เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 เป็นคนหรือผี

บทที่ 19 เป็นคนหรือผี

บทที่ 19 เป็นคนหรือผี


บทที่ 19 เป็นคนหรือผี

ซ่งเฉียนจีเผลอหลับไปตอนรอข้าว

จะโทษว่าเขาเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ได้ ต้องโทษที่สายลมวสันต์นั้นอ่อนโยนเกินไป แสงยามเย็นสลัวเกินไป และกลิ่นดอกไม้ก็หอมหวนชวนเคลิบเคลิ้มเกินไป

เก้าอี้เอนหลังที่จ้าวจี้เหิงมอบให้นั้นนั่งสบายเกินไป เบาะพิงก็นุ่มนิ่ม ราวกับรังอันอบอุ่นของสัตว์ตัวน้อยที่ปูลาดด้วยหญ้าแห้งฟูฟ่อง

ชาติก่อนเขาใช้วิธีนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจแทนการนอนหลับ ต่อให้เหนื่อยล้าถึงขีดสุด ข้างกายก็ต้องมีดาบอยู่เสมอ และพร้อมที่จะชักดาบออกมาได้ทุกเมื่อ

แม้ภายหลังจะได้เข้าไปพำนักในตำหนักเซียนบนยอดเขา ซึ่งห้องนอนมีการติดตั้งค่ายกลที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุด เขาก็ยังมองว่าการนอนหลับเป็นการเสียเวลา และไม่ปลอดภัยอยู่ดี

ในความฝันมีกลิ่นหอมของดอกจื่อเถิงลอยละล่อง มีภูเขารกร้างที่ไร้ต้นไม้ใบหญ้า มีผืนทรายแห้งแล้งที่ผืนดินเสื่อมโทรม

เขาลงแรงเพาะปลูกอย่างขยันขันแข็งวันแล้ววันเล่า ไม่หวั่นเกรงความหนาวเหน็บหรือร้อนอบอ้าว ฤดูกาลผันผ่าน จากผืนดินรกร้างกว้างใหญ่ไพศาล ในที่สุดก็กลายเป็นโอเอซิสสีเขียวขจี

ซ่งเฉียนจีหมกมุ่นอยู่กับการทำไร่จนไม่อยากตื่น เขาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายแว่วๆ พอเปิดตาก็เห็นเมิ่งเหอเจ๋อกำลังปลดผ้ากันเปื้อนด้วยมือเดียว ท่าทางเหมือนเตรียมจะไปมีเรื่องชกต่อยกับใคร

ฝันดีพังทลาย เขาขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ ร้องเรียกเสี่ยวเมิ่งออกไปคำหนึ่ง ก่อนจะเพ่งมองแขกไม่ได้รับเชิญสามคนที่อยู่ตรงประตู แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

"เชิญเข้ามาสิ"

ที่แท้แวดวงผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นที่สองแห่งสำนักศึกษาชิงหยาปีนี้กำลังฮิตเสื้อผ้าสีเขียวสารพัดเฉด โชคดีที่พวกเขาแค่ชอบพัดโบกไปมา ไม่ได้ชอบสวมหมวกสีเขียว

ทั้งสามก้าวข้ามธรณีประตู เดิมทีตั้งใจจะจับผิดซ่งเฉียนจีว่าเสียมารยาทในการต้อนรับแขก แต่กลับเห็นอีกฝ่ายมีรอยยิ้มเต็มหน้า

ไม่ใช่รอยยิ้มประจบประแจงหรือยิ้มเอาใจอย่างที่พวกเขาเห็นบ่อยๆ และไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันหรือยิ้มเหี้ยมเกรียมที่แฝงความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน

เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาทั้งสามคนงุนงงไปตามๆ กัน

กล้าเสนอตัวเป็นทัพหน้ามาก่อน ก็เตรียมใจรับมือกับการถูกอีกฝ่ายยั่วยุอย่างโอหัง หรือไม่ก็ประจบประแจงร้องขอความเมตตาไว้แล้ว

ไม่ว่าจะเจอแบบไหน พวกเขาก็มีวิธีรับมือ

แต่ไม่รวมถึงแบบที่เป็นอยู่นี้เด็ดขาด ซ่งเฉียนจีทำราวกับไปเจอเรื่องตลกขบขันอะไรมา รู้สึกขำจากใจจริง จึงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร

ถึงขั้นไล่เด็กหนุ่มแซ่เมิ่งที่กำลังตึงเครียดให้ถอยไป "ไม่มีอะไรหรอก"

ในที่สุดทั้งสามก็ดึงสติกลับมาได้ คนผู้นี้ไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย!

