- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 11 บนตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน
บทที่ 11 บนตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน
บทที่ 11 บนตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน
บทที่ 11 บนตำหนักเฉียนคุน พลิกฟ้าคว่ำดิน
คิ้วของซ่งเฉียนจีคลายออกอย่างรวดเร็ว
พรุ่งนี้เขาจะลงจากเขา เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที
ต่อให้เมี่ยวเยียนจะมาฝังดินปืนสักคันรถบนยอดเขาหลักหัวเวย ก็ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด
ผู้บำเพ็ญเพียรให้ความสำคัญกับของวิเศษสี่อย่าง 'ทรัพย์ สหาย ธรรม สถาน' ชาติก่อนเขามีพร้อมทั้งความมั่งคั่งมหาศาล ดินแดนฮวงจุ้ยชั้นยอด และของวิเศษคู่กาย ขาดก็เพียงสหายเต๋า
เขาอยากแต่งงานกับเมี่ยวเยียน พอดีกับที่อีกฝ่ายก็ยินดีแต่งกับเขา จึงได้กำหนดวันวิวาห์
หลังตายถึงได้รู้ว่า ที่แท้เขาก็คิดไปเองฝ่ายเดียว เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งเพ
ไม่ใช่แค่เรื่องเมี่ยวเยียน ความแค้นบุญคุณในชาติก่อน ไม่ใช่ว่าเขาให้อภัยหรือลืมเลือนไปแล้ว เพียงแต่ไม่อยากให้มันมาเสียเวลาชีวิตในชาตินี้ ขี้เกียจจะไปคิดเล็กคิดน้อยหรือพัวพันด้วยอีก
เมี่ยวเยียนสำหรับเขา กลายเป็นเพียงควันระเหยสายน้ำไหล เป็นดอกไม้ร่วงโรยของวันวาน
เมื่อเดินสวนกันบนสะพานซื่อสุ่ยแห่งนี้ ชาตินี้ก็คงไม่ได้พบกันอีก
วันหน้าเจ้าก็ดีดฉินของเจ้าไป ข้าก็จะทำไร่ของข้า
น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำสวรรค์ ต่างคนต่างอยู่
"เลิกมองได้แล้ว" ซ่งเฉียนจีเร่งรัดคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า "ไปกันเถอะ"
ศิษย์ส่งจดหมายทั้งสองได้สติ ร้อง "อ๊ะ" ออกมาด้วยความตกใจ พลันรู้สึกว่าเสียมารยาทต่อโฉมงาม จึงหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าบิดไปมา อิดออดไม่ยอมเดิน
ซ่งเฉียนจีจึงทำได้เพียงเดินนำไปก่อนหนึ่งก้าว
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดแหลมใสของหญิงสาวดังขึ้น
ศิษย์ส่งจดหมายทั้งสองใจสั่นสะท้าน เงยหน้าขึ้นก็เห็นหญิงสาวชุดแดงกระโดดออกมาจากด้านหลังเมี่ยวเยียน
หญิงสาวผู้นั้นเหน็บแส้อ่อนไว้ที่เอว คิ้วเรียวดั่งใบหลิวชี้ขึ้น หางตายาวเรียวตวัดสูง ท่าทางดุดัน
ที่แท้เมี่ยวเยียนรูปร่างสูงโปร่ง ชายกระโปรงและผ้าแพรคลุมแขนที่ปลิวไสวได้บังร่างเล็กบอบบางของนางไว้พอดิบพอดี
คนหน้าสวมชุดสีน้ำเงิน คนหลังสวมชุดสีแดง คนหนึ่งดั่งน้ำในทะเลสาบที่สงบนิ่ง อีกคนดั่งดอกบัวแดงที่ลุกโชน
ศิษย์ส่งจดหมายค้อมตัวทำความเคารพ "ศิษย์พี่หญิงเฉิน"
พอโดนนางถลึงตาใส่ ก็รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที "คุณหนูใหญ่"
ซ่งเฉียนจีถึงบางอ้อ มิน่าเล่าถึงหน้าคุ้นๆ ที่แท้ก็คือบุตรสาวคนเดียวของเจ้าสำนัก นักพรตซวีอวิ๋น เฉินหงจู๋นี่เอง
ตอนนี้สำนักหัวเวยยังไม่มีเค้าลางแห่งความเสื่อมถอย เฉินหงจู๋จึงอยากได้ลมได้ลม อยากได้ฝนได้ฝน
สูงส่งยิ่งกว่าองค์หญิงในโลกมนุษย์ และเอาแต่ใจยิ่งกว่าองค์หญิงเสียอีก
นางกวาดตามองซ่งเฉียนจีอย่างเย็นชา "เจ้าคือศิษย์สายนอกที่ยื่นกระดาษข้อความให้ท่านพ่อข้าเมื่อครู่นี้งั้นรึ?"
