- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 8 เด็กหนุ่มจนด้วยคำพูด
บทที่ 8 เด็กหนุ่มจนด้วยคำพูด
บทที่ 8 เด็กหนุ่มจนด้วยคำพูด
บทที่ 8 เด็กหนุ่มจนด้วยคำพูด
"พวกเจ้าสองคนใครจะมาก็เหมือนกัน"
จ้าวอวี๋ผิงพยักหน้ายิ้มๆ อย่างพึงพอใจยิ่งนัก ไม่เปิดโอกาสให้เขากลับคำ เดินตรงดิ่งไปยังแท่นสูง
"อย่ามาแตะเก้าอี้ของข้า" จ้าวจี้เหิงปัดมือของเมิ่งเหอเจ๋อที่จับเก้าอี้เอนออกไป ในที่สุดก็ได้ยืดอกเชิดหน้าสักครั้ง
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้ถือสาหาความกับเขา เพียงกล่าวเสียงดังฟังชัดต่อทุกคนว่า
"หากข้าโชคดีคว้าชัยได้ โปรดให้ศิษย์พี่ซ่งเข้าสู่สายในด้วยเถิด!"
"แค่กๆๆ!" ซ่งเฉียนจีตกใจจนสำลักไอติดๆ กัน รีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่จำเป็น!"
ใครแม่งอยากเข้าสายในกันวะ อย่านะโว้ย!
"เจ้าว่าอะไรนะ?!" จ้าวอวี๋ผิงหันขวับกลับมา สายตาคมกริบดุจใบมีดทิ่มแทงใส่เมิ่งเหอเจ๋อ
ผู้อาวุโสหอวินัยบนแท่นตวาด "เหลวไหล การทดสอบมีไว้เพื่อคัดเลือกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเข้าสู่สายใน ไม่เคยมีเรื่องการประลองแทนกันมาก่อน"
เมิ่งเหอเจ๋อประสานมือคารวะไปทางแท่นสูง "หากพูดถึงตบะและนิสัยใจคอ ศิษย์พี่ซ่งล้วนเหนือกว่าข้านับร้อยเท่า หากข้าทำได้ สำหรับเขาย่อมง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เพียงแต่เขามีอาการบาดเจ็บติดตัว ไม่สะดวกจะประมือกับผู้ใด" เด็กหนุ่มสีหน้าไร้แววหวาดหวั่น ทุกถ้อยคำหนักแน่นดั่งศิลา
"ศิษย์ยินดีต่อสู้กับผู้เข้าร่วมการคัดเลือกทุกคนเรียงตัวขอรับ!"
เมื่อเมิ่งเหอเจ๋อกล่าวจบ ความอัดอั้นตันใจในอกก็ถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น
ชั่วชีวิตคนเราต้องเอื้อนเอ่ยคำพูดมากมายเพียงใด ทั้งคำจริง คำลวง คำโกหก คำเพ้อเจ้อตอนเมามาย เขาเพียงรู้สึกว่าไม่เคยมีคำพูดประโยคไหนที่กล่าวออกมาแล้วสะใจเท่าประโยคนี้มาก่อน
นับตั้งแต่เขาจากบ้านขึ้นเขา ฝากตัวเป็นศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวย เขามักจะคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ในขณะที่ผู้อื่นแทบไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเขาเลย
เขาใฝ่ฝันถึงโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยสีสัน ใฝ่ฝันถึงมิตรภาพที่ร่วมเป็นร่วมตายกันอย่างแท้จริง
ทว่าชีวิตกลับจืดชืดน่าเบื่อหน่าย ผ่านไปวันแล้ววันเล่าอย่างไร้ชีวิตชีวา มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
จนกระทั่งได้ตกหน้าผาไปพร้อมกับซ่งเฉียนจี
สถานการณ์ในวันนี้ ถูกบีบคั้นมาจนถึงขั้นนี้ หากข้ายังทนได้อีก ต่อไปวิชาที่ศิษย์พี่ซ่งสอนข้า ข้าก็ไม่มีหน้าจะนำมาใช้อีกแล้ว!
เมิ่งเหอเจ๋ออยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น พิสูจน์ให้ตัวเองเห็น ว่าศิษย์พี่ซ่งไม่ได้มองคนผิด ไม่ได้ช่วยคนผิด และยิ่งไม่ได้สอนคนผิด
จ้าวอวี๋ผิงพลันหัวเราะออกมา นี่เป็นครั้งแรกของวันที่เขาหัวเราะได้อย่างจริงใจถึงเพียงนี้
"ผู้อาวุโสทั้งสอง แม้เรื่องนี้จะไม่เคยมีมาก่อน แต่กฎการคัดเลือกในแต่ละปีก็ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง นานๆ ทีศิษย์สายนอกของเราจะมีผู้ที่มีความกล้าหาญและมีน้ำใจเช่นนี้ ให้โอกาสเขาลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป"
เมิ่งเหอเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "ขอบคุณผู้ดูแลจ้าวที่ช่วยส่งเสริม"
เมิ่งเหอเจ๋อบ้าไปแล้ว มีใครที่ไหนเสนอตัวขอต่อสู้แบบรับมือทีละคนโดยไม่พักบ้าง?
ผู้คนในสนามไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ในยามนี้ความคิดล้วนตรงกันอย่างน่าประหลาด
จ้าวจี้เหิงตะโกนบอกความในใจแทนพวกเขา "เฮ้ย เจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย? หรือว่าซ่งเฉียนจีวางกู่ใส่เจ้า ควบคุมเจ้าไว้แล้วรึไง?!"
"ฝากดูแลศิษย์พี่ซ่งแทนข้าด้วย"
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้อธิบายอะไรอีก เพียงกำชับศิษย์สายนอกที่ติดตามเขาประโยคหนึ่ง แล้วจึงเดินไปยังใจกลางลานกว้าง
เสียงของซ่งเฉียนจีดังขึ้นที่ด้านหลังเขา "อย่าทำเช่นนี้เลย"
เมิ่งเหอเจ๋อหันกลับไป เห็นเพียงซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะลำบากใจอยู่บ้าง
ซ่งเฉียนจีปฏิเสธอย่างหนักแน่น
"ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาทำแทนข้า เรื่องนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย และยิ่งไม่มีความจำเป็นด้วย"
"ไม่ ศิษย์พี่ซ่ง ข้าจำเป็นต้องไป!"
ซ่งเฉียนจีถอนหายใจ "เช่นนั้นเจ้าก็ค่อยๆ สู้ไปเถอะ ข้าสละสิทธิ์แล้ว ขอตัวกลับก่อนล่ะ"
เขาพลันลุกขึ้นยืน จ้าวจี้เหิงสะดุ้งโหยง ราวกับเห็นผู้ป่วยอัมพาตลุกขึ้นเดินได้ด้วยตัวเอง
"จะ...เจ้าบาดเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไม..."
"ข้าบาดเจ็บที่แขนกับไหล่และหลัง"
จ้าวจี้เหิงสติแตก "ขาเจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลยรึ?! แล้วตอนมาจะทั้งแบกทั้งหามทำไมกัน ทำบ้าอะไรเนี่ย?"
ซ่งเฉียนจีเดินจากไป "...เจ้าดึงดันจะหามข้ามาเองต่างหาก"
เมิ่งเหอเจ๋อไม่คาดคิดว่าซ่งเฉียนจีจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้
คนผู้นั้นไม่ได้ดีใจเลย ซ้ำยังกำลังโกรธอยู่ด้วย
แต่เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด จึงร้องเรียกศิษย์พี่ซ่งเสียงเบา คล้ายมีเรื่องจะพูด
ซ่งเฉียนจีไม่สนใจ เดินฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าสู่แสงแดดอันสดใสในฤดูใบไม้ผลิและขุนเขาเขียวขจีนอกลานกว้าง
ราวกับว่าสิ่งที่เมิ่งเหอเจ๋อกำลังจะทำไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขา เขาถึงกับไม่ยอมหยุดพักแม้แต่ชั่วขณะเดียว
เมิ่งเหอเจ๋อจึงไม่เอ่ยคำใดอีก หันหลังกลับและเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเขา
"ขอทุกท่านโปรดชี้แนะด้วย!"
เสียงของเด็กหนุ่มดังก้องกังวานจนหยุดเมฆาที่ลอยเคลื่อน สีหน้าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
ในวินาทีนี้แผ่นหลังของเขาหยัดยืนอย่างสง่าผ่าเผย ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด กลับดูอ้างว้างอยู่บ้าง
...
เส้นทางบนเขาลดเลี้ยวเคี้ยวคด ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นหนาทึบ
ซ่งเฉียนจีเดินไม่เร็วนัก และทุกย่างก้าวล้วนเดินอย่างตั้งใจ
เขากำลังชมวิวทิวทัศน์ มองดูต้นฮวายโบราณสีเขียวชอุ่มริมทาง เมฆขาวสะอาดตาที่ลอยล่องบนท้องฟ้า นกนางแอ่นที่บินอย่างอิสระเสรีบนกิ่งไม้ และดอกท้อที่สั่นไหวในสายลมซึ่งยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่
เหล่าศิษย์สายนอกมองเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนจนชินชาและเมินเฉยไปแล้ว
ทว่านัยน์ตาของซ่งเฉียนจีกลับเป็นประกายสดใส ราวกับเด็กน้อยที่ออกมาเที่ยวเล่นในฤดูใบไม้ผลิเป็นครั้งแรก
หนทางที่ต้องเร่งรุด เขาในชาติก่อนได้เร่งรุดไปจนถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ในเมื่อต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนวิธีการเดินใหม่ด้วย
ชมทิวทัศน์ก็คือชมทิวทัศน์ ไม่จำเป็นต้องใช้ทิวทัศน์มาจินตนาการถึงกระบวนท่ากระบี่ เพื่อบ่มเพาะเจตจำนงกระบี่อีกต่อไป
นกกระจอกวสันต์ส่งเสียงร้องระงม สายน้ำวสันต์ไหลริน แสงแดดวสันต์สาดส่องเจิดจ้า
ที่สุดปลายทางเดินบนเขา กลุ่มเรือนกำแพงขาวกระเบื้องเทาก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา
เรือนพักของศิษย์สายนอก เมื่อมองจากภายนอกแต่ไกล ล้วนดูซอมซ่อไม่ต่างกัน
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงจะรู้ว่าความจริงภายในนั้นมีความแตกต่างกันไป
ซ่งเฉียนจีอาศัยอยู่ในห้องที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ห่างไกลที่สุด พื้นที่ต่ำที่สุด การระบายน้ำและแสงสว่างย่ำแย่ที่สุด
ทุกครั้งที่ท้องฟ้ามืดครึ้มฝนตก น้ำจะท่วมเอ่อล้น ภายในเรือนเล็กมีน้ำขังราวกับเป็นทะเลสาบ บนผิวน้ำเต็มไปด้วยใบไม้ร่วงหล่นลอยฟ่อง ราวกับเรือลำน้อยที่หมุนวน
เขาไม่เคยเก็บกวาด และยิ่งไม่ใส่ใจ หนึ่งคือไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ สองคือไม่มีเวลาว่าง
เขาใช้วิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกับการทรมานตัวเอง บีบบังคับให้ตนเองมุ่งมั่นกับการบำเพ็ญเพียรมาตลอด เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
นี่เคยเป็นช่วงวัยสิบห้าปีของเขา
ต้อยต่ำ จืดชืด ซ้ำซากจำเจ โดดเดี่ยว จมปลักอยู่ในบ่อโคลน
นั่งอยู่ก้นบ่อมองดูฟ้า ทว่าฟ้าสีครามกลับสูงลิบลิ่ว แม้จะชะเง้อคอเขย่งเท้า ก็ยังมองไม่เห็นปราสาทบนยอดเขา
ประตูไม้เก่าผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนให้เสียวฟัน ซ่งเฉียนจีเหยียบเท้าลงไปในแอ่งน้ำ พลางส่ายหน้ายิ้มๆ
เขาถกแขนเสื้อขึ้น นำชายเสื้อคลุมเหน็บเข้ากับเข็มขัด หยิบไม้กวาดกุดๆ ด้ามหนึ่งจากมุมกำแพงขึ้นมา แล้วร่ายรำไปมาสองสามทีอย่างสง่างามราวกับกำลังร่ายรำเพลงกระบี่
"ทำงาน!"
บนโลกนี้มีเพลงกระบี่ที่สง่างาม แต่กลับไม่มีคนงานจับกังที่สง่างาม
เก็บกวาดใบไม้ร่วง กวาดน้ำที่ขัง ปีนขึ้นหลังคาไปซ่อมกระเบื้อง... การเคลื่อนไหวของซ่งเฉียนจีดูเก้ๆ กังๆ แต่กลับอดทนและละเอียดลออ ราวกับกำลังทำเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต
เวลาล่วงเลยผ่านช่องว่างของเศษกระเบื้องไปอย่างเงียบเชียบ จากดวงตะวันขึ้นสูงจนถึงยามเงาตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัวลง นกกาที่เหนื่อยล้าบินกลับรัง
ขุนเขาสลับซับซ้อนในแดนไกลถูกปกคลุมไปด้วยแสงสายัณห์สีส้ม ราวกับจะหลอมละลายกลายเป็นสายน้ำวสันต์ที่ทอดยาวต่อเนื่อง
แขนขวาของซ่งเฉียนจีมีบาดแผล มีเพียงมือซ้ายที่ขยับได้คล่องแคล่ว แม้จะทุลักทุเล แต่สภาพจิตใจกลับสงบและผ่อนคลาย
เขาสบายใจมากเพียงใด ผู้คนที่เห็นเขาก็ย่อมโกรธแค้นมากเพียงนั้น
ตอนที่ศิษย์ทั้งหกคนนั้นเดินเข้ามาในเรือนเล็กของเขา ซ่งเฉียนจีกำลังถือพลั่วพรวนดินอยู่พอดี
เรือนเล็กคับแคบ ภายในพริบตาก็ถูกเบียดเสียดจนแน่นขนัด คนสุดท้ายทำได้เพียงหดตัวอยู่บนธรณีประตู แต่ก็ยังไม่วายถลึงตาใส่เขา
พวกเขาดูราวกับรังของไก่ชนที่ขนตั้งชันและมีท่าทีดุดัน
"ศิษย์พี่เมิ่งชนะแล้ว!" ศิษย์หญิงที่เป็นผู้นำเอ่ยปาก น้ำเสียงเย็นชา "เขาตัวคนเดียว ต่อสู้ไปทั้งหมดสามร้อยรอบถ้วน"
ผู้เข้าร่วมการคัดเลือกในภายหลังไม่ใช่ว่าสู้เขาไม่ได้ แต่เป็นเพราะเกิดความเลื่อมใสและหวาดกลัวจากใจจริง ถูกวิธีการต่อสู้แบบไม่คิดชีวิตของเขาทำให้ตื่นตระหนกจนไม่กล้าลงสนาม
"อ้อ" ซ่งเฉียนจีไม่ได้หันกลับไป พลั่วในมือก็ไม่ได้หยุดชะงัก
เสียงด่าทอดังขึ้นจากด้านหลังสองสามประโยค เห็นได้ชัดว่าบรรดาไก่ชนถูกท่าทีของเขายั่วโมโหเข้าแล้ว
"เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่หอโอสถสายนอก ก่อนจะหมดสติไปยังเป็นห่วงเจ้า บอกว่าจะต้องมอบยาโอสถวิเศษขวดนี้ให้เจ้าให้ได้"
ศิษย์หญิงหยิบยาโอสถวิเศษที่จ้าวอวี๋ผิงนำออกมาก่อนหน้านี้ออกมา
ซ่งเฉียนจี "ไม่จำเป็นหรอก"
ใบหน้าอันงดงามของศิษย์หญิงบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ "เขาต่อสู้แทบเป็นแทบตายเพื่อเจ้า เจ้ากลับไม่ยอมแม้แต่จะไปดูใจเขาสักครั้งเลยหรือ? หรือว่าเจ้าช่างไร้หัวใจไร้ความรู้สึก ไม่เป็นห่วงเขาเลยแม้แต่น้อยจริงๆ? เขาเกือบจะ...เอาชีวิตไม่รอดแล้วนะ!"
เมื่อพูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของนางก็สั่นเครือเล็กน้อย แทบจะสะอื้นไห้
พลั่วที่กำลังพรวนดินหยุดลง ซ่งเฉียนจียังคงส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นห่วงหรอก"
เมิ่งเหอเจ๋อหัวแข็งดวงแข็ง ชาติก่อนตกหน้าผาก็ไม่ตาย รวบรวมพรรคมารเป็นหนึ่งก็ไม่ตาย แล้วจะมาตายเพราะน้ำมือของกลุ่มศิษย์สายนอกพวกนี้ได้ยังไง?
เป็นห่วงเจ้าเด็กนี่ สู้เป็นห่วงตัวเองดีกว่า ว่าสรุปแล้วเมื่อไหร่จะได้ลงจากเขาเสียที
เมิ่งเหอเจ๋อไม่มีทางตามเขาไปทำไร่ทำนาด้วยอยู่แล้ว เช่นนั้นย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปพัวพันให้มากความ
ซ่งเฉียนจีไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดต่อไป จนเผลอคิดว่าเขาเป็นพี่น้อง
ในสายตาของคนจำนวนมาก ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อเดิมทีไม่มีความสนิทสนมกันเลย
จู่ๆ ชั่วข้ามคืนก็สามารถร่วมเป็นร่วมตายเพื่ออีกฝ่ายได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ประหลาดพิกลอย่างไม่ต้องสงสัย
"ข้าไม่รู้ว่าเมื่อคืนพวกเจ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แต่ศิษย์พี่เมิ่งมีนิสัยบริสุทธิ์ดีงาม ขาวสะอาดเปิดเผย ถูกหลอกได้ง่าย และถูกคนหลอกใช้ได้ง่าย ข้าเดาว่า ตอนนี้เจ้าคงจะกำลังภูมิใจมากสินะ?" ศิษย์หญิงเบิกตากว้าง เพลิงโทสะแผดเผาจนแก้มเนียนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ ยิ่งขับเน้นให้ดูงดงามหยาดเยิ้ม
"แต่จิตใต้สำนึกของเจ้ารับได้หรือ? เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าแค่หยิ่งยโส นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะยังเจ้าเล่ห์เพทุบายด้วย!"
ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็หันกลับมา
คิดดูแล้วหกคนนี้ในยามปกติคงมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับเมิ่งเหอเจ๋อ ดังนั้นจึงวิ่งแจ้นมาที่นี่เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมแทนเขา
ซ่งเฉียนจีพิจารณาศิษย์หญิงที่เป็นผู้นำ จำได้ลางๆ ว่านางชื่อโจวเสี่ยวอวิ๋น มีวิชาแพทย์ติดตัวอยู่บ้าง ร่าเริงสดใส และยังเป็นหญิงงามที่มีชื่อเสียงในสายนอก
น่าเสียดายที่เขามองใบหน้าของเมี่ยวเยียนจนชินตาเสียแล้ว จึงแยกแยะความงามความขี้เหร่ออกมาไม่ได้นานแล้ว
"ศิษย์น้องโจว เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" ซ่งเฉียนจีกล่าวอย่างสงบ "ข้าก็ไม่ได้อยาก..."
"ถุย เสแสร้ง!" คนที่อยู่บนธรณีประตูถ่มน้ำลายอย่างแรง ทำพื้นดินที่ซ่งเฉียนจีเพิ่งกวาดไปเมื่อครู่สกปรก "ในที่สุดเจ้าก็ได้เข้าสายในไปบำเพ็ญเพียรแล้ว ได้ประโยชน์แล้วยังมาทำเป็นพูดดีอีก!"
สีหน้าของซ่งเฉียนจีเย็นชาลง
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็โมโหขึ้นมาทันที
ใครอยากเข้าสายในกัน? ใครอยากบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนกัน?
ข้าดูเหมือนคนที่หมดหวังในชีวิต สิ้นหวังในอนาคตขนาดนั้นเลยรึไง?!
"ตอนนี้ใครอยากให้เมิ่งเหอเจ๋อตายมากที่สุด?"
ซ่งเฉียนจีเอ่ยถาม
เสียงก่นด่าหยุดชะงักลงกะทันหัน ทุกคนสบเข้ากับสายตาอันเย็นชาลึกล้ำของเขา ไม่รู้เพราะเหตุใดในใจพลันสะท้านเยือก
โจวเสี่ยวอวิ๋นขมวดคิ้ว "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"เขาทำลายเรื่องดีๆ ของใคร ทำให้ใครต้องเสียหน้า คนผู้นั้นย่อมอยากให้เขาตาย ในเมื่อเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ ข้างกายไม่มีคนคอยดูแล ไม่ว่าจะเผชิญกับอันตรายใดๆ ก็ล้วนไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบโต้" น้ำเสียงของซ่งเฉียนจีแปรเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าแผ่วเบา คล้ายแฝงรอยยิ้ม
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาใช้ยาอะไร? ดื่มน้ำอะไร? หมอที่รักษาเขาแซ่อะไร? หากอาการบาดเจ็บของเขาทรุดหนักและตายในหอโอสถ นั่นก็เป็นการตายที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว"
โจวเสี่ยวอวิ๋นหนาวสั่นไปทั้งตัว ถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
"คนที่อยากให้เขาตายมากที่สุดก็ไม่ใช่ข้า แล้วพวกเจ้ามาเฝ้าอยู่ที่นี่ทำไมกัน?"
ซ่งเฉียนจีก้าวไปข้างหน้าสองก้าว "รอให้ข้าชวนพวกเจ้าอยู่กินมื้อเย็นหรือไง?"
"จะ...เจ้ามัน..." มีคนยังอยากจะโต้เถียง แต่ถูกโจวเสี่ยวอวิ๋นยกมือขึ้นห้ามปรามไว้ "ช่างเถอะ ความปลอดภัยของศิษย์พี่เมิ่งสำคัญกว่า"
คนกลุ่มหนึ่งมาอย่างดุดันเกรี้ยวกราด ทว่าตอนจากไปกลับเร่งรีบลุกลี้ลุกลน
ลานเรือนกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง มีเพียงเสียงที่แข็งนอกอ่อนในไม่กี่สายลอยข้ามกำแพงเรือนมา
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ หยิบพลั่วขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เฮ้อ ท้ายที่สุดก็ยังอายุน้อยหน้าบาง เวลาด่าคนก็ยังจนด้วยคำพูด
****
เมิ่งเหอเจ๋อก็ยังอายุน้อยเหมือนกับพวกเขา และจนด้วยคำพูดเช่นเดียวกัน
"วิชามารของเจ้าไปเรียนมาจากที่ใด?"
แรงกดดันอันหนักอึ้งแทบจะบดขยี้อวัยวะภายในของเขาจนแหลกเหลว เขายังคงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ
ในฐานะผู้ชนะของการต่อสู้ทั้งหมด เดิมทีเขาควรจะได้รับคำอวยพรและการเฉลิมฉลองจากสายนอกทั้งหมด
แต่จ้าวอวี๋ผิงได้ส่งคนไปใช้หยกบันทึกเงา แอบบันทึกภาพการประลองทุกรอบของเขาเอาไว้
ทันทีที่การคัดเลือกสิ้นสุดลง ก็ถูกส่งเข้าไปยังสายใน เพื่อให้ผู้อาวุโสหอถ่ายทอดวิชาที่เชี่ยวชาญสรรพวิชาได้พิจารณา
ครึ่งชั่วยามต่อมา เมิ่งเหอเจ๋อก็ถูกหามออกจากหอโอสถสายนอก และถูกคุมตัวไปยังหอวินัยเพื่อรับการไต่สวน
"ใครสอนวิชาพวกนี้ให้เจ้า? สอนตั้งแต่เมื่อใด?"
เมิ่งเหอเจ๋อสีหน้าไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดรุนแรงทั่วร่างทำให้เขาเดี๋ยวตื่นตัวเดี๋ยวสลึมสลือ
คำถามคาดคั้นของศิษย์หอวินัยที่ทิ่มแทงเข้าหู ก็ดังใกล้บ้างไกลบ้าง ราวกับเงาต้นไม้ที่แตกสลายในยามพลบค่ำนอกหน้าต่าง
เด็กหนุ่มยังคงขบกรามแน่นตลอดเวลา
เขาไม่ยอมเอ่ยชื่อของซ่งเฉียนจีออกมา จึงทำได้เพียงจนด้วยคำพูด