- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 9 ร่องรอยที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ร่องรอยที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ร่องรอยที่ซ่อนเร้น
บทที่ 9 ร่องรอยที่ซ่อนเร้น
แสงสีทองเรืองรองสายสุดท้ายของยามเย็น ลับเลือนหายไปท่ามกลางหมู่เมฆและขุนเขา
ความมืดมิดคืบคลานข้ามกำแพงเรือนราวกับเกลียวคลื่น ซ่งเฉียนจีวางพลั่วลง ตักน้ำจากบ่อมาหนึ่งถังเพื่อล้างหน้าล้างตา
หลังจากทำงานหนักอย่างคุ้มค่ามาทั้งวัน เขาก็ยกเก้าอี้เก่าๆ ตัวหนึ่งออกมา หาตำแหน่งที่ดูเจริญหูเจริญตาที่สุดในลานเรือน แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หราอย่างชอบธรรม
การปล่อยเวลาให้สูญเปล่านั้นทำง่าย แต่ที่ยากที่สุดคือการปล่อยเวลาให้สูญเปล่าด้วยความสบายใจและไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ซ่งเฉียนจีเงยหน้าขึ้น กำแพงเรือนตีกรอบผืนฟ้ากว้างยามราตรีให้กลายเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ซ้ำยังถูกกิ่งก้านใบอันดกหนาของต้นไม้ดอกบดบังเอาไว้ เขาจึงมองเห็นท้องฟ้าประดับดาวได้เพียงแค่ขนาดเท่าฝ่ามือ
สายลมเย็นสบายอันประเมินค่ามิได้ พัดพาให้ดอกท้อต้นหนึ่งนอกเรือนร่วงหล่นลงมาเป็นสาย และพัดพริ้วเส้นผมที่ปล่อยสยายของเขา
"พรุ่งนี้ย้ายต้นไม้นี้ไปไว้ริมๆ หน่อยดีกว่า แล้วค่อยไปซื้อต้นกล้าผักกับเมล็ดดอกไม้มาเพิ่ม พันธุ์ไหนถึงจะปลูกให้รอดง่ายๆ บ้างนะ"
ยามที่ผู้คนฝ่าความมืดพุ่งพรวดเข้ามาในลานเรือนเล็กๆ ก็เห็นซ่งเฉียนจีปล่อยผมเผ้ารุงรัง สวมชุดคลุมเก่าๆ หลวมโพรก สวมรองเท้าผ้าแบบเหยียบส้น กำลังพิงพนักเก้าอี้รับลมเย็น
ดูว่างจัดจนราแทบขึ้นทั้งตัว ราวกับแมวขี้เกียจที่ไร้กระดูก
คราวนี้ เหล่าไก่ชนกลายสภาพเป็นฝูงแมลงวันหัวขาด บินวนส่งเสียงหึ่งๆ อยู่รอบเก้าอี้เก่า:
"เขาไม่มีทางสนใจความเป็นตายของศิษย์พี่เมิ่งหรอก! ทำยังไงดี"
"ก็ซ่งลั่วเป็นคนบอกว่าศิษย์พี่เมิ่งมีอันตราย แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้วิธีแก้ไขก็ได้"
"หุบปากกันให้หมด" โจวเสี่ยวอวิ๋นตวาดห้ามทุกคน เดินเข้าไปหาซ่งเฉียนจี แล้วถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
"ศิษย์พี่เมิ่งถูกคุมตัวไปที่หอวินัยแล้ว เจ้าคาดเดาไว้แต่แรกแล้วใช่หรือไม่ เจ้ายังรู้อะไรอีก"
เดิมทีพวกเขาไม่ควรมา แต่เรื่องเกิดกะทันหัน ทุกคนต่างก็หมดหนทาง จู่ๆ ก็นึกถึงท่าทางสงบนิ่งไม่หวั่นไหวราวกับขุนเขาไท่ซานของซ่งเฉียนจีขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
พอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็มายืนอยู่ในลานเรือนกันหมดแล้ว
ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีวิถีเต๋าและเคล็ดวิชามากมายนับหมื่นพัน กว้างใหญ่ไพศาลดุจห้วงมหาสมุทร
ทว่าวิชาพื้นฐานเบื้องต้นอย่างวิชาตัวเบาหรือวิชาเร้นลมปราณนั้น ทุกสำนักล้วนต้องฝึกฝน ในช่วงแรกเริ่มของการบำเพ็ญเพียรก็แทบจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก
สิ่งที่เขาสอนเมิ่งเหอเจ๋อ เป็นเพียงวิชาที่ลึกล้ำกว่าที่สำนักหัวเวยสอนเท่านั้น หาใช่วิชามารนอกรีตไม่
ตามหลักแล้ว เมิ่งเหอเจ๋อต้องทะลวงผ่านขั้นจู้จีให้ได้เสียก่อน ถึงจะฝึกฝนจนถึงขั้นที่สองได้ เมื่อนั้นวิชาทั้งสองแบบจึงจะเผยให้เห็นถึงความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน
การเผยพิรุธเร็วถึงเพียงนี้ มีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวคือมียอดฝีมือที่มีสายตาเฉียบแหลมและชื่นชอบการค้นคว้าวิชา เห็นกระบวนท่าที่เมิ่งเหอเจ๋อใช้ออกมา ประกอบกับการต่อสู้ทำให้คนเราดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ เมิ่งเหอเจ๋อจึงก้าวหน้าเร็วเกินไป
พรสวรรค์ระดับเมิ่งเหอเจ๋อ ผลการทดสอบรากวิญญาณตอนเข้าสำนักแม่นยำจริงๆ หรือ เดิมทีเขาควรจะได้เข้าเป็นศิษย์สายในโดยตรง หรือว่ามีคนจงใจให้เขามาอยู่สายนอกกันแน่
เหมือนกับที่มีคนจงใจมอบลูกประคำหยกแดงให้เขา
การตกหน้าผาแล้วไม่ตาย อยู่ในความคาดหมายของคนผู้นั้นด้วยหรือไม่
โศกนาฏกรรมล้างตระกูลเมิ่งในชาติก่อน ใครคือฆาตกรตัวจริง
การที่เมิ่งเหอเจ๋อกลายเป็นพระมารในท้ายที่สุด ดูเหมือนว่าทุกย่างก้าวจะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่เบื้องหลังมีมือของใครคอยผลักดันเขาอยู่หรือไม่
ซ่งเฉียนจีตระหนักได้ในฉับพลันว่า ต่อให้ตนเองจะได้กลับชาติมาเกิด ต่อให้ได้เห็นเศษเสี้ยวของธาราแห่งกาลเวลา เขาก็ใช่ว่าจะเข้าใจโลกใบนี้และชะตากรรมของผู้อื่นอย่างถ่องแท้
ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังและร่องรอยที่ซ่อนเร้นอีกมากมาย ที่ทอดยาวออกไปนับพันลี้
ระหว่างที่ซ่งเฉียนจีกำลังครุ่นคิด เสียงในลานเรือนก็ค่อยๆ เงียบลง
เมื่อทุกคนเห็นสีหน้าแววตาอันเย็นชาของเขา ดูคล้ายกับไม่แยแสสิ่งใด ก็พากันใจหายวาบ
"ศิษย์พี่เมิ่งใช้ชีวิตไปครึ่งค่ายอมแลกโอกาสให้เจ้าได้เข้าเป็นศิษย์สายใน ตอนนี้เจ้าจะทำตัวไม่รู้ไม่ชี้อย่างนั้นหรือ หอวินัยบอกว่าเขาแอบฝึกวิชาของสำนักอื่น จะต้องลงโทษตามกฎสำนัก โดยการขับไล่ลงจากเขา!" โจวเสี่ยวอวิ๋นมีอารมณ์พลุ่งพล่าน
ซ่งเฉียนจีช้อนตาขึ้นมองกะทันหัน "เจ้าพูดใหม่อีกทีซิ"
"ไม่ว่าจะถูกไต่สวนอย่างไร เขาก็ไม่ยอมปริปากตอบ..."
"สี่พยางค์สุดท้าย!"
"ขับไล่ลงจากเขา"
ซ่งเฉียนจีผุดลุกขึ้นพรวด เก้าอี้เก่าล้มกระแทกพื้นเสียงดัง "โครม" จนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ลงจากเขา!
บนโลกใบนี้ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อยู่อีกหรือ!
"นี่ เจ้าจะไปไหน" โจวเสี่ยวอวิ๋นรู้สึกถึงสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าไปกะทันหัน
"หอวินัย!"
ทุกคนรีบร้อนวิ่งตามออกไปที่ประตูเรือน ภายใต้เงามืดมิดยามราตรี เห็นเพียงเงาร่างของซ่งเฉียนจีอยู่ไกลลิบ แขนเสื้อทั้งสองข้างปลิวไสวปะทะลม มีเพียงเสียงหนึ่งลอยแว่วมา "พวกเจ้าเตรียมตัวรับคนได้เลย"
"ซ่งลั่วมีวิธีช่วยศิษย์พี่เมิ่งจริงๆ งั้นหรือ"
"หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นพวกภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น พวกเราเข้าใจเขาผิดไปงั้นหรือ"
โจวเสี่ยวอวิ๋น "พวกเจ้าสองคนไปขอยืมเปลหามที่โรงหมอ คนที่เหลือตามข้าไปเฝ้าอยู่หน้าหอวินัยก่อน!"
ฝูงไก่ชนฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง แล้วออกเดินทางกันอย่างดุดันเกรี้ยวกราด
***
ประตูใหญ่ของหอวินัยปิดสนิท หน้าประตูจุดโคมไฟสีเหลืองนวลไว้สองดวง ดูสะดุดตายิ่งนักท่ามกลางความมืดมิด
วันนี้เมิ่งเหอเจ๋อโดดเด่นเกินหน้าเกินตา ไม่ว่าจะเกลียดชังเขา เลื่อมใสเขา หรือแค่อยากดูเรื่องสนุก เหล่าศิษย์สายนอกก็ไม่ยอมจากไปง่ายๆ ต่างมารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์อยู่หน้าหอ
บางคนถึงกับซื้อของกินมื้อดึกมากินด้วย ทำเอาศิษย์หอผู้คุมกฎพลอยไม่ได้พักผ่อนไปด้วย ต้องสวมปลอกแขนสีแดงสดมาคอยรักษาความสงบเรียบร้อยในยามวิกาล
ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็เบียดเสียดฝ่าฝูงชนที่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องเข้ามาได้ แต่กลับถูกขวางไว้ที่หน้าประตู:
"ด้านในกำลังไต่สวนคดี ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามเข้า"
ซ่งเฉียนจีจึงจำต้องแจ้งชื่อแซ่ของตนออกไป
ศิษย์พกดาบผู้นั้นจ้องมองเขาครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ตะโกนลั่น "เจ้านี่เอง! เจ้าคือคนที่ถูกหามขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเมื่อตอนกลางวันนี่!"
ซ่งเฉียนจีแบกรับสายตาประหลาดใจจากรอบด้านจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก "...นั่นมันเก้าอี้เอนหลังต่างหาก"
"เจ้าเข้าไปไม่ได้หรอก" จู่ๆ ก็มีเสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้น "ข้าจะพาเจ้าเข้าไปเอง"
ซ่งเฉียนจีหันขวับไปมอง เห็นจ้าวอวี๋ผิงเดินเนิบนาบออกมาจากเงามืดใต้ชายคา
เขายิ้มบางๆ "ลำบากท่านที่ต้องรอข้าเสียนาน"
จ้าวอวี๋ผิงก็ยิ้มแบบเนื้อไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย "ไม่ลำบากเลย"
ยามที่ทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตู เสียงสนทนาก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
"พวกเจ้าสองคนนี่ช่างมีน้ำใจฉันพี่น้องเสียจริง ผลัดกันทำตัวเป็นวีรบุรุษ แต่เจ้าจะช่วยเขาได้งั้นหรือ"
"ข้าจะลองดู"
"คราวที่แล้วช่วยเขาจนแขนหักไปข้าง คราวนี้เตรียมใจจะหักอะไรอีกล่ะ"
"ไม่รู้สิ"
พวกเขาเดินเข้าไปในหอไต่สวนที่สว่างไสว ซ่งเฉียนจีประสานมือคารวะเหล่าผู้อาวุโสบนที่นั่งไต่สวน
คงเตรียมตัดหนทางรอดของตัวเองกระมัง จ้าวอวี๋ผิงคิดในใจ
เมิ่งเหอเจ๋อคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกองเลือดตื้นๆ
บาดแผลจากการประลองเมื่อตอนกลางวันปริแตกออกทั้งหมด ทำให้เขาดูคล้ายกับน้ำเต้าที่มีเลือดซึมออกมาทั้งลูก
ซ่งเฉียนจีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
เห็นเพียงศีรษะของเขาตกลงมาปรกอก ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
วันนี้เมิ่งเหอเจ๋อเสียเลือดมากเกินไป
เขาเริ่มรู้สึกหนาวเหน็บ หนาวจนฟันกระทบกันดังกึกๆ ราวกับมีน้ำแข็งเกาะตามข้อกระดูก มีเพียงลูกประคำหยกแดงบนข้อมือเท่านั้นที่แผ่ไอร้อนออกมาจางๆ
สติของเขาเริ่มเลื่อนลอย นึกถึงบ้านเกิดและดวงจันทร์ที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ นึกถึงท่านพ่อท่านแม่ที่บ้าน
เขารู้ตัวดีว่าเกรงคงจะผ่านด่านนี้ไปไม่ได้แล้ว
โชคดีที่ก่อนตายยังได้สู้จนสะใจไปรอบหนึ่ง
ตายในวันที่สะใจที่สุดในชีวิต ก็ยังดีกว่าตายอย่างไร้ค่าอยู่ที่ก้นเหว
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ เขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมาเป็นระยะ:
"...ข้าเป็นคนสอนเอง เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองฝึกวิชาอะไร"
"...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ศิษย์ขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"
"...ข้ามาสารภาพผิด ข้ายินดีถูกขับไล่ลงจากเขา แต่ข้ายังมีเรื่องจะพูด"
เสียงนั้นราวกับสายฟ้าแลบที่ผ่าทะลวงม่านราตรีตรงหน้าในที่สุด
ศิษย์พี่ซ่ง!
เมิ่งเหอเจ๋อเบิกตาโพลง
เขาเห็นซ่งเฉียนจียืนขวางอยู่เบื้องหน้าตน
แผ่นหลังอันผอมบางบดบังสายตาหลากหลายคู่และแสงไฟที่สาดส่องจนแสบตา
คล้ายกับต้นไม้เล็กๆ ที่พยายามแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสุดกำลัง เพื่อบังลมบังฝนให้กับเหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่อยู่ใต้ต้น
"ที่ศิษย์ได้เรียนรู้วิชาเหล่านี้ เป็นเพราะวาสนาครั้งใหญ่ เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก ไม่อาจพูดในที่แห่งนี้ได้" ซ่งเฉียนจีกล่าว
"บังอาจนัก ที่นี่คือหอไต่สวน หากเจ้าไม่พูดที่นี่ แล้วจะไปพูดที่ไหน!"
"ศิษย์อยากพบท่านเจ้าสำนัก"
ผู้อาวุโสหลิวผู้ดูแลหอวินัยตวาดถามด้วยความโกรธเกรี้ยว แผ่แรงกดดันออกมา ทว่าพอได้ยินคำพูดของซ่งเฉียนจีก็พลันหัวเราะร่วน "พบใครนะ ข้าหูฝาดไปหรือไม่"
ศิษย์หอวินัยคนอื่นๆ ก็พากันหัวระเบ็งเซ็งแซ่
ซ่งเฉียนจีทวนคำอย่างสงบนิ่ง "ศิษย์ต้องพบท่านเจ้าสำนัก"
จาก 'อยากพบ' เปลี่ยนเป็น 'ต้องพบ' เขาถึงกับเปลี่ยนคำพูดเสียด้วยซ้ำ