คนสวมเสื้อตัวยาวสีเขียวน้ำทะเลกำลังจะบันดาลโทสะตวาดด่า ทว่าคนสวมชุดหรูหราสีเขียวต้นหอมกลับส่ายหน้าห้ามไว้

ซ่งเฉียนจีเพิ่งจะตื่นนอน คงไม่ได้ยินสถานะของพวกเขา สู้ให้โอกาสอีกครั้งดีกว่า จึงประกาศแนะนำตัวอีกรอบ

"สามในหกปราชญ์แห่งชิงหยาขอคารวะสหายเต๋าซ่ง สองท่านนี้คือเจิงเหลียงจวิ้นแห่งตระกูลเจิงเมืองเหยียนสุ่ย และเฉาปั๋วเสวียแห่งตระกูลเฉาเมืองฝูหยาง ส่วนข้ามาจากตระกูลจานเมืองฉงเหวิน เป็นหลานชายของปรมาจารย์ซานเจิน เป็นบุตรชายของเต้าจวินเถี่ยปี่ ผู้น้อยไร้ความสามารถ จานเติงเกาขอรับ"

เมิ่งเหอเจ๋อที่อยู่ริมเตาไฟได้ยินเข้า ก็คิดในใจว่าลมหายใจหมอนี่ยาวเสียจริง ไม่ไปเรียนท่องเมนูอาหารก็เสียดายแย่

ซ่งเฉียนจียังคงประดับรอยยิ้มแบบเดิมไว้บนใบหน้า "อ้อ สวัสดี กินข้าวหรือยัง"

ทั้งสามคนชะงักอึ้ง

มีแต่ปุถุชนคนธรรมดาเท่านั้นแหละที่ทักทายกันว่ากินข้าวหรือยัง ระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรแทบจะไม่มีใครทักทายกันแบบนี้

หรือว่านี่จะเป็นคำประชดประชัน?! ประชดว่าตบะของพวกเขาไม่เอาไหนอย่างนั้นหรือ?

เจิงเหลียงจวิ้นในชุดสีเขียวน้ำทะเลอายุน้อยที่สุดและมีความอดทนต่ำที่สุด จึงอ้าปากสวนกลับทันที "ข้าตัดทางโลกงดอาหารไปตั้งนานแล้ว เจ้าจะมายุ่งอะไรด้วย?!"

สิ้นเสียง เมิ่งเหอเจ๋อก็ประคองชามบะหมี่มาวางลงบนโต๊ะหินอย่างมั่นคง

"ศิษย์พี่ซ่ง ระวังร้อนนะขอรับ"

ชามกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน บะหมี่หยางชุน มีน้ำมันงาลอยฟ่องอยู่สองสามหยด

หัวไชเท้าหั่นเต๋าฉ่ำน้ำ ต้นหอมซอยสีเขียวสด และผักกาดเขียวอวบอ่อน

ที่แท้อีกฝ่ายกำลังถามพวกเขาจริงๆ ว่ากินข้าวหรือยัง ทั้งสามคนหน้าแดงก่ำ

ตามมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ของพรรค์นี้ยังกล้าเอาออกมารับแขกอีกหรือ?

