- หน้าแรก
- เชิญลำบากเป็นเซียนกันไปเถอะ ข้าขอกลับบ้านไปมีลูกเมีย
- บทที่ 22 สยบตระกูลจาง
บทที่ 22 สยบตระกูลจาง
บทที่ 22 สยบตระกูลจาง
บทที่ 22 สยบตระกูลจาง
"เจ้าหลบลูกไฟของข้าพ้นได้อย่างไร?" เย่ปู้ฝานมองหลินฮ่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
เขาเคยสังหารปรมาจารย์ระดับก่อเกิดมานับไม่ถ้วน เมื่อใดที่ถูกลูกไฟของเขาล็อกเป้าหมาย ย่อมไม่มีทางหลบพ้น
ทว่าหลินฮ่าวไม่เพียงแต่หลบได้ ซ้ำยังทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
"หึ!" หลินฮ่าวแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นร่างของเขาก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศ "อยู่เมืองเยี่ยนดีๆ ไม่ชอบ รนหาที่ตายวิ่งร่อกมาถึงเมืองลู่ของข้า!"
"เจ้าก็เป็นผู้ฝึกตนเช่นกัน!" เมื่อเห็นหลินฮ่าวยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เขาก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบก่อนหน้านี้ เขาไม่พบร่องรอยของลมปราณแท้จริงในตัวหลินฮ่าวเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนั้นเขาถูกจางรั่วหนานเบี่ยงเบนความสนใจ จึงไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนนัก
"เจ้าอยู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับที่ห้า!" ดวงตาของเย่ปู้ฝานเบิกกว้าง ผู้ที่อยู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับกลางจะสามารถเหาะเหินในอากาศได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
เขาก็สามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกัน แต่ทำได้เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น
เมื่อครู่นี้ เขาใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอีกครั้ง แต่กลับไม่อาจหยั่งรู้ถึงระดับการบำเพ็ญเพียรของหลินฮ่าวได้เลย
เห็นได้ชัดว่าหลินฮ่าวต้องอยู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับที่ห้าเป็นอย่างน้อย
"เจ้ารู้ตัวช้าไปเสียแล้ว"
หลินฮ่าวโคจรพลังวิญญาณในร่างทันที เพียงชั่วอึดใจ ลูกไฟที่ขนาดใหญ่กว่าของเย่ปู้ฝานอย่างน้อยสองเท่าก็ควบแน่นขึ้นบนฝ่ามือของเขา
ไม่รอช้า ลูกไฟลูกนั้นพุ่งทะยานเข้าหาเย่ปู้ฝานในทันที
ในยามนี้ เย่ปู้ฝานจะมัวลังเลอันใดได้อีก?
เขารีบตบถุงมิติ ยันต์อาคมสีเหลืองแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
เมื่อออกแรงบีบ ยันต์อาคมก็แหลกสลาย
พริบตาต่อมา ปราการระฆังทองโปร่งแสงก็ครอบคลุมร่างของเขาไว้ในทันที
เคร้ง--
ลูกไฟปะทะเข้ากับระฆังทอง ก่อให้เกิดเสียงดังกังวานกึกก้องทันที
สีของระฆังทองหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดในฉับพลัน
"สหายเต๋าหลิน นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแล้ว!"
เย่ปู้ฝานรู้ดีว่าปราการระฆังทองนี้คงต้านทานไว้ได้อีกไม่นาน ภายในใจของเขาก่อเกิดความคิดที่จะร้องขอชีวิตขึ้นมาแล้ว
"เช่นนั้นหรือ? ข้าไม่ยักคิดเช่นนั้นนะ"
หลินฮ่าวเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่ลูกไฟจะควบแน่นขึ้นมาอีกครั้ง ความเร็วในการรวบรวมลูกไฟของขอบเขตขั้นต้นนั้นรวดเร็วกว่าเดิมมากนัก
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ หลินฮ่าวก็ร่ายลูกไฟออกมาได้ถึงสามลูก
ในขณะเดียวกัน ปราการระฆังทองของเย่ปู้ฝานก็สลายหายไปจนหมดสิ้น
โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เย่ปู้ฝานรีบกระโจนหนีออกไปนอกลานเรือนในทันที
"เจ้าหนีไม่รอดหรอก"
หลินฮ่าวโคจรพลังวิญญาณ เหินร่างขึ้นไปในอากาศโดยตรง เขาเหยียบลงบนกำแพงเรือน การกระโจนเพียงครั้งเดียวก็ข้ามระยะทางไปได้หลายสิบเมตร
พร้อมกันนั้น พลังวิญญาณก็ถูกโคจรอีกครั้ง ลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งกระแทกเข้าที่กลางหลังของเย่ปู้ฝานอย่างจัง
พรวด--
เลือดสดๆ พุ่งกระฉอกออกจากปากของเย่ปู้ฝานทันที
แผ่นหลังของเขาถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนไหม้เกรียม สัมผัสกับอากาศอันหนาวเหน็บ
ทว่าเย่ปู้ฝานยังไม่ถึงกับได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงรากฐาน เขาอาศัยแรงกระแทกนั้นดีดตัวขึ้น แล้ววิ่งหนีต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
หลินฮ่าวซัดลูกไฟออกไปอีกหลายลูก ไล่ตามไปไกลกว่าสิบลี้
ในที่สุด เย่ปู้ฝานก็ถูกลูกไฟลูกสุดท้ายซัดจนร่วงหล่นลงมา
หลินฮ่าวซัดซ้ำไปอีกสองลูก
เย่ปู้ฝานสิ้นลมหายใจโดยสมบูรณ์ ร่างทั้งร่างถูกแผดเผาจนลุกไหม้
หลินฮ่าวฉวยเอาถุงมิติของเขามาในทันที จากนั้นก็จากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เขาเปิดถุงมิติออกดู
"เป็นไปตามคาด พวกที่มาเยือนโลกมนุษย์ล้วนแต่เป็นพวกยาจกกันทั้งนั้น"
ภายในถุงมิติของเย่ปู้ฝาน หลินฮ่าวพบหินวิญญาณเพียงห้าก้อนกับลูกปัดวิญญาณอีกหลายสิบเม็ดเท่านั้น
รวมไปถึงยันต์อาคมสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันอีกสองสามแผ่น
นอกเหนือจากนั้นก็มีกระบี่อาวุธวิญญาณอยู่อีกเล่ม ซึ่งนับเป็นของที่มีมูลค่ามากที่สุดแล้ว
หลินฮ่าวนำมันออกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน พบว่ามันคืออาวุธวิญญาณระดับกลาง
อาวุธวิญญาณถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ
อาวุธวิญญาณระดับกลางมีมูลค่าราวๆ หนึ่งร้อยหินวิญญาณ ทว่ากระบี่วิญญาณเล่มนี้มีรอยบิ่นอยู่หลายแห่ง เห็นได้ชัดว่าราคาของมันคงไม่ถึงหนึ่งร้อยหินวิญญาณเป็นแน่
จากนั้นหลินฮ่าวก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมาสองสามขวด
เมื่อเทของข้างในลงบนฝ่ามือ ก็พบว่าเป็นเพียงโอสถกลั่นลมปราณธรรมดาๆ ซึ่งไม่มีมูลค่ามากนักเช่นกัน
"เอ๊ะ นี่มันโอสถปทุมต่อชะตาไม่ใช่หรือ?"
หลินฮ่าวประคองเม็ดยาเอาไว้ รูปลักษณ์ของมันช่างคล้ายคลึงกับโอสถปทุมต่อชะตายิ่งนัก
"โอสถปทุมต่อชะตาเม็ดนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าห้าสิบหินวิญญาณ"
หลินฮ่าวรู้สึกยินดีขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็โยนมันเข้าไปเก็บไว้ในมิติระบบ
ส่วนของที่เหลือเป็นเพียงตำราสองสามเล่ม หลินฮ่าวยังไม่ได้เปิดดู เขาตัดสินใจว่าจะรอให้กลับถึงบ้านเสียก่อน
หลังจากที่หลินฮ่าวจากไปได้ไม่นาน สองพ่อลูกตระกูลจางก็มาถึง 'สถานที่เกิดเหตุ'
"ท่านพ่อ ท่านเซียนเย่ตายแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ซากศพเลยขอรับ" แววตาของจางซื่อจวินเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เป็นประจักษ์พยานในการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกัน
"ข้ามีตา" จางเซิงหมิงมองดูเย่ปู้ฝานที่ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ความตกตะลึงในแววตาของเขาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าบุตรชายเลย
เขารู้ดีว่าเย่ปู้ฝานนั้นทรงพลังมากเพียงใด
แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าหลินฮ่าวเองก็เป็นผู้ฝึกตนเช่นกัน?
มิหนำซ้ำยังร้ายกาจยิ่งกว่าเย่ปู้ฝานเสียอีก
"ท่านพ่อ พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดี?" เย่ปู้ฝานตายไปแล้ว จะมีใครรับมือกับหลินฮ่าวได้อีก? แล้วตระกูลจางจะเดินไปทางไหนต่อเล่า?
"เจ้ารีบพาคนในตระกูลอพยพออกจากเมืองลู่เดี๋ยวนี้" จางเซิงหมิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"แล้วท่านพ่อล่ะขอรับ?" จางซื่อจวินรีบเอ่ยถามทันควัน
"ข้าก็ใกล้จะตายอยู่แล้ว จะไปกลัวอะไรมากมายนัก? ข้าจะไปคุกเข่าขอร้องหลินฮ่าว ดูสิว่าเขาจะยอมไว้ชีวิตพวกเราหรือไม่"
จางเซิงหมิงอายุล่วงเลยกว่าแปดสิบปี ซ้ำยังเคยได้รับบาดเจ็บมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกแค่สองหรือสามปีเท่านั้น
...
เมื่อกลับมาถึงจวน หลินฮ่าวก็พบว่าหวังอวี่เยียนและภรรยาอีกสองคน รวมถึงจางรั่วหนาน กำลังรอเขาอยู่ที่หน้าประตูเรือน
"ท่านพี่ ที่แท้ท่านก็เป็นผู้ฝึกตน!"
ตอนแรกพวกนางทั้งสามอยากจะตามออกไปด้วย แต่เมื่อคิดดูแล้วว่าไม่ควรเป็นตัวถ่วงทำให้หลินฮ่าวต้องเสียสมาธิ พวกนางจึงข่มความหุนหันพลันแล่นนั้นไว้แล้วรออยู่ที่บ้านแทน
"ไม่อย่างนั้น เจ้าคงไม่คิดหรอกใช่ไหมว่าระดับก่อเกิดจะสามารถรับมือพวกเจ้าทั้งสามคนพร้อมกันได้?"
หลินฮ่าวลูบศีรษะเล็กๆ ของหวังอวี่เยียนพลางเอ่ยหยอกล้อ
"ท่านพี่ มีคนนอกอยู่นะเจ้าคะ"
พวงแก้มของหวังอวี่เยียนแดงซ่านขึ้นมาทันที ทว่านางก็ไม่ได้หลบเลี่ยงฝ่ามือใหญ่ของหลินฮ่าวที่กำลังลูบไล้เลยแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเอง หลินฮ่าวก็หันไปมองจางรั่วหนานในที่สุด
ก่อนที่หลินฮ่าวจะได้เอ่ยปาก จางรั่วหนานก็ชิงถามขึ้นก่อน "หลินฮ่าว ท่านเซียนเย่อยู่ที่ใด?"
"อะไรกัน ดูเหมือนเจ้าจะเป็นห่วงเป็นใยเย่ปู้ฝานผู้นั้นเสียเหลือเกินนะ?"
หลินฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อย "คงต้องทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว เย่ปู้ฝานผู้นั้นป่านนี้คงหาแม้แต่เศษกระดูกไม่เจอแล้วล่ะ"
"ท่านเซียนเย่ตายแล้ว!"
หัวใจของจางรั่วหนานร่วงหล่นวูบ นางตกตะลึงงันไปในทันที
หลินฮ่าวไม่สนใจนางอีก เขาพาหวังอวี่เยียนและอีกสองสาวเดินเข้าไปในเรือน
แต่เดินไปได้เพียงสองก้าว จางรั่วหนานก็รีบพุ่งเข้ามาขวางหน้าหลินฮ่าวไว้ "หลินฮ่าว ข้าขอร้องล่ะ ได้โปรดช่วยท่านพ่อของข้าด้วยเถิด"
ตอนนี้นางรู้แล้วว่าหลินฮ่าวเป็นผู้ฝึกตน
ในเมื่อเย่ปู้ฝานตายไปแล้ว ก็มีเพียงหลินฮ่าวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยบิดาของนางได้
"ช่วยพ่อของเจ้าอย่างนั้นหรือ?" น้ำเสียงของหลินฮ่าวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
"เห็นแก่ที่เจ้าอุตส่าห์ลอบมาส่งข่าวให้ข้า ข้าอาจจะยอมผ่อนปรนให้เจ้าบ้างสักหน่อย แต่เรื่องที่จะให้ข้าช่วยพ่อของเจ้านั้น ดูเหมือนข้าจะไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นนี่ จริงหรือไม่?"
ในคราแรก หลินฮ่าวเพียงต้องการให้ตระกูลจางมาหาเรื่องเขาเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองเท่านั้นจริงๆ
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าตระกูลจางจะเชิญผู้ฝึกตนมาด้วย
เรื่องนี้ยังถือเป็นเครื่องเตือนใจให้หลินฮ่าวต้องระมัดระวังให้มากขึ้นในทุกๆ เรื่อง
โชคดีที่ครั้งนี้คนที่พวกมันเชิญมาคือเย่ปู้ฝาน
หากคนที่พวกมันเชิญมาคือเย่ฝานล่ะก็ คงได้อันตรายเป็นแน่!
"ท่านเซียนหลิน ข้าขอร้องล่ะเจ้าค่ะ ได้โปรดช่วยท่านพ่อของข้าด้วยเถิด ตอนนี้เย่ปู้ฝานตายไปแล้ว มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยท่านพ่อข้าได้"
จางรั่วหนานคุกเข่าลงทันที ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม
"จะให้ข้าช่วยพ่อของเจ้าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลจางของเจ้าจะต้องตกเป็นข้ารับใช้ของข้า และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่ข้าสั่ง"
จู่ๆ หลินฮ่าวก็หันขวับกลับไปมองที่ด้านนอกประตูเรือน "จางเซิงหมิง เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?"
"การได้เป็นข้ารับใช้ของท่านเซียนหลิน ถือเป็นวาสนาที่ตระกูลจางสั่งสมมานับร้อยปี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลจางของข้าจะขอเชื่อฟังแต่เพียงท่านเซียนหลินเท่านั้น!"
...