ซ่งเฉียนจี "ข้าเอง"
เฉินหงจู๋แค่นเสียงฮึดฮัด "ไม่รู้เจ้าเขียนเรื่องเลอะเทอะอะไรลงไป ทำเอาเพลงฉินของเทพธิดาตลอดทั้งคืนนี้สูญเปล่าไปหมด"
นางปากก็พูดตำหนิ แต่สายตากลับชำเลืองมองเทพธิดาเมี่ยวเยียน แววตาแฝงรอยยิ้มเยาะเย้ยสะใจ
สีหน้าของเมี่ยวเยียนไม่เปลี่ยน "พรุ่งนี้คืนยามนี้ ข้าจะมาดีดใหม่อีกครั้ง"
พูดจบก็พลิ้วกายจากไป
ศิษย์ส่งจดหมายทั้งสองมีสีหน้างุนงง ฟังไม่ออกว่าพวกนางพูดเรื่องอะไรกัน
ซ่งเฉียนจีรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ทำได้เพียงแกล้งไม่รู้
ที่แท้เมี่ยวเยียนก็มาช่วยปรับลมปราณให้ตาแก่ซวีอวิ๋นนี่เอง
ก็ถูก เทพธิดาวั่งซูอาจารย์ของเมี่ยวเยียน เป็นสหายสนิทกับซวีอวิ๋นมานานปี ตัวเมี่ยวเยียนเองก็มีความผูกพันกับสำนักหัวเวยไม่น้อย
เมี่ยวเยียนฝึกฝน 'วิชาเสียงสวรรค์' เสียงดนตรีไม่เพียงช่วยค่ายกลสังหาร รบกวนจิตใจ แต่ยังสามารถปลอบประโลมพลังวิญญาณที่ปั่นป่วน ช่วยคนปรับลมปราณภายในได้
ซวีอวิ๋นทะลวงขั้นฮว่าเสินล้มเหลว ระดับพลังจึงไม่เสถียร อีกทั้งไม่อยากให้คนนอกล่วงรู้ จึงเก็บตัวเงียบ แทบไม่ออกมาพบแขก
แต่งานชุมนุมเติงเหวินใกล้เข้ามาทุกที แต่ละสำนักมารวมตัวกันที่สำนักหัวเวย ต่อให้ซวีอวิ๋นจะทำตัวเงียบเชียบแค่ไหน ก็ต้องปรากฏตัวให้เห็นบ้าง ถึงจะรอดพ้นจากความสงสัย
เขาอยากยืมวิชาเสียงสวรรค์มาช่วยปรับลมปราณให้เร็วที่สุด จึงต้องให้บุตรสาวใช้ข้ออ้างว่าคิดถึงสหายหญิงคนสนิท เชิญเมี่ยวเยียนมาเป็นแขกที่สำนักหัวเวย
คืนนี้เพียงกระดาษข้อความแผ่นเดียวของซ่งเฉียนจี กลับทำให้จิตใจของซวีอวิ๋นว้าวุ่นกะทันหัน ส่งผลให้วิชาเสียงสวรรค์ของเมี่ยวเยียนต้องคว้าน้ำเหลว
ซ่งเฉียนจีปะติดปะต่อเรื่องราวหน้าหลังจนเข้าใจ ก็อดไม่ได้ที่จะใช้สายตา 'เวทนาคนโง่' มองเฉินหงจู๋แวบหนึ่ง
เมี่ยวเยียนดีดฉินสูญเปล่า คนซวยก็คือพ่อเจ้าไม่ใช่หรือไง?