พวกเรากินแต่อาหารเลิศรสที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน ของหยาบช้าบ้านนอกคอกนาเช่นนี้จะกลืนลงคอได้อย่างไร

ทว่ากลิ่นหอมสดชื่นตามธรรมชาติสายหนึ่งกลับลอยกรุ่นออกมาจากชามบะหมี่ อ้อยอิ่งอยู่ปลายจมูกเนิ่นนานไม่จางหาย

"ข้าไม่ยุ่งหรอก" ซ่งเฉียนจีพูดพลางเริ่มขยับตะเกียบ "ข้ายังไม่ได้กิน"

เขากินอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จดจ่ออยู่กับการเคี้ยว ไม่พูดไม่จา

บรรยากาศจึงยิ่งดูพิลึกพิลั่นเข้าไปใหญ่

ซ่งเฉียนจีนั่ง พวกเขายืน

ซ่งเฉียนจีกิน พวกเขามอง

ทั้งสามจ้องชามบะหมี่เขม็ง ในใจเคียดแค้นยิ่งนัก

แค่กินบะหมี่หยางชุนชามเดียว ถึงกับต้องจริงจังขนาดนี้เลยหรือ?

พวกเราบอกว่าไม่กิน เจ้าก็ไม่คิดจะถ่อมตัวคะยั้นคะยอหน่อยหรือไง?

คนผู้นี้เป็นตัวอันตรายจริงๆ ด้วย เจ้าเล่ห์แสนกล รอยยิ้มซ่อนดาบ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ แถมยังทำเอาคนอื่นหาทางรับมือไม่ได้อีก!

"ศิษย์พี่หลิว พวกท่านจะมาเมื่อไหร่! เร็วหน่อยสิ!"

บางทีสวรรค์อาจจะได้ยินคำภาวนาในใจพวกเขา จึงทนดูพวกเขาถูกทรมานต่อไปไม่ไหว

ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็กินเสร็จ เมิ่งเหอเจ๋อยกชาใสที่ชงเตรียมไว้มาเสิร์ฟ

และบนทางเดินเล็กๆ ที่โรยด้วยดอกไม้สดสู่เรือนซ่ง ก็มีเด็กหนุ่มท่าทางสูงศักดิ์อีกสามคนเดินเข้ามา

"ที่นี่คือเรือนซ่งใช่หรือไม่" เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวซีดเอ่ยถามยิ้มๆ

โจวเสี่ยวอวิ๋นพิจารณาแขกผู้มาเยือน เขียวซีด เขียวถั่ว เขียวควันสน

นางคิดในใจว่า ต้นหอมในแปลงผักของศิษย์พี่ซ่ง เมื่อไหร่จะเติบโตได้ดีงามขนาดนี้บ้างนะ

ปากก็ส่งยิ้มตอบ "ใช่แล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นต้นหอมหัวไหนกันล่ะ"

พลันเห็นทั้งสามคนมีสีหน้าปั้นยาก ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิดไป นางรีบเอามือปิดปาก "ข้าหมายถึง สหายเต๋าทั้งสามมีนามว่ากระไร มาหาศิษย์พี่ซ่งด้วยเรื่องอันใด"

เด็กหนุ่มชุดเขียวซีดกล่าวเสียงกังวาน "สามในหกปราชญ์แห่งชิงหยา หลิวเทียนฮั่น เว่ยหง คังเจียสวี่ ขอเชิญสหายเต๋าซ่งออกมาพบหน้า"

ต้นหอมสามต้นในลานบ้านตาเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบวิ่งออกไปยืนข้างๆ อีกสามคน เรียงแถวหน้ากระดาน ยืดอกเชิดหน้า

มาได้จังหวะดี ตะโกนเรียกได้ดี ต้องให้ซ่งเฉียนจีเป็นฝ่ายออกมาสิ เรื่องอะไรพวกเขาจะต้องเข้าไปหา

ยังไม่ทันให้คนข้างนอกตะโกนเรียกอีกรอบ ซ่งเฉียนจีก็พาเมิ่งเหอเจ๋อเดินออกมาแล้ว

ลานบ้านมีพื้นที่คับแคบ ปลูกพืชพรรณไว้จนอัดแน่น

หากเบียดเข้ามาอีกสามคน แล้วชนล้มหรือเหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าต้นกล้าของข้าพังเสียหายจะทำอย่างไร

ทว่าสามคนที่มาทีหลังกลับเข้าใจผิด คิดว่าชื่อเสียงของตนโด่งดังสะท้านฟ้า จึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มกระหยิ่มใจออกมา

