- หน้าแรก
- เชิญลำบากเป็นเซียนกันไปเถอะ ข้าขอกลับบ้านไปมีลูกเมีย
- บทที่ 21 ไหนว่าจะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
บทที่ 21 ไหนว่าจะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
บทที่ 21 ไหนว่าจะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
บทที่ 21 ไหนว่าจะถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
"จางรั่วหนาน ข้าทำร้ายพ่อเจ้าแท้ๆ เหตุใดเจ้าถึงยังแอบมาบอกเรื่องนี้กับข้าอีก?"
หลินฮ่าวรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างจริงๆ
ก่อนหน้านี้จางรั่วหนานยังคิดจะแก้แค้นให้บิดาของนางอยู่เลย
ท่าทีของนางในยามนี้กลับเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไร?
ส่วนเย่ปู้ฝานที่นางเอ่ยถึงนั้น อันที่จริงหลินฮ่าวก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง
ก่อนที่จะตัดสินใจมาตั้งรกรากที่เมืองลู่ หลินฮ่าวได้สืบข้อมูลของเมืองต่างๆ มาไม่น้อย
จนพบว่าเมืองหลายแห่งต่างก็มีผู้ฝึกตนอาศัยอยู่
ทว่าเมืองลู่นั้นห่างไกลความเจริญ จึงไม่มีผู้ฝึกตนคนใดปรารถนาจะรั้งอยู่
บรรดาผู้ฝึกตนที่หมดหวังในเส้นทางการบำเพ็ญเพียร ล้วนต้องการเพียงเสพสุขกับชีวิต แน่นอนว่าพวกเขาย่อมมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เจริญรุ่งเรือง
"ข้าแยกแยะผิดชอบชั่วดีออก ตระกูลจางทำเรื่องเลวทราม และข้าก็ไม่อยากถลำลึกลงไปทำผิดด้วย"
จางรั่วหนานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แค่นี้หรือ?"
หลินฮ่าวถึงกับพูดไม่ออก "นี่ไม่เหมือนคำพูดที่คนจากตระกูลใหญ่โตเขาพูดกันเลยนะ"
"โธ่เอ๊ย เหตุใดท่านถึงยังมัวมาซักไซ้เรื่องนี้อยู่อีก? ท่านรีบหนีไปเถิด มิฉะนั้นจะสายเกินกาลแล้ว"
จางรั่วหนานไม่รู้ว่าเย่ปู้ฝานจะลงมือเมื่อใด
แต่ยิ่งชักช้า สถานการณ์ก็ยิ่งตกเป็นรองอย่างแน่นอน
ภายนอกห้องโถง
เนื่องจากการมาเยือนอย่างกะทันหันของจางรั่วหนาน
ทำให้หวังอวี่เยียนและหญิงสาวอีกสองคนพากันมาแอบฟังอยู่ด้านนอก
พวกนางระแวดระวังจางรั่วหนานเป็นทุนเดิม
แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินข่าวการมาเยือนของผู้ฝึกตน
ผู้ฝึกตน... นั่นคือตัวตนระดับเซียน บุคคลในตำนานเชียวนะ!
"ท่านพี่!"
หวังอวี่เยียนและสตรีอีกสองคนไม่หลบซ่อนอีกต่อไป พวกนางก้าวเข้ามาในห้องโถงพลางทอดมองหลินฮ่าวด้วยความร้อนรน
โดยเฉพาะหลี่มู่หว่านที่มาจากตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ นางย่อมรู้ซึ้งถึงตำนานของผู้ฝึกตนเป็นอย่างดี
"ท่านพี่ รีบหนีออกจากเมืองลู่เถิดเจ้าค่ะ!" ใบหน้าของหลี่มู่หว่านฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"สายไปเสียแล้ว เย่ปู้ฝานผู้นั้นมาถึงแล้วล่ะ" หลินฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อครู่นี้ หลินฮ่าวจับสัมผัสเทวะที่กวาดผ่านบริเวณนี้ได้
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเป็นเย่ปู้ฝาน
"อะไรนะ!"
หญิงสาวทั้งสามตื่นตระหนกสุดขีด พวกนางหันขวับไปมองนอกห้องโถงราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ดวงตาของจางรั่วหนานเบิกโพลง นางรีบพุ่งตัวออกไปนอกห้องโถงในทันที ทว่าลานกว้างด้านนอกกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน
นางหันไปมองหลินฮ่าวด้วยความแคลงใจ
หลินฮ่าวลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปด้านนอกเช่นกัน
ชั่วอึดใจต่อมา ร่างของคนผู้หนึ่งก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้า
"ข้าให้เวลาเจ้าสามลมหายใจ ไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ"
เย่ปู้ฝานปรายตามองจางรั่วหนาน นัยน์ตาของเขาทอประกายเย็นเยียบ
ก่อนหน้านี้ ยามที่เขาแผ่สัมผัสเทวะตรวจสอบบริเวณลานบ้าน เขากลับพบจางรั่วหนานเข้าพอดี โทสะในใจจึงลุกโชนขึ้นมาในฉับพลัน
สตรีที่กำลังจะตกเป็นของเขา กลับวิ่งแจ้นมาอยู่ที่จวนของศัตรูเสียได้
หรือว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใดซ่อนอยู่?
ไม่ใช่เพียงเย่ปู้ฝานที่คิดเตลิดไปไกล
ในขณะเดียวกัน จางเซิงหมิงและจางซื่อจวินที่หลบซ่อนตัวอยู่บนหลังคาไม่ไกลนักต่างก็มีสีหน้าฉงนใจเช่นกัน
สองพ่อลูกเดินทางมาที่นี่ เพียงเพื่อต้องการชมดูให้เห็นกับตาว่า ปรมาจารย์ระดับก่อเกิดกับผู้ฝึกตนนั้นมีช่องว่างของพลังห่างชั้นกันเพียงใด
ทว่าพวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นจางรั่วหนานพุ่งพรวดออกมาจากห้องโถงด้วยสีหน้าร้อนรน
"ท่านพ่อ เหตุใดรั่วหนานถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" จางซื่อจวินเต็มไปด้วยความสงสัย
"เจ้ามาถามข้า แล้วข้าจะไปถามใครเล่า?"
ใบหน้าของจางเซิงหมิงเคร่งเครียดอย่างประหลาด การที่หลานสาวของเขาวิ่งร่อมาถึงจวนของหลินฮ่าวเช่นนี้ เขาเกรงว่าเย่ปู้ฝานอาจจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่
เมื่อถึงตอนนี้ เขาก็หวนนึกไปถึงท่าทีอันผิดปกติของจางรั่วหนานเมื่อช่วงกลางวัน
นางไม่เพียงแต่ไม่เต็มใจแต่งงานกับเย่ปู้ฝาน แต่เมื่อได้ยินว่าพวกเขากำลังจะไปสังหารหลินฮ่าวเพื่อล้างแค้น นางกลับเอ่ยปากขอร้องแทนหลินฮ่าวเสียอย่างนั้น
ยิ่งจางเซิงหมิงคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เขาหันหน้าไปถามจางซื่อจวินว่า "ช่วงหนึ่งเดือนที่ข้าไม่อยู่ รั่วหนานทำอะไรบ้าง?"
"นางก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นพิเศษนี่ขอรับ"
จางซื่อจวินครุ่นคิดก่อนจะตอบ "เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลินฮ่าวสั่งให้พวกเราช่วยตามหาของสองสิ่ง ตอนนั้นข้าก็แค่รับปากส่งๆ ไป แต่นางกลับจริงจังกับเรื่องนี้มาก ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางคอยสืบเสาะหาเบาะแสของสองสิ่งนั้นมาตลอด"
จางรั่วหนานไม่รู้ว่าท่านปู่ของนางเดินทางไปเชิญผู้ฝึกตนมา
และแน่นอนว่านางย่อมไม่รู้เรื่องที่ท่านลุงใหญ่ของนางรับปากหลินฮ่าวก็เป็นเพียงแค่แผนถ่วงเวลาเช่นกัน
"นางไม่ได้ลอบติดต่อกับหลินฮ่าวเป็นการส่วนตัวใช่หรือไม่?" จางเซิงหมิงครุ่นคิด
"ไม่น่าจะมีนะขอรับ" จางซื่อจวินส่ายหน้าปฏิเสธ
"เช่นนั้นก็ประหลาดนัก"
จางเซิงหมิงขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดหลานสาวของตนจึงต้องบากหน้ามายังจวนของหลินฮ่าวด้วย
หรือนางตั้งใจจะมาส่งข่าวให้หลินฮ่าวหลบหนีไป?
สมองของนางทำด้วยอะไรกันแน่!
จางเซิงหมิงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหันกลับไปมองยังลานบ้านอีกครั้ง
ทางด้านจางรั่วหนานก็ถูกเย่ปู้ฝานตวาดใส่
นางไม่ได้จากไปในทันที ทว่ากลับก้าวออกไปด้านหน้าพร้อมกับค้อมกายคารวะเย่ปู้ฝาน "ท่านเซียนเย่ โปรดละเว้นหลินฮ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
"ละเว้นหลินฮ่าวหรือ?"
เย่ปู้ฝานแค่นเสียงหยัน "ตระกูลจางของพวกเจ้าเป็นคนขอร้องให้ข้ามาสังหารหลินฮ่าว แต่ตอนนี้เจ้ากลับมาขอร้องให้ข้าละเว้นเขา นี่พวกเจ้าเห็นข้าเป็นตัวตลกหรืออย่างไร?"
ยามนี้เขามั่นใจเต็มสิบส่วนแล้วว่าสตรีของเขาจะต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลินฮ่าวอย่างแน่นอน
โทสะในอกพลุ่งพล่านขึ้นมาในฉับพลัน
ราวกับถูกสวมหมวกเขียวเข้าให้อย่างจัง
เขาจ้องมองหลินฮ่าวราวกับมองคนตาย พลางโคจรพลังวิญญาณภายในร่าง "จำเอาไว้ นามของข้าคือ เย่ปู้ฝาน เมื่อลงไปถึงปรโลกแล้ว ก็อย่าได้โอดครวญว่าไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนส่งเจ้าลงนรก"
สิ้นคำกล่าว ลูกไฟดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาอย่างฉับพลัน
ลูกไฟดวงนั้นแผ่ซ่านความร้อนระอุ
ท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ มันช่างดูเจิดจ้าบาดตายิ่งนัก
"ลูกไฟดวงนั้นแหละ!"
บนหลังคา นัยน์ตาของจางเซิงหมิงทอประกายคลุ้มคลั่ง
ชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันลืมเลือนลูกไฟเช่นนี้เป็นอันขาด
เขาเคยเห็นกับตามาแล้วว่าลูกไฟดวงนี้ระเบิดทำลายต้นไม้ใหญ่ขนาดเท่าตัวผู้ใหญ่คนหนึ่งจนแหลกละเอียดได้อย่างไร
ซ้ำยังรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
หากมันพุ่งเป้ามาที่เขา เขาคงไม่อาจหนีรอดความตายไปได้
เมื่อได้เห็นเย่ปู้ฝานสำแดงวิชาลูกไฟนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจอันชราภาพของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเต้นระรัว
"ท่านพ่อ เพียงแค่ลูกไฟดวงนี้ก็สามารถทำลายต้นไม้ใหญ่ได้แล้วหรือขอรับ?"
นับตั้งแต่จางเซิงหมิงกลับมา จางซื่อจวินก็มักจะได้ยินผู้เป็นบิดาพร่ำพรรณนาถึงความเก่งกาจของเย่ปู้ฝานอยู่บ่อยครั้ง
โดยเฉพาะยามที่เขาใช้เคล็ดวิชาลูกไฟ อานุภาพของมันช่างร้ายกาจเหนือจินตนาการ
ทว่าในยามนี้ เมื่อมองดูดวงไฟตรงหน้า มันมีขนาดใหญ่กว่าปากชามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่เห็นจะมีสิ่งใดน่าตื่นตาตื่นใจเลยสักนิด
"เจ้าจะไปรู้อะไร! ลูกไฟดวงนี้ถึงแม้จะดูไม่ใหญ่โตนัก แต่เมื่อถูกซัดออกไปมันจะเกิดการระเบิด ข้ามั่นใจเลยว่าหากหลินฮ่าวโดนลูกไฟนี้เข้าไป ร่างของเขาจะต้องแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ แน่นอน"
เมื่อกล่าวจบ จางเซิงหมิงก็ไม่ได้หันไปมองบุตรชายของตนอีก
เขาเอาแต่จับจ้องไปที่เย่ปู้ฝานตาไม่กระพริบ ด้วยกลัวว่าจะพลาดฉากที่น่าตื่นเต้นที่สุดไป
ทว่าเมื่อเห็นเย่ปู้ฝานร่ายวิชาลูกไฟ หลินฮ่าวกลับยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าเรียบเฉย
ก็แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับที่สี่
หากเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลินฮ่าวอาจจะยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง
แต่ในยามนี้...
"รีบหลบเร็วเข้า!"
หลินฮ่าวเอาแต่ยืนนิ่ง หวังอวี่เยียนและสตรีอีกสองนางจึงคิดว่าเขาคงตกใจกลัวจนตัวแข็งทื่อ
ทั้งสามคนจึงตะโกนขึ้นพร้อมกัน
ทางด้านจางรั่วหนานที่ยืนอยู่ด้านข้างถือเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวหลินฮ่าวมากที่สุด เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งเข้ามา สัญชาตญาณก็สั่งให้นางกระโจนเข้าไปผลักร่างของหลินฮ่าวให้ออกห่าง
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลินฮ่าวกลับเบี่ยงตัวไปด้านข้าง ถอยร่นไปทางขวาสองก้าว
หลบลูกไฟที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด
ตูม—!
ลูกไฟพุ่งเข้าชนกำแพงด้านหลังของเขาอย่างจัง
เปลวเพลิงลุกพรึบขึ้นในทันตา
หลินฮ่าวไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลังแม้แต่น้อย
ร่างของเขาขยับวูบ พุ่งทะยานเข้าหาเย่ปู้ฝานด้วยความเร็วสูงลิ่ว
ความเร็วนั้นรวดเร็วจนเหลือทิ้งไว้เพียงภาพติดตา
เปรี้ยง—!
หมัดของหลินฮ่าวกระแทกเข้าที่หน้าอกของเย่ปู้ฝานอย่างจัง
ร่างของเย่ปู้ฝานกระเด็นลอยละลิ่วออกไปไกลหลายจั้ง
"เป็นไปไม่ได้!"
เย่ปู้ฝานรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ซี่โครงหักไปอย่างน้อยสามซี่
นัยน์ตาของเขาเบิกโพลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
...
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
บนหลังคา จางซื่อจวินหันไปมองบิดาของตนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง
ไหนว่า 'ตายแน่' เล่า?
ไหนว่าจะถูก 'ระเบิดเป็นชิ้นๆ' อย่างไรล่ะ?