เจ้าจะดีใจไปหาพระแสงอะไร?
เมี่ยวเยียนไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าหรือไง พวกเจ้าสองคนจะมีความแค้นอะไรกันนักหนา?
เฉินหงจู๋สบเข้ากับสายตานั้นอย่างไม่คาดคิด จึงชะงักไป
หากนางเดินไปกับเมี่ยวเยียน ผู้คนมักจะมองแต่เมี่ยวเยียน ดังนั้นนางจึงเกลียดการเดินเคียงข้างกับหญิงงามอันดับหนึ่ง ไม่เดินนำหน้า ก็ต้องเดินตามหลังสักสองสามก้าว
แต่คนผู้นี้ไม่เหมือนกัน เฉินหงจู๋คิด เขามองเมี่ยวเยียนแวบแรกก็ขมวดคิ้ว แต่มองข้ากลับเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร...
ศิษย์สำนักหัวเวยมองข้า มักจะหวาดกลัวยำเกรง ศิษย์พี่กับท่านพ่อมองข้า มักจะตามใจและปล่อยปละละเลย
ไร้สาระ ข้าตกต่ำถึงขั้นต้องให้ศิษย์สายนอกมาสงสารตั้งแต่เมื่อไหร่?
สองแก้มของนางขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะโกรธจัด
"บังอาจ! เจ้ามองอะไร!"
ซ่งเฉียนจีหลบตาลงยิ้มๆ "เสียมารยาทแล้ว"
"เจ้ายิ้มอะไร!" เด็กสาวชุดแดงฟาดแส้ใส่ราวระเบียงหยกขาว เสียงดังฟังชัด
ปลาหลีฮื้อห้าสีใต้สะพานตกใจ กระโดดโลดเต้นอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ
ซ่งเฉียนจีไม่ถือสากับนาง เพียงแค่หุบยิ้ม
ศิษย์ส่งจดหมายทั้งสองเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเห็นใจซ่งเฉียนจีอย่างยิ่ง:
คนผู้นี้เดิมทีก็ออกหน้าเป็นแพะรับบาปให้เมิ่งเหอเจ๋อพี่น้องผู้โชคร้ายอยู่แล้ว อุตส่าห์ร้องขอโอกาสรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หากตอนนี้มาโดนอันธพาลเฉินฟาดแส้ใส่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็คงไม่มีที่ไหนให้ไปทวงความยุติธรรมได้จริงๆ
คนตัวสูงรวบรวมความกล้าพูดขึ้น "คุณหนูใหญ่ เขาเป็นแค่ศิษย์สายนอก เพิ่งขึ้นยอดเขาหลักเป็นครั้งแรก ไม่รู้ธรรมเนียมอะไรเลย โปรดให้อภัยด้วยขอรับ"
คนตัวเตี้ยก็ช่วยพูดสมทบ "ท่านเจ้าสำนัก ยังรออยู่..."
"หุบปาก!" เฉินหงจู๋พูดแทรกอย่างรำคาญ ถลึงตาใส่ซ่งเฉียนจีแล้วพูด "อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!"
เด็กสาวชุดแดงแกว่งแส้ เดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
เดินไปได้ยี่สิบสามก้าว ก็อดไม่ได้ที่จะหยุด แล้วหันขวับกลับมามองแวบหนึ่ง
แผ่นหลังของคนผู้นั้นค่อยๆ ห่างออกไป เงาถูกแสงจันทร์สาดส่องจนทอดยาว
สะพานซื่อสุ่ยมีค่ายกลคอยคุ้มครอง ไร้ฝุ่นละอองแปดเปื้อน ทว่าบนรองเท้าผ้าของเขากลับมีรอยเปื้อนโคลน เดินผ่านไปตลอดทาง ย่อมทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นสะพานหยกขาว
รอยโคลนจางๆ แต่กลับแทงตายิ่งนัก
แต่เขาไม่มีทีท่าประหม่าเลยสักนิด เดินอย่างมั่นคง
เฉินหงจู๋ขมวดคิ้ว
นางเข้าใจพ่อของตัวเองดี พ่อมีตบะลึกล้ำ ชินชากับคลื่นลม ต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มอยู่ตรงหน้าก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า
ต่อให้สีหน้าจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์โกรธเกลียดดีใจ แต่จิตใจกลับสงบนิ่งดั่งทะเลสาบที่ไร้ระลอกคลื่น
ทว่าคืนนี้ พ่อกลับหลับตาลง เอ่ยขอโทษเมี่ยวเยียนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
เสียงฉินจึงเงียบลง เมี่ยวเยียนทำความเคารพแล้วขอตัวลากลับ
เมฆลอยผ่านมากลุ่มหนึ่ง แผ่นหลังที่ปลายสะพานยาวก็มองไม่เห็นอีกแล้ว
"บนกระดาษข้อความของเจ้า ตกลงเขียนอะไรไว้กันแน่?"
………
ตอนที่ซ่งเฉียนจีมองเห็นประตูใหญ่ของตำหนักเฉียนคุน ศิษย์สองคนนั้นกลับตื่นเต้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก
"ปกติเจ้าลงเขาไปบ่อนพนันบ้างไหม?" คนตัวสูงถาม
"อะไรนะ?"
คนตัวเตี้ยอธิบาย "เจ้าเป็นแค่ศิษย์สายนอก เข้าสำนักสายในเป็นครั้งแรก ก็ได้ขึ้นยอดเขาหลัก ขึ้นยอดเขาหลักครั้งแรก ก็ได้พบเทพธิดาเมี่ยวเยียน ต่อให้โดนอันธพาลเฉิน... ไม่สิ ศิษย์พี่หญิงเฉินหาเรื่อง ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่เส้นผม โชคดีหนึ่งในหมื่นแบบเจ้า หลับตาเข้าบ่อนก็ยังกอบโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำ!"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้ายิ้มๆ "ดวงของข้า แย่มาตลอดนั่นแหละ"
"อย่าถ่อมตัวไปเลย! ถ้าเจ้ายังสามารถเดินออกมาจากตำหนักเฉียนคุนแห่งนี้ได้แบบครบสามสิบสอง ชาตินี้พวกข้าสองคนจะตามไปลงพนันกับเจ้าทุกบ่อนเลย!"
เด็กรับใช้ผู้นำทางเดินหลุบตาเข้ามา ศิษย์ทั้งสองหยุดอยู่หน้าประตูตำหนัก โบกมือให้เขาอย่างสุดกำลัง
"พวกข้ารอเจ้าอยู่ตรงนี้นะ!"
ภายในตำหนักใหญ่เงียบสงัด แสงไฟสลัว ม่านระย้าทิ้งตัวลงต่ำ
ประตูใหญ่บานหนักปิดลงตามหลังเขา
ซ่งเฉียนจีรวบรวมสมาธิ สวมบทบาทเป็นศิษย์สายนอกที่บังเอิญได้พบวาสนาปาฏิหาริย์ ทำความเคารพอย่างถูกต้องตามระเบียบ
"ศิษย์คารวะท่านเจ้าสำนัก!"