"พวกเจ้ามีธุระอะไรกันแน่" เมิ่งเหอเจ๋อถามเสียงเย็น

หลิวเทียนฮั่นหัวเราะ "ได้ยินมาว่าสหายเต๋าซ่งมีปณิธานสูงส่ง บริสุทธิ์ผุดผ่องหลุดพ้นจากโลกีย์ ในสายตาของท่าน ดอกไม้สดกับมูลดิน หญิงงามกับโครงกระดูก ล้วนไม่ต่างกัน"

ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าเจ้าพล่ามบ้าอะไรของเจ้า "มิกล้ารับ"

พอคำว่า 'หญิงงามกับโครงกระดูก' หลุดออกมา ใครบ้างจะไม่รู้ว่าพวกเขามาออกหน้าแทนเทพธิดาเมี่ยวเยียน ถึงได้มาหาเรื่องถึงที่นี่

เพียงชั่วครู่ ไก่โห่หมาร้อง ฝุ่นตลบอบอวล ศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวยกลุ่มใหญ่พากันวิ่งมาที่หน้าประตูเรือนซ่ง

พวกเขามากันด้วยกำลังคนมหาศาล จ้องมองแขกผู้มาเยือนอย่างเอาเรื่อง

หกปราชญ์แห่งชิงหยาเคยได้ยินมานานแล้วว่าซ่งเฉียนจีมีสถานะไม่ธรรมดาในสายนอก เมื่อเห็นภาพนี้จึงไม่ได้รู้สึกขุ่นเคือง

"ทุกท่านอย่าเพิ่งตึงเครียด พวกเราไม่มีเจตนาร้าย" เว่ยหงกล่าวกลั้วหัวเราะ "เพียงแต่พวกเราไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ไม่แยกแยะความงามความอัปลักษณ์อยู่จริงๆ สำนักศึกษาชิงหยาของพวกเราแสวงหามรรคาวิถี ศึกษาหาความรู้ต้องขุดคุ้ยให้ถึงรากถึงโคน ยามปกติหากพบเจอข้อสงสัยหรือปัญหา ก็ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ให้จงได้!"

"ใช่แล้ว! สำนักศึกษาของพวกเรายึดถือเหตุผลในทุกเรื่อง ไม่หาเรื่องอย่างไร้เหตุผล ไม่ปรักปรำผู้อื่น!" จานเติงเกาเชิดหน้าชูตา "และยิ่งไม่กลับดำเป็นขาว รู้อยู่เต็มอกว่างดงาม แต่ปากกลับไม่ยอมรับ ซ้ำยังพูดจาสามหาว เรียกร้องความสนใจจากผู้คน"

"พวกเราเพียงแค่อยากเชิญสหายเต๋าซ่งให้มาพบคนผู้หนึ่ง" เจิงเหลียงจวิ้นมีสีหน้าตื่นเต้น "หากสหายเต๋าซ่งเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ แล้วยังสามารถพูดประโยคนั้นออกมาได้อีกครั้ง พวกเราจะกลับไปทันที ไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น!"

"พบใคร" ซ่งเฉียนจีถูกพวกเขากระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง

หลิวเทียนฮั่นและพวกอีกสามคนที่มาทีหลัง พลันหลีกทางไปด้านข้าง

การหลบทางครั้งนี้ เผยให้เห็นคนที่ถูกบังอยู่ด้านหลัง

คนผู้นั้นมีเรือนร่างบอบบาง สวมกระโปรงสีขาวเรียบง่าย ปราศจากเครื่องประดับใดๆ

ศีรษะสวมหมวกคลุมหน้า มีผ้าโปร่งบางบดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นรูปโฉม

ยามที่นางเดินออกมา ผู้คนต่างก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองนาง

ดูจากรูปร่าง เป็นเด็กสาวคนหนึ่ง แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตา แต่ทรวดทรงองค์เอวอรชรอ้อนแอ้น งดงามอ่อนช้อย ท่วงท่าการเคลื่อนไหวดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม

โจวเสี่ยวอวิ๋นลอบอุทานในใจ หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าปิ่นไม้กระโปรงผ้าก็มิอาจบดบังความงามได้ ในมุมมองความงามของผู้บำเพ็ญเพียรหญิง นางรู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายจริงๆ

หญิงสาวชุดขาวถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าและหมวกคลุมหน้ามิดชิด มีเพียงสองมือที่โผล่พ้นออกมา

นิ้วทั้งสิบเรียวยาว กระดูกและเนื้อได้สัดส่วน

เล็บถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ ข้อนิ้วดูมีพลัง ปลายนิ้วมีรอยด้านบางๆ ซึ่งไม่ได้ทำลายความงามของมือคู่นี้เลย กลับยิ่งเพิ่มความงามอันแข็งแกร่งเข้าไปอีก

นี่คือมือของคนดีดฉิน จะต้องทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักทุกวี่ทุกวันแน่ๆ

แสงยามเย็นของดวงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนเล็บที่เป็นเงางาม สะท้อนประกายสีแดงระเรื่อ

หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ต่อให้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งผู้เชี่ยวชาญวิถีแห่งฉินที่สุดอย่างเทพธิดาเมี่ยวเยียน หากเผยให้เห็นแค่มือคู่นี้ จะงดงามไปกว่าคนตรงหน้าได้หรือไม่?

มีเพียงเมิ่งเหอเจ๋อที่แค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

ด้วยสมาธิอันแน่วแน่ของศิษย์พี่ซ่ง อย่าว่าแต่พาหญิงงามมาคนเดียวเลย ต่อให้พาหญิงงามเปลื้องผ้ามาสักสิบคน แล้วมาเต้นรำต่อหน้าเขาพร้อมกัน เขาก็คงไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วด้วยซ้ำ

โจวเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเบา "สหายเต๋าท่านนี้ ท่านมีนามว่ากระไร"

คนผู้นั้นไม่ได้ขยับหมวกคลุมหน้า เพียงตอบเสียงแผ่วเบากลับมาสามคำ "เหอชิงชิง"

น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แฝงความหวาดหวั่น ราวกับกระต่ายขาวที่ตื่นตระหนก ยิ่งทำให้ดูน่าทะนุถนอมเข้าไปอีก

" 'กล้วยไม้บานผลิวสันต์และคิมหันต์ เขียวขจีชิงชิงสุดพรรณนา' ช่างเป็นชื่อที่ดี!" ในหมู่ศิษย์สายนอก ไม่รู้ว่าใครเอ่ยชมขึ้นมาหนึ่งประโยค จากนั้นเสียงชื่นชมก็ดังเซ็งแซ่

"คนก็งามสมชื่อ ดั่งดอกกล้วยไม้และต้นตู้เหิง"

"สำนักศึกษาชิงหยาถึงกับมีหญิงงามปานนี้เชียว!"

ร่างของเด็กสาวสั่นเทาไม่หยุด ราวกับกำลังขวยเขิน

หกปราชญ์แห่งชิงหยาพากันหัวเราะ รอยยิ้มนั้นดูพิลึกพิลั่นนัก

โจวเสี่ยวอวิ๋นมองเด็กสาวที่แต่งตัวเรียบง่ายผู้นี้ รู้สึกเจริญตากว่าการมองดูพวกคุณชายที่ประดับประดาด้วยของมีค่าและสวมเสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่าตั้งเยอะ จึงยิ้มแย้มกล่าวว่า

"สหายเต๋าเหอ สวัสดี"

ทว่าเด็กสาวคนนั้นกลับถอยหลังกรูดจนเกือบจะสะดุดล้ม ร่างกายสั่นเทารุนแรงยิ่งขึ้น "สะ...สวัสดี เจ้าก็ดี เจ้าดีมาก..."

ในที่สุดโจวเสี่ยวอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้กำลังเอียงอายเขินอาย แต่กำลังหวาดผวาราวกับนกที่ตื่นธนู

หรือว่าไม่เคยมีใครกล่าวทักทายนางมาก่อน?

ถึงขั้นทำให้นางไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไร?

"สหายเต๋าซ่งเป็นคนดังแห่งสำนักหัวเวย ศิษย์น้องหญิงของข้าผู้นี้ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักศึกษาชิงหยาเช่นกัน" หลิวเทียนฮั่นหัวเราะ "วันนี้ตั้งใจพานางมาเป็นพิเศษ ขอสหายเต๋าซ่งโปรดไว้หน้า ช่วยพิจารณาดูนางสักหน่อยเถิด!"

พอพูดถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเขาก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที พร้อมกับกระชากหมวกคลุมหน้าของหญิงสาวชุดขาวออกอย่างแรง!

เด็กสาวราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ นางร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบก้มหน้าหลบอย่างรวดเร็ว

ทว่าสายไปเสียแล้ว ใบหน้าของนางถูกเปิดเผยต่อสายตาของฝูงชน

ใบหน้าที่ไร้ซึ่งหูตาจมูกปาก!

ราวกับถูกไฟนรกแผดเผา ถูกดาบเชือดเฉือน รอยแผลเป็นบวมแดงไขว้กันไปมา บดบังหูตาจมูกปากจนมิดชิด

ภายใต้รอยแผลเป็นเผยให้เห็นสีดำสนิท ราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเต้นตุบๆ และพร้อมจะทะลวงผิวหนังออกมา

แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงมา เมื่อสะท้อนกับใบหน้านี้ ชั่วพริบตาก็กลายเป็นความหนาวเหน็บพิลึกพิลั่น ราวกับมีกลิ่นอายภูตผีปีศาจตลบอบอวล

เป็นคนหรือผี

ร่างคนหน้าผี

"สัตว์ประหลาด!" มีคนกรีดร้องด้วยความตกใจ

ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องดังระงม ผู้คนแตกฮือกระจัดกระจาย เจ้าเหยียบเท้าข้า ข้าชนไหล่เจ้า แย่งกันหนีเอาชีวิตรอดจาก 'สัตว์ประหลาด'

หากพบเห็นในยามปกติ พวกเขาคงไม่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ เพียงแต่วันนี้ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังมันช่างรุนแรงเกินไป

พอเห็นคนอื่นกรีดร้องวิ่งหนี ก็อดไม่ได้ที่จะทำตามคนหมู่มาก

หน้าประตูเรือนซ่ง ผู้คนล้มลุกคลุกคลานชุลมุนวุ่นวาย

หกปราชญ์แห่งชิงหยาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงยืนนิ่งไม่ไหวติง

พวกเขาหัวเราะอย่างเบิกบานใจ

แกว่งเท้าหาเสี้ยนเองแท้ๆ เมี่ยวเยียนที่งดงามที่สุดเจ้ายังกล้าล่วงเกิน งั้นก็มาเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่อัปลักษณ์ที่สุดเสียเถอะ

ท่ามกลางความโกลาหล หลิวเทียนฮั่นก็ยื่นมือออกไป ผลักแผ่นหลังของเหอชิงชิงอย่างแรง!

'สัตว์ประหลาด' ถลาล้มไปทางซ่งเฉียนจีอย่างรวดเร็ว

เมิ่งเหอเจ๋อกุมดาบ "ศิษย์พี่ระวัง!"

รอยยิ้มของหกปราชญ์แห่งชิงหยาลึกล้ำยิ่งขึ้น

เป็นไปตามคาด ไม่ว่าใครหากถูกสัตว์ประหลาดพุ่งเข้าใส่หน้า ก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะโจมตีกลับ

นี่คือสัญชาตญาณตอบสนองตามปกติของผู้บำเพ็ญเพียรยามตกใจสุดขีด ขยะแขยง และรังเกียจ

ทันทีที่ซ่งเฉียนจีถูกยั่วโมโหจนลงมือทำร้ายคน การที่พวกเขาตอบโต้เพื่อปกป้องศิษย์ร่วมสำนัก ก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผลทุกประการ

เจ้าไม่ได้แยกแยะความงามความอัปลักษณ์ไม่ออกหรอกหรือ? แล้วเหตุใดพอเห็นศิษย์น้องเหอถึงได้ตกใจจนต้องลงมือเล่า?

