- หน้าแรก
- เชิญลำบากเป็นเซียนกันไปเถอะ ข้าขอกลับบ้านไปมีลูกเมีย
- บทที่ 26 เสียงตึงตัง
บทที่ 26 เสียงตึงตัง
บทที่ 26 เสียงตึงตัง
บทที่ 26 เสียงตึงตัง
เมื่อเห็นหลินฮ่าวเดินเข้ามาในร้าน หลงจู๊ก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที
เนื่องจากเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว หลงจู๊จึงจำหลินฮ่าวไม่ได้ในทันที
"ข้าต้องการซื้อกระดาษยันต์กับพู่กันอาคมเสียหน่อย" หลินฮ่าวเอ่ยความประสงค์
"ท่านลูกค้าต้องการระดับใดหรือขอรับ?" หลงจู๊เอ่ยถาม
"ระดับเบื้องต้นก็พอ" หลินฮ่าวตอบ
กระดาษยันต์ระดับเบื้องต้นสามารถใช้สร้างได้เพียงยันต์ระดับเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือยันต์ระดับหนึ่ง
ยันต์ระดับเบื้องต้นแบ่งออกเป็นสามขั้น คือ ขั้นสูง ขั้นกลาง และขั้นต่ำ
ยันต์ขั้นต่ำมักจะใช้สำหรับอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันทั่วไป
ยันต์ขั้นกลางจะครอบคลุมถึงยันต์ประเภทโจมตีและป้องกัน ตัวอย่างเช่น ยันต์ลูกไฟ และยันต์ระฆังทองที่เย่ปู้ฝานเคยใช้
"ตกลงขอรับ" หลงจู๊รับคำ ก่อนจะหยิบกระดาษยันต์หลายชนิดออกมาแล้วเริ่มแนะนำ
"นี่คือกระดาษเหลืองธรรมดา สามารถใช้ทำยันต์สำหรับชีวิตประจำวันทั่วไปได้ ส่วนนี่คือกระดาษยันต์ที่ทำจากหนังสัตว์ป่า เหมาะที่สุดสำหรับการทำยันต์ลูกไฟ และนี่คือกระดาษยันต์ที่ทำจากไม้วิญญาณอายุร้อยปี สามารถใช้สร้างยันต์ระดับเบื้องต้นขั้นสูงได้ขอรับ"
ยันต์ที่สร้างจากกระดาษยันต์ต่างชนิดกันย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งกระดาษยันต์มีคุณภาพดีเท่าใด อานุภาพก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น และบางชนิดยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าด้วย
กระดาษเหลืองธรรมดาก็สามารถใช้ทำยันต์ลูกไฟได้เช่นกัน
ทว่าอานุภาพของมันจะค่อนข้างอ่อนแอกว่า
อีกทั้งยังวาดได้ยากกว่าด้วย
หากกระดาษยันต์มีคุณภาพต่ำ โอกาสล้มเหลวก็ย่อมมีสูงตามไปด้วย
ทว่าเวลานี้หลินฮ่าวเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ เขาจึงเลือกกระดาษเหลืองธรรมดาอย่างไม่ต้องสงสัย
"กระดาษเหลืองธรรมดานี้ราคาเท่าไหร่?" หลินฮ่าวเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
"หนึ่งร้อยแผ่นต่อหินวิญญาณหนึ่งก้อนขอรับ" หลงจู๊ตอบ
"เช่นนั้นข้าเอาหนึ่งพันแผ่นก่อนก็แล้วกัน"
หลินฮ่าวครุ่นคิด หากเขาสิ้นเปลืองวันละสิบกว่าแผ่น กระดาษหนึ่งพันแผ่นก็จะหมดเกลี้ยงภายในเวลาสามเดือน
"แล้วพู่กันอาคมกับหมึกวิญญาณเล่า?" หลินฮ่าวถามต่อ
"พู่กันอาคม ชนิดดีหน่อยราคาหนึ่งร้อยก้อน ชนิดต่ำต้อยสุดก็สิบก้อนหินวิญญาณ ส่วนหมึกวิญญาณ ชนิดธรรมดาราคาสามหินวิญญาณต่อหนึ่งชั่งขอรับ"
หลงจู๊หยิบพู่กันอาคมรูปทรงต่างๆ ออกมา พร้อมกับไหหลายใบที่ดูคล้ายกับไหสุรา
ท้ายที่สุด หลินฮ่าวก็ตัดสินใจเลือกพู่กันอาคมราคาหินวิญญาณยี่สิบก้อน
หมึกวิญญาณหนึ่งชั่งสามารถใช้วาดยันต์ได้ราวห้าร้อยแผ่น หลินฮ่าวจึงซื้อมาสองชั่ง
เมื่อจับจ่ายซื้อของเสร็จสิ้น
หลินฮ่าวก็เดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในตลาดผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้ทันที
มันมีชื่อว่า โรงเตี๊ยมลั่วหยาง
หลังจากเจรจากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม ในที่สุดเขาก็ตกลงเช่าห้องพักในราคาสองหินวิญญาณ
ที่หน้าประตูห้องมียันต์เตือนภัยแปะเอาไว้ด้วย ผู้ที่ถือป้ายหยกยืนยันตัวตนเท่านั้น ยันต์เตือนภัยจึงจะไม่ส่งเสียงร้องเตือน
หินวิญญาณสองก้อนนั้นถือว่าไม่แพงเลย
ทว่าเมื่อหลินฮ่าวผลักประตูเข้ามาในห้อง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าพ่อค้าหน้าเลือดในใจ
ทั่วทั้งห้อง นอกจากเตียงนอนหนึ่งหลังแล้ว ก็มีเพียงโต๊ะไม้และม้านั่งอย่างละตัวเท่านั้น
นอกจากนั้นก็แทบไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ
แต่เนื่องจากเขาตั้งใจจะพักเพียงแค่คืนเดียว หลินฮ่าวจึงจำต้องทนเอา
เมื่อนั่งลงหน้าโต๊ะไม้ หลินฮ่าวก็เริ่มเปิดอ่าน 'สารานุกรมการสร้างยันต์ฉบับสมบูรณ์' อยู่ครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้เริ่มลงมือสร้างยันต์ในทันที แต่ตั้งใจจะทำความคุ้นเคยกับทฤษฎีไปสักระยะหนึ่งก่อน
จากนั้นเขาก็เริ่มฝึกฝนวิชา 'ร้อยก้าวปลิดชีพ'
หลินฮ่าวพยายามฝึกฝนวิชาตัวเบานี้มาห้าวันแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สัมผัสถึงเกณฑ์ขั้นต้นของมันเลยแม้แต่น้อย
หนทางยังอีกยาวไกลนัก
เขาสัมผัสได้ถึงเส้นทางการโคจรของพลังวิญญาณ
ไม่นาน พลังวิญญาณก็ไหลเวียนไปกระจุกอยู่ที่ขาของเขา
ทว่าหลินฮ่าวกลับยังคงยืนนิ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาล้มเหลวอีกแล้ว
เอาใหม่
เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อเนื่องไปจนกระทั่งดึกดื่น
จู่ๆ ร่างของหลินฮ่าวก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าสองก้าว
ด้วยเสียงดัง ปัง เขากระแทกเข้ากับโต๊ะไม้อย่างจัง
"สำเร็จแล้ว!"
หลินฮ่าวปลาบปลื้มใจอย่างบ้าคลั่ง และรีบเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูทันที
โฮสต์: หลินฮ่าว
ขอบเขต: กลั่นลมปราณ ระดับที่ 5
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร: เคล็ดวิชาฉางชิง (140/600)
ทักษะ: ไม่มี
เวทมนตร์: เคล็ดวิชาพิรุณวิญญาณ (ขอบเขตขั้นต้น 26/50), เคล็ดวิชาลูกไฟ (ขอบเขตขั้นต้น 1/50), ร้อยก้าวปลิดชีพ (ยังไม่เริ่มต้น 1/10)
แต้มคุณลักษณะ:
แต้มทะลวงระดับ:
"ในที่สุดก็เพิ่มมาหนึ่งแต้ม ใช้เวลาไปตั้งห้าวัน หากคำนวณเช่นนี้ คงใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนก็น่าจะเข้าสู่เกณฑ์ขั้นต้นได้แล้ว"
หลินฮ่าวคำนวณดู หนึ่งแต้มประสบการณ์ช่วยให้เขาเคลื่อนที่ได้สองก้าว หากครบสิบแต้ม เขาก็น่าจะเคลื่อนที่ได้ยี่สิบก้าว ซึ่งเป็นระยะทางประมาณสามจั้ง
"หากข้านำวิชาร้อยก้าวปลิดชีพมาใช้ในการต่อสู้ มันจะต้องสร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้อย่างแน่นอน"
หลินฮ่าวพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็เริ่มฝึกฝนวิชานี้ต่อไป
ทว่าเนื่องจากห้องนั้นเล็กและคับแคบเกินไป เขาจึงเอาแต่พุ่งชนเข้ากับโต๊ะบ้างม้านั่งบ้าง
จนทำให้เกิดเสียงตึงตังดังสนั่นไปทั่ว
ในห้องที่อยู่ติดกัน
หญิงสาวสองนางกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ คิ้วของพวกนางขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น
"พี่หญิง ข้าเคยได้ยินคนเขาพูดกันว่าโรงเตี๊ยมเล็กๆ แบบนี้มักจะไม่ค่อยสะอาด รู้อย่างนี้ข้าซื้อยันต์เก็บเสียงมาก่อนก็ดีหรอก"
หญิงสาวทั้งสองนางนี้ก็คือคนที่ประมูลกระบี่เมฆาอัคคีและโอสถบัวต่ออายุของหลินฮ่าวไปเมื่อช่วงเย็นนั่นเอง
"เสียงนี้ฟังดูไม่เหมือนดังมาจากเตียงนะ ฟังเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกระแทกกับโต๊ะมากกว่า"
เซียวรั่วอวิ๋นหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบพลางเอ่ยวิเคราะห์
"ทำบนโต๊ะไม่ได้หรือเจ้าคะ? ข้ายังเคยได้ยินมาว่าบางคนก็ชอบทำกันบนม้านั่ง..."
แก้มของเซียวสุ่ยอวิ๋นแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเมื่อสมองดันจินตนาการไปถึงเรื่องพรรค์นั้น
"นังเด็กแก่แดด เจ้าก็เอาแต่ฟังเรื่องเหลวไหลของคนอื่นมาทั้งนั้น"
เซียวรั่วอวิ๋นถลึงตาใส่น้องสาวของตน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ครั้งนี้ ข้าได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกตนปรากฏตัวขึ้นที่เมืองลู่ สังหารผู้คนไปนับสิบ แถมยังบีบบังคับสตรีชาวบ้านถึงสามคนให้ตกเป็นของตน และยังแย่งชิงคฤหาสน์หลังใหญ่ของผู้อื่นมาหน้าตาเฉย สำหรับผู้ฝึกตนที่ทั้งมักมากในกามและชั่วร้ายเช่นนี้ พวกเราจะต้องนำตัวเขามารับโทษให้จงได้ และห้ามปล่อยให้เขาลอยนวลไปทำชั่วที่ไหนได้อีกเป็นอันขาด"
"พี่หญิงอย่าได้กังวลใจไปเลย สำหรับโจรเด็ดบุปผาชั่วช้าเช่นนี้ เจอหนึ่งคนข้าก็จะฆ่าทิ้งเสียหนึ่งคน!"
เซียวสุ่ยอวิ๋นกล่าวอย่างดุดัน
"ใช่แล้ว โลกมนุษย์ต้องปั่นป่วนวุ่นวายก็เพราะผู้ฝึกตนเดนตายเช่นนี้แหละ จุดประสงค์ของนิกายหลัวเทียนของพวกเราก็คือการกำจัดมารปกป้องมรรคา แม้ว่าคนพวกนี้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนสายมาร แต่การกระทำก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกมารเลยสักนิด จำเอาไว้ล่ะ อย่าได้หลงกลรูปโฉมภายนอกของพวกเขา และห้ามเกิดความรู้สึกใจอ่อนเด็ดขาด"
เซียวรั่วอวิ๋นกำชับอย่างจริงจัง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางพาน้องสาวออกมาเปิดหูเปิดตาโลกภายนอก นางจึงยังแอบเป็นกังวลอยู่บ้างว่าเซียวสุ่ยอวิ๋นจะรู้ไม่เท่าทันความดำมืดในจิตใจมนุษย์
"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะพี่หญิง"
เซียวสุ่ยอวิ๋นพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ก่อนจะเอ่ยถามต่อ "ว่าแต่พี่หญิง โจรบ้าตัณหาในเมืองลู่ผู้นั้นมีนามว่าอันใดหรือเจ้าคะ?"
"ดูเหมือนจะชื่อหลินฮ่าวนะ ช่วงสองสามวันนี้ข้าก็ได้ยินเรื่องความเลวทรามของเขามาจากผู้อื่นอยู่เหมือนกัน" เซียวรั่วอวิ๋นกล่าว
"หลินฮ่าว..." เซียวสุ่ยอวิ๋นพึมพำเรียกชื่อนั้นเบาๆ "พี่หญิง แล้วพวกเราจะไปฆ่าโจรชั่วผู้นั้นที่เมืองลู่กันเมื่อใดหรือ?"
"ยังไม่ต้องรีบร้อน ระดับการบำเพ็ญเพียรของหลินฮ่าวยังไม่แน่ชัดนัก เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ในเมืองลู่ ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาอย่างน้อยๆ ต้องอยู่ระดับห้า และเป็นไปได้สูงว่าอาจจะอยู่ถึงกลั่นลมปราณระดับหก"
เซียวรั่วอวิ๋นครุ่นคิดก่อนจะกล่าวต่อ
"สุ่ยอวิ๋น เจ้าเพิ่งจะอยู่แค่กลั่นลมปราณระดับสี่ หากหลินฮ่าวผู้นั้นอยู่ระดับหกจริงๆ ลำพังพวกเราสองคนอาจจะสังหารเขาไม่ได้ แถมยังจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่าๆ"
"แล้วพวกเราควรทำเช่นไรดีเล่า?" เซียวสุ่ยอวิ๋นรีบถาม
"ไม่ต้องกังวลไป ศิษย์พี่หญิงซือถูกำลังปฏิบัติภารกิจกำจัดมารปกป้องมรรคาอยู่ที่เมืองชิง พวกเราจะเดินทางไปหานางก่อน จากนั้นค่อยมุ่งหน้าไปยังเมืองลู่พร้อมกัน"
...
ทางด้านหลินฮ่าวที่เอาแต่ฝึกฝนวิชาร้อยก้าวปลิดชีพ หลังจากผลาญพลังวิญญาณไปจนเกือบหมด เขาก็นั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลัง
ในตลาดผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้ยังพอมีพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่บ้าง การฟื้นฟูของเขาจึงรวดเร็วกว่าตอนอยู่ที่เมืองลู่มากนัก
เมื่อพลังกลับมาเต็มเปี่ยม เขาก็เริ่มฝึกฝนวิชาตัวเบาต่อไป
จนกระทั่งรุ่งเช้าของอีกวัน เขาถึงได้เดินออกจากห้องเตรียมตัวจะไปคืนป้ายหยก
ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก เขาก็พบกับสตรีสองนางกำลังเดินตรงมาที่ประตูพอดี
"เป็นท่านเองรึ!!!"
เซียวสุ่ยอวิ๋นสะดุ้งตกใจ ก่อนที่นางจะเบี่ยงตัวและแอบชะโงกหน้ามองเข้าไปสำรวจภายในห้องของหลินฮ่าวอย่างเงียบๆ