สายตาคู่หนึ่งทะลุผ่านม่านโปร่งที่พลิ้วไหว ตกลงบนร่างเขา
เงาร่างหลังม่านแม้จะนั่งอยู่ แต่กลับดูเหมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง
สายตานั้นราวกับมีน้ำหนัก คล้ายดาบคมกริบ ที่จะแทงทะลุอวัยวะภายในของเขา
ซ่งเฉียนจียังคงอยู่ในท่าทำความเคารพ ลอบรีดเหงื่อเย็นเยียบออกมาบนหน้าผากเงียบๆ
ซวีอวิ๋นมองชายหนุ่มตรงหน้า
ไม่ว่าจะมองอย่างไร นี่ก็เป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ตบะต่ำต้อยคนหนึ่ง
ไม่มีร่องรอยของการถูกผีเฒ่าแย่งชิงร่าง หรือวิญญาณกับร่างไม่ผสานกันแต่อย่างใด เปราะบางเสียจนเขาสามารถใช้นิ้วเดียวบดขยี้ให้ตายได้
หากเป็นศิษย์สายใน วันเดือนปีเกิด นิสัยใจคอ กิจวัตรประจำวัน ใครเป็นคนรับเข้าสำนัก ไปจนถึงภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ไหน ญาติพี่น้องในโลกมนุษย์เป็นอย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ก็สามารถรวบรวมเป็นแฟ้มประวัติหนาเตอะ วางบนโต๊ะของซวีอวิ๋นได้ภายในเวลาครึ่งก้านธูป
แต่ซ่งเฉียนจีเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ไม่สะดุดตา ข้อมูลประวัติของเขาจึงมีน้อยมาก
อายุสิบห้า ขึ้นเขามาสามปี ขยันขันแข็ง ตั้งใจจะเข้าสายนอกให้ได้ รักสันโดษ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของใคร แถมยังมีเรื่องบาดหมางกับหัวหน้าผู้ดูแลจ้าวเล็กน้อย
เรื่องที่จ้าวอวี๋ผิงคิดว่าซวีอวิ๋นไม่รู้ ความจริงแล้วซวีอวิ๋นรู้หมด
ขอเพียงสายนอกสงบเรียบร้อย ทิศทางหลักไม่มีปัญหา เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ยินดีที่จะหลับตาข้างหนึ่ง มิเช่นนั้นงานที่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ใครจะไปยอมทำถวายหัว?
แม้ตำหนักเฉียนคุนจะอยู่บนเมฆ แต่หินวิญญาณจำนวนมหาศาลที่หล่อเลี้ยงค่ายกลเมฆให้ทำงาน กลับมาจากเหมืองแร่ใต้ดินที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น
ซวีอวิ๋นรู้ดีว่า หากผู้บำเพ็ญเพียรไม่ยอมให้มีทรายเข้าตาแม้แต่เม็ดเดียว ในใจมีแต่การบำเพ็ญเพียรถามไถ่มรรคผล ไม่รู้จักบริหารจัดการวางแผน ไม่รู้จักใช้คนให้เหมาะกับงาน เช่นนั้นก็เหมาะที่จะเป็นแค่ผู้อาวุโสว่างงาน หรือยอดฝีมือที่ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ใช่เจ้าสำนัก
โดยเฉพาะการกุมอำนาจสำนักหัวเวยที่เป็นขุมกำลังใหญ่มหึมาเช่นนี้
ก่อนซ่งเฉียนจีเข้าตำหนัก เขารู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เรียบง่ายมาก ไม่มีขุมความลับใดๆ
แต่ยามนี้ที่ได้เผชิญหน้ากัน ในใจเขากลับรู้สึกกระวนกระวายลึกๆ
ผู้มีตบะสูงส่งสามารถรับรู้ถึงฟ้าดิน แสวงหามงคลหลีกหนีเคราะห์ภัย ย่อมไม่เคยดูแคลนสัญชาตญาณของตนเอง
"ลุกขึ้นเถอะ"
แรงกดดันบนร่างซ่งเฉียนจีสลายไป เสียงชราทว่าสงบนิ่งดังขึ้น "ประโยคที่เจ้าเขียน หมายความว่าอย่างไร?"
"ศิษย์ไม่ทราบขอรับ"
ซวีอวิ๋นพอใจกับคำตอบนี้มาก น้ำเสียงอ่อนโยนลง เหมือนชายชราผู้ใจดี
"เจ้าไม่รู้ แล้วเอามาให้ข้าดูทำไม?"
"มีคนผู้หนึ่งบอกศิษย์ขอรับ เขาบอกว่า หากมีโอกาส ก็นำประโยคนี้ไปบอกให้ท่านเจ้าสำนักรับรู้"
"ใครกัน? เจ้าไปพบเขาที่ไหน?"