เหอชิงชิงถลาล้มไปข้างหน้า หลับตาปี๋

นางชินชากับการอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ว ดังนั้นจึงไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ ไม่มีน้ำตาไหลรินแม้แต่หยดเดียว

"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"

ผิดคาด นางไม่ได้ถูกทุบตี และไม่ได้ล้มลงไปกองกับพื้น แต่กลับถูกมือคู่หนึ่งประคองให้ลุกขึ้น

นางได้กลิ่นหอมของดอกจื่อเถิงโชยมา ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ เป็นเสียงที่เย็นชา ทว่าอ่อนโยน

เหอชิงชิงลืมตาขึ้น เห็นเด็กหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกำลังประคองนางอยู่

ในแววตาของเขา นอกจากความประหลาดใจแล้ว ก็ไม่มีอารมณ์อื่นใดอีก

แม้แต่ความประหลาดใจนั้นก็วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจว่าหวุดหวิดไปแล้ว คนผู้นี้ไม่ได้ตั้งใจมาทำร้ายศิษย์พี่ซ่ง

ซ่งเฉียนจีก็คิดว่าหวุดหวิดไปแล้วเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะข้าลงมือเร็วพอ คนผู้นี้คงเกือบจะชนค้างไม้ไผ่สำหรับต้นกล้าถั่วฝักยาวของข้าล้มไปแล้ว

ต้นกล้าถั่วฝักยาวบอบบางเพียงใด จะทนรับแรงกระแทกไหวได้อย่างไร

ซ่งเฉียนจีประคองคนผู้นั้น แล้วเดินไปข้างหน้าสามก้าว

เมื่อแน่ใจว่าอยู่ห่างจากแปลงผักแล้ว ถึงได้ปล่อยมือ เงยหน้าขึ้นถามฝ่ายตรงข้ามด้วยความงุนงง "ตกลงว่าพวกเจ้าต้องการให้ข้าดูอะไรกันแน่"

ความสงสัยของเขาออกมาจากใจจริง

มีผู้บำเพ็ญเพียรมารฝ่ายอธรรมที่หลอมพิษกู่ในร่างกายคนเป็น เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ต่อให้เอากู่ออกมาได้ ใบหน้าของเหยื่อก็ถูกทำลายไปแล้ว หากไม่เฉือนเนื้อหักกระดูกก็ไม่อาจฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิม เขาเคยเห็นมานักต่อนัก จึงไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาตั้งนานแล้ว

ชาติก่อนเมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรสายเดียวกัน ฌานหรรษาของประมุขพรรคมาร ก็ยังไม่นับว่าเป็นวิชาที่ชั่วร้ายและอำมหิตที่สุดเสียด้วยซ้ำ

เขามองไปทางเมิ่งเหอเจ๋อโดยสัญชาตญาณ

เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าด้วยความละอายใจ ก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ตบะต่ำต้อย รูปลักษณ์ผิดแผกไปก็เท่านั้น เมื่อครู่ข้าตื่นตูมไปเอง มิน่าล่ะศิษย์พี่ซ่งถึงได้รู้สึกไม่พอใจ

พรุ่งนี้จะต้มบะหมี่อะไรดีนะ

ความตื่นตระหนกของหกปราชญ์แห่งชิงหยาก็มาจากใจจริงเช่นกัน

พวกเขามองดูซ่งเฉียนจีประคองเหอชิงชิงขึ้นมาด้วยตาตัวเอง ทำเป็นมองไม่เห็นใบหน้าผีสางนั้น ซ้ำยังเดินไปข้างหน้าสามก้าวอย่างหน้าตาเฉย

ซ่งเฉียนจีก้าวเข้ามา ทั้งหกคนก็ถอยร่น ถอยจนเหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหัว ใบหน้าซีดเผือด

พวกเขาคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย คนผู้นี้ยังเรียกว่าแยกแยะความงามความอัปลักษณ์ไม่ออกอีกหรือ?

นี่มันแยกแยะคนกับผีไม่ออกต่างหาก!

เด็กหนุ่มแซ่เมิ่งนั่นก็ไม่ปกติเหมือนกัน

สายนอกเรือนซ่ง ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ

จบบทที่ บทที่ 19 เป็นคนหรือผี

คัดลอกลิงก์แล้ว