เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: แค่คุกเข่าแล้วเรื่องจะจบงั้นหรือ? มันต้องจ่ายเพิ่ม!

บทที่ 10: แค่คุกเข่าแล้วเรื่องจะจบงั้นหรือ? มันต้องจ่ายเพิ่ม!

บทที่ 10: แค่คุกเข่าแล้วเรื่องจะจบงั้นหรือ? มันต้องจ่ายเพิ่ม!


"ยินดีต้อนรับองค์ชายฟูซูพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อจ้าวฟูซูก้าวมาถึงด้านหน้าพระราชวังเสียนหยาง องครักษ์ประจำพระราชวังทั้งสามพันนายต่างพากันคุกเข่าลงราบกับพื้นเพื่อต้อนรับเขา

"องค์ชายฟูซู"

ผู้ที่มารออยู่ก่อนแล้วด้านหน้าพระราชวังเสียนหยางคือ หลี่ซื่อ อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายฟ่งชวี่จี๋ มหาเสนาธิการเว่ยเหลียว และแม้แต่แม่ทัพใหญ่อย่างหวังเจี่ยนก็มาด้วยเช่นกัน

ด้านหลังของพวกเขามีทหารฉินคอยคุมเชิงอยู่

ทหารเหล่านี้ไม่ใช่กองกำลังที่พวกเขาพามาด้วย แต่เป็นทหารที่ประจำการอยู่ตามคฤหาสน์ของพวกเขา ซึ่งนายร้อยได้สั่งการให้นายสิบนำทหารสิบนายคอยเดินประกบติดหลี่ซื่อ ฟ่งชวี่จี๋ เว่ยเหลียว และหวังเจี่ยน แทบจะทุกย่างก้าวเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนี

ในเวลานี้ หวังเจี่ยนไม่มีแววตาเซื่องซึมง่วงนอนเหมือนตอนออกว่าราชการในยามปกติอีกต่อไป

แววตาของเขาฉายประกายเฉียบคมและดุดันออกมา

เขาเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่งที่จ้าวฟูซูสามารถสั่งเคลื่อนพลทหารภายในด่านได้ถึงสองแสนนาย

กองทัพกวนจงสองแสนนายนี้ปกติจะฟังคำสั่งจากฉินสื่อหวงเพียงผู้เดียวเท่านั้น เขาไม่รู้เลยว่าฟูซูใช้วิธีใดทำให้กองทัพกวนจงยอมสยบแทบเท้าได้ขนาดนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ วินาทีที่จ้าวฟูซูระดมพลทหารสองแสนนายเข้ามา แถบกวนจงทั้งหมดก็ตกอยู่ในกำมือของเขาเรียบร้อยแล้ว

หวังเจี่ยนเคยคิดว่าตนเองมองจ้าวฟูซูทะลุปรุโปร่งมาโดยตลอด แต่หมากกระดานนี้ของจ้าวฟูซูเป็นสิ่งที่ต่อให้เขาฝันก็ยังคิดไม่ถึง

อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายฟ่งชวี่จี๋ลูบเคราสีดอกเลา ยาวของตนพลางมองจ้าวฟูซูด้วยความพึงพอใจลึกๆ

เดิมทีเขาก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วกับการที่หูไฮ้จะได้ขึ้นเป็นรัชทายาท

ยิ่งได้เห็นผลงานอันน่าอนาถของหูไฮ้ในราชสำนักเมื่อวันก่อน ก็ยิ่งทำให้เขาพูดไม่ออก

หากเทียบกับหูไฮ้แล้ว เขา ย่อมสนับสนุนให้ฟูซูขึ้นสืบทอดบัลลังก์มากกว่า

ส่วนเว่ยเหลียวไม่ได้เอ่ยปากคำใด เขาทำเพียงจับจ้องมองฟูซูที่ดูแปลกตาไปจากเดิมอย่างไม่ลดละ

ปึ้ก

เสียงเข่ากระทบพื้นดินดังสนั่น

"กระหม่อม หลี่ซื่อ น้อมพบองค์ชายฟูซูพ่ะย่ะค่ะ"

หลี่ซื่อทรุดตัวลงหมอบกราบกับพื้นทันทีโดยไม่รีรอ

"ท่านอัครเสนาบดีทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" น้ำเสียงของจ้าวฟูซูเย็นชาอย่างยิ่ง

"กระหม่อมมีความผิดมหันต์พ่ะย่ะค่ะ" หลี่ซื่อกล่าว

แม้ว่าจ้าวฟูซูจะเป็นพระราชโอรสแห่งจักรวรรดิต้าฉิน แต่หากเทียบในแง่ของอำนาจและบารมีทางการเมืองในยามปกติแล้ว เขายังห่างชั้นกับหลี่ซื่ออยู่มากนัก

เวลาพบกัน แค่หลี่ซื่อประสานมือคำนับก็นับว่าให้เกียรติเขามากแล้ว

ขนาดตอนเข้าเฝ้าฉินสื่อหวง หลี่ซื่อยังได้รับสิทธิ์พิเศษไม่ต้องคุกเข่าเลยด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้เขากลับยอมคุกเข่าให้ฟูซู นั่นเพราะหลี่ซื่อต้องการขอขมาในเรื่องที่เขาร่วมมือปลอมแปลงราชโองการสั่งประหารชีวิตนั่นเอง

ทว่า... คิดว่าแค่คุกเข่าแล้วเรื่องฉาวโฉ่นี้จะจบลงง่ายๆ งั้นหรือ?!

ฝันไปเถอะ!

หากเขาไม่ได้เปิดใช้งานระบบอุตสาหกรรมขึ้นมา เพื่อเอาชีวิตรอด เขาคงต้องสั่งปลดแอกแรงงานนับล้านคนในตอนนั้นทันที แล้วใช้แรงงานเหล่านั้นเป็นโล่มนุษย์คอยคุ้มกันพาเขาหนีตายลงใต้ไปแล้ว

เรื่องนี้มันต้องมีค่าเสียหายเพิ่ม!

หลังจากที่เขาเปิดฉากรัฐประหารและสร้างรากฐานทางการเมืองที่เอื้อต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว การจะผลักดันระบบอุตสาหกรรมหนักให้เกิดขึ้นในต้าฉินยังจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล

จะเป็นนายทุนได้อย่างไรถ้าไม่มีเงินทุนหนุนหลัง!

"ทองคำหนึ่งพันชั่ง"

จ้าวฟูซูก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ซื่อพลางก้มมองลงมาจากที่สูง

ต่อให้หลี่ซื่อจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับสองแห่งจักรวรรดิต้าฉินและเป็นหัวหน้าของเหล่าขุนนางทั้งปวง ซึ่งแม้แต่อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายอย่างฟ่งชวี่จี๋ยังไม่มีอำนาจล้นฟ้าเท่าเขา

หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปมาอยู่ต่อหน้ามหาบุรุษอย่างหลี่ซื่อ คงตัวสั่นพั่บๆ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ

แต่จ้าวฟูซูคือคนในโลกอนันต์อนาคตอีกสองพันกว่าปีข้างหน้า ในขณะที่หลี่ซื่อคือคนโบราณจากยุค 212 ปีก่อนคริสตกาล

เขายืนอยู่บนฐานความรู้ของมนุษยชาติที่สั่งสมมานานกว่าสองพันปี

เขายืนอยู่สูงพอ

วิสัยทัศน์ของเขาก้าวข้ามข้อจำกัดของยุคสมัยราชวงศ์ฉินไปไกลโข

เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะมองข้ามหัวหลี่ซื่อ!

ซูด!

หวังเจี่ยน ฟ่งชวี่จี๋ เว่ยเหลียว รวมถึงตัวหลี่ซื่อเองต่างลอบสูดหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ

พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวฟูซูจะสามารถกดขี่ข่มขวัญหลี่ซื่อได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในแง่ของรังสีอำนาจขนาดนี้

อึก!

หลี่ซื่อลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขนาดตอนเผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิ เขายังไม่เคยรู้สึกอึดอัดและกดดันมหาศาลเท่านี้มาก่อนเลย

เขารู้สึกราวกับมีบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่งก้าวข้ามกาลเวลามาจากมิติประวัติศาสตร์ที่สูงส่งกว่า เพื่อก้มลงมองเขาผ่านม่านเวลา

เดิมทีหลี่ซื่อยังมีความรู้สึกขุ่นเคืองและไม่ยินยอมอยู่บ้างในใจ

แต่ภายใต้แรงกดดันจากรัศมีอันทรงพลังนี้ ศีรษะของหลี่ซื่อกลับค่อยๆ ก้มต่ำลงไปอีก

เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของเขา

"กระหม่อมยินดีรับโทษพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่ซื่อเอ่ยปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ทองคำหนึ่งชั่งในยุคนี้เท่ากับสิบหกตำลึง หนึ่งตำลึงเท่ากับสี่เฉียน ซึ่งเท่ากับยี่สิบสี่จู และหนึ่งจูเท่ากับยี่สิบสี่เหรียญกษาปณ์

ทองคำหนึ่งชั่งจึงมีมูลค่าเท่ากับ 9,216 เหรียญกษาปณ์ โดยที่เงินหนึ่งเหรียญในยุคฉินมีมูลค่าคร่าวๆ เทียบเท่ากับเงิน 20 หยวนในยุคปัจจุบัน

ทองคำหนึ่งพันชั่งนั่นคิดเป็นเงินมูลค่ามหาศาลถึงหนึ่งพันแปดร้อยสี่สิบสามล้านสองแสนหยวนเลยทีเดียว!

จ้าวฟูซูพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

"ลุกขึ้นเถอะ"

จ้าวฟูซูยื่นมือไปประคองหลี่ซื่อให้ลุกขึ้นยืน

"ขอบพระคุณองค์ชายฟูซูพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่ซื่อกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

"ท่านแม่ทัพใหญ่หวังเจี่ยน!"

"ท่านอัครเสนาบดีฟ่ง!"

"ท่านมหาเสนาธิการเว่ย!"

จ้าวฟูซูประสานมือทำความเคารพหวังเจี่ยน ฟ่งชวี่จี๋ และเว่ยเหลียวตามลำดับ

ตัวเขาในชุดฉลองพระองค์สีขาวดูสง่างามและภูมิฐาน เปี่ยมไปด้วยราศีของบุรุษผู้สูงศักดิ์

"องค์ชายฟูซู" หวังเจี่ยน ฟ่งชวี่จี๋ และเว่ยเหลียวต่างประสานมือทำความเคารพตอบ

"ท่านปู่เจ้าคะ" หวังเสียขยับเข้าไปยืนข้างกายหวังเจี่ยน

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่ มาร่วมวงสร้างความวุ่นวายกับเขาด้วยงั้นรึ!" หวังเจี่ยนถลึงตาใส่นาง

"ท่านพี่ไปที่ใด ข้าย่อมไปที่นั่นเจ้าค่ะ!" หวังเสียตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

หวังเจี่ยนเงียบเสียงลง

ในใจของเขาเข้าใจดีว่า การที่จ้าวฟูซูพาตัวหวังเสียมาด้วย ก็เพื่อบีบให้ตระกูลหวังต้องเลือกยืนอยู่ข้างจ้าวฟูซูอย่างมั่นคงนั่นเอง

แม้ว่าในตอนนี้หวังเจี่ยนจะไม่ได้กุมกำลังทหารในมือแล้ว แต่บารมีและอิทธิพลของเขาในหมู่ขุนนางและตระกูลใหญ่แห่งจักรวรรดิต้าฉินก็ยังคงไม่ธรรมดา

จ้าวฟูซูก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าสู่พระราชวังเสียนหยาง

พระราชวังเสียนหยางคือศูนย์กลางแห่งอำนาจของจักรวรรดิต้าฉิน ตัวตำหนักตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นสูงกว่าสิบเมตร

การจะขึ้นไปด้านบน จำต้องเดินขึ้นบันไดหินทอดยาวไปทีละขั้นๆ

หวังเจี่ยน ฟ่งชวี่จี๋ เว่ยเหลียว หลี่ซื่อ และหวังเสีย ต่างพากันเดินตามหลังจ้าวฟูซูไปเป็นแถว

เอี๊ยด... เอี๊ยด...

เสียงบานประตูไม้โบราณอันหนักอึ้งดังกังวาน

ภายใต้แรงผลักของเหล่าทหารองครักษ์นับสิบนาย ประตูโบราณของพระราชวังเสียนหยางก็