"เมื่อเจ็ดวันก่อน ก่อนรุ่งสางข้าตื่นมาฝึกกระบี่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนกำแพงลานบ้าน แล้วพูดกับข้า ค่ายกลพิทักษ์เขาไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีกทั้งเขายังนั่งอยู่บนกำแพงอย่างเปิดเผย ข้าจึงนึกว่าเขาเป็นผู้อาวุโสในสำนัก ยังทำความเคารพเขาด้วย ประโยคแรกที่เขาพูดคือ เจ้าหนู เจ้าฝึกแบบนี้ไปก็ไม่ได้เรื่องหรอก..."
ต่อหน้ายอดฝีมือที่เจนจัดอย่างซวีอวิ๋น คำโกหกที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแค่ไหน ก็ถูกมองทะลุปรุโปร่งได้ในพริบตา
ดังนั้นซ่งเฉียนจีจึงกำลังรำลึกความหลังจริงๆ
รำลึกถึงเศษเสี้ยวในธาราแห่งกาลเวลา ว่าอาจารย์ของ 'ผู้กอบกู้' ผู้นั้น มีหน้าตาการแต่งกายเช่นไร
รวมไปถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง ตอนที่เขาพบกับผู้กอบกู้เป็นครั้งแรก
น้ำเสียงของซ่งเฉียนจีเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า สับสนวกวน กลับยิ่งดูน่าเชื่อถือ
อย่างน้อยซวีอวิ๋นก็เชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในใจคาดเดาตัวตนบุคคลไว้สามสี่คนแล้ว
มียอดฝีมือบางคนที่รักอิสระเสรี ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ ผ่านมาสำนักอื่น เกิดอารมณ์สุนทรีย์ชี้แนะศิษย์สายนอกสักคน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ค่ายกลที่ร้ายกาจจริงๆ ของสำนักหัวเวยอยู่สายใน ค่ายกลสายนอกเมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือขั้นฮว่าเสิน ก็เปราะบางราวกับกระดาษแผ่นบาง
ในเมื่อทิ้งประโยคนั้นไว้ ก็แสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย
ซวีอวิ๋นยิ้มถาม "เขาสอน เจ้าก็เรียน ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า หน้าตาเขาเป็นอย่างไร เจ้ายังจำได้ใช่ไหม"
ซ่งเฉียนจี "เขาเกล้ามวยผมเดี่ยว เสื้อผ้าเก่าขาด แต่ที่อกเสื้อกลับเหน็บดอกไม้ป่าไว้ดอกหนึ่ง เขาไม่พกกระบี่ แต่กลับบอกว่าตัวเองคือกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า"
หลังม่านระย้า สีหน้าของซวีอวิ๋นพลันซีดเผือด
ซ่งเฉียนจียังคงพูดต่อ "เขามักจะยิ้ม เหมือนเกิดมาก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ที่เอวแขวนไหเหล้าเล็กๆ ใบหนึ่ง พูดได้สองประโยคก็ต้องจิบอึกหนึ่ง"
ผิวหน้าอันเหี่ยวย่นของซวีอวิ๋นเริ่มสั่นเทาน้อยๆ ก้นบึ้งดวงตากลับมีแววหวาดกลัว
"จริงสิ ข้านึกออกแล้ว เขาบอกว่าเขาชื่อ..." ซ่งเฉียนจีอ้าปาก ชื่อหนึ่งกำลังจะหลุดออกมา
"ช้าก่อน!" เสียงตวาดกร้าวพลันดังขึ้น
ซ่งเฉียนจีใจสั่นสะท้าน
หรือว่าซวีอวิ๋นจะดูออกว่าข้ามีน้ำพุอมตะในตัว?
ตอนนี้เขายังไม่ถึงขั้นฮว่าเสิน จะมองทะลุสุดยอดของวิเศษแห่งฟ้าดินอย่างน้ำพุอมตะได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะผ่านการปรับตัวมาตลอดทั้งวัน จนกลิ่นอายของตัวเองผสานเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพุอมตะในจุดตำหนักม่วง ซ่งเฉียนจีก็คงไม่กล้าเสี่ยงขึ้นมาบนตำหนักเฉียนคุนแห่งนี้
ในหัวเขามีวิธีแก้สถานการณ์ผุดขึ้นมามากมาย แต่ก็ไม่ได้ผลีผลามเคลื่อนไหว
เขาเพียงแค่เอ่ยชื่อนั้นออกมาต่อ
ราวกับหุบปากไม่ทัน เป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ
น้ำเสียงจึงเบาหวิว และแผ่วเบามาก:
"เสี่ยนเจี้ยนเฉิน"
สิ้นเสียง พระจันทร์สว่างไสวนอกตำหนักพลันมืดมิด
ลมกรรโชกแรงพัดมา บดขยี้เมฆที่ลอยล่อง!
"โครม!"
หน้าต่างทุกบานในตำหนักเปิดออกกว้าง ลมหนาวทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ม่านโปร่งฉีกขาด เปลวเทียนดับวูบลงทั้งหมด
"เปรี้ยง!"
อสนีบาตฟาดลงมาจากฟากฟ้า ผ่าลงบนตำหนักเฉียนคุน!
ค่ายกลเมฆสั่นสะเทือนไปทั้งค่าย!
ลำแสงห้าสายพุ่งออกมาจากยอดเขาทั้งห้า มาถึงในพริบตา พังประตูตำหนักเข้ามา!
นักพรตซวีอวิ๋นชักกระบี่ชี้ฟ้า!
ทว่าฟ้าถล่มแผ่นดินทลายเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว เมื่อเขาชักกระบี่ออกจากฝัก เจ้าคณะยอดเขาทั้งห้าพังประตูตำหนักเข้ามา ลมคลั่งที่พัดมาอย่างไร้สาเหตุก็หยุดลงแล้ว
เมฆครึ้มสลายไป พระจันทร์สว่างปรากฏ
ฟ้าดินที่พลิกคว่ำกลับคืนสู่สภาพเดิม
มีเพียงสภาพเละเทะเต็มตำหนักและเสียงฟ้าผ่าที่ดังก้องกังวาน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวงตา
มีเจ้าคณะยอดเขาผู้หนึ่งตะโกนอย่างหัวเสีย:
"ใคร? ใครเป็นคนพูดชื่อนั้นออกมา?!"
ซ่งเฉียนจีก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
ที่แท้บนโลกนี้ก็มีคนประเภทนี้อยู่จริงๆ แค่เอ่ยชื่อก็ต้องโดนฟ้าผ่า
อาจารย์ของผู้กอบกู้ เสี่ยนเจี้ยนเฉิน สมแล้วที่เป็นท่าน
ซวีอวิ๋นยังคงอยู่ในท่าชักกระบี่ ยืนอึ้งอยู่กับที่
ราวกับว่าคนผู้นั้น นั่งอยู่บนซากปรักหักพังตรงหน้าเขา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า:
"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่อยากฆ่าพวกเจ้าจริงๆ วันหน้าก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว สำนักหัวเวยก็ยกให้พวกเจ้าแล้วกัน
"แต่ข้าน่ะ ไม่ชอบให้ใครมานินทาลับหลัง ดังนั้นวันหน้า พวกเจ้าห้ามเอ่ยชื่อข้าบนตำหนักเฉียนคุนแห่งนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม?
"อย่าเอาแต่พยักหน้าสิ มีใครพูดภาษามนุษย์ได้สักคำไหม?"
ซวีอวิ๋นได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของตัวเอง:
"ขะ... ข้าเข้าใจแล้ว"
"เข้าใจก็ดี ไหเหล้านี้ยกให้เจ้าดื่มแล้วกัน เอาเป็นเจ้านี่แหละ วันหน้าก็มาเป็นเจ้าสำนักซะนะ"
เวลาผ่านไปสองร้อยปี แต่ภาพเหตุการณ์นี้กลับเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน