวณทำนาย คนที่ลงชื่อส่วนใหญ่คือผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเซียนอินและอารามจื่ออวิ๋น พวกเราก็สู้ไม่ได้เหมือนกัน"

เติงเหวิน คือการปีนขึ้นภูเขาสูงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายไปทั่วหล้า

งานชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสนิยมสูงส่งจริงๆ หรือแค่ตามกระแส สรุปคือมีรายละเอียดจุกจิกมากมาย ไม่สามารถเลือดสาดเนื้อกระจายเหมือนการประลองยุทธ์บนเวทีได้

ชัดเจนว่าสามารถประลองวิชาเสียงสวรรค์ ประลองความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล ประลองการวาดอักขระยันต์กันได้โดยตรง แต่พวกเขากลับดึงดันที่จะประลองการบรรเลงดนตรี ประลองการเดินหมาก ประลองอักษรและภาพวาด

รายการเดียวที่เหลือไว้ให้ผู้บำเพ็ญเพียรสายต่อสู้ได้แสดงฝีมืออย่างการประลองฝีมือ ก็ยังต้องสู้กันให้ดูเจริญตาเจริญใจ ถึงจะเรียกว่า 'การแสดง'

ซ่งเฉียนจีสามารถเข้าใจได้ หากศิษย์ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น ต้องมาต่อสู้จนเลือดตกยางออก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อของวิเศษเพียงชิ้นเดียว หรือดินแดนศักดินาเพียงผืนเดียว แล้วจะต่างอะไรกับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่เปื้อนโคลนอย่างพวกเขาเล่า

"ไม่เป็นไร ข้าจะลงชื่ออักษรและภาพวาดนี่แหละ"

ไม่ว่าจะเป็นการดีดฉินจนจบเพลง หรือเดินหมากจนจบกระดาน ล้วนช้าและยุ่งยากเกินไป มีเพียงกฎของอักษรและภาพวาดที่ง่ายที่สุด สามารถตวัดพู่กันส่งๆ ไปสองสามทีก็พอแล้ว

เมิ่งเหอเจ๋อเป็นกังวลอย่างมาก "ท่านวาดอักขระยันต์เป็นหรือ"

ซ่งเฉียนจี "เป็นนิดหน่อย"

เขามาจากผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ เรียนรู้วิชาอาคมมาแบบกระจัดกระจาย ทำอะไรก็เป็นนิดๆ หน่อยๆ

เพียงแต่งานชุมนุมที่ดูมีรสนิยมและผ่อนคลายเช่นนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขาในชาติก่อนเลยแม้แต่น้อย

เขามักจะเอาแต่หนีตาย เดินทาง เอาชีวิตรอด และต่อสู้ ไม่เคยยอมหยุดพัก และก็ไม่สามารถหยุดพักได้

ซ่งเฉียนจีคิดว่า เฉินหงจู๋พูดแค่ว่า ต้องการให้ข้าอยู่จนกว่างานชุมนุมเติงเหวินจะจบลง

แต่ข้าดึงดันที่จะไม่ใช้กระบี่ ซวีอวิ๋นกับพวกก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี

พวกเขาทุกคนล้วนหวาดกลัวเสี่ยนเจี้ยนเฉิน

ซ่งเฉียนจีไม่กลัว เพราะจนกระทั่งชาติก่อนตอนที่เขาหนีตายกลางทุ่งหิมะ เสี่ยนเจี้ยนเฉินก็ไม่มีข่าวคราวหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ใครใช้ให้ 'ผู้กอบกู้โลก' เว่ยเจินอวี้ เป็นลูกรักของสวรรค์เล่า

เทพกระบี่เปิดนิ้วทองคำให้เขาเสร็จแล้ว ก็ควรจะถอนตัวออกไปเมื่อบรรลุผลสำเร็จ ไม่สามารถแย่งความโดดเด่นของเขาไปได้

ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เสี่ยนเจี้ยนเฉิน

ตอนที่ซ่งเฉียนจียังดิ้นรนอยู่ในระดับล่าง แวดวงผู้บำเพ็ญเพียรมีคำกล่าวว่า 'หนึ่งเซียน หนึ่งผี หนึ่งปราชญ์ หนึ่งเทพ' หมายถึงยอดฝีมือขั้นฮว่าเสินสี่คน ได้แก่ 'เซียนฉิน ผีหมาก ปราชญ์อักษร เทพกระบี่'

ผู้อาวุโสไร้เทียมทานทั้งสี่ท่านนี้ เพียงเพราะคำว่า 'ถูกชะตา' สองคำ ก็ถ่ายทอดวิชาที่เรียนรู้มาทั้งชีวิตให้กับผู้กอบกู้โลก โดยไม่หวังผลตอบแทน

หลังจากทิ้งผู้สืบทอดไว้แล้ว พวกเขาบางคนก็สิ้นอายุขัย บางคนก็ตายเพราะอาการป่วย บางคนก็เร้นกายหลีกหนีจากโลก...

ต่อมา ก็ถึงคราวที่คนรุ่นใหม่เบ่งบานประชันกัน

'ประมุขพรรคมาร' เมิ่งเจิงเซียนก่อคลื่นลม 'ร้อยศึกไม่ตาย' ซ่งเฉียนจีออกคำสั่งเหล่าผู้กล้า

ผ่านความรุ่งโรจน์อันแสนสั้น ก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินดั่งดาวตก

คลื่นลูกใหญ่ซัดสาดทราย ผู้กอบกู้โลกเว่ยเจินอวี้มาถึงอย่างเชื่องช้า กอบกู้อาคารใหญ่ที่กำลังจะพังทลาย ได้รับใจคนทั้งใต้หล้าไปครอง

หลังจากตายซ่งเฉียนจีได้ดูเศษเสี้ยวของธาราแห่งกาลเวลา จากรายละเอียดสันนิษฐานได้ว่า เว่ยเจินอวี้อย่างมากก็อายุน้อยกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี น่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกัน

แต่คนผู้นี้โชคดีถึงเพียงนี้ ช่วงแรกจะไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้อย่างไร

หลังจากเกิดใหม่ก็ปล่อยวางได้แล้ว ขนาดเมิ่งเจิงเซียนยังชื่อเดิมว่าเมิ่งเหอเจ๋อ เว่ยเจินอวี้ก็อาจจะเคยเปลี่ยนชื่อมาแล้วเหมือนกัน

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาปิดบังตัวตน ช่วงแรกใช้แผนซุ่มเงียบกอบโกยผลประโยชน์ ช่วงหลังถึงได้ระเบิดพลังออกมาอย่างกะทันหัน ปรากฏตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

งานชุมนุมเติงเหวิน มีคนมากมายในชาติก่อนที่อยากฆ่าเขา หรือคนที่เคยถูกเขาฆ่า กำลังจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

ซ่งเฉียนจีไม่อยากเจอเลยสักคน

เขาแค่อยากมองดูไกลๆ สักครั้ง มองดูบุตรแห่งสวรรค์ผู้เป็นที่รักของโชคชะตาผู้นั้น

เว่ยเจินอวี้ จะมาหรือไม่

จบบทที่ บทที่ 15 บุตรแห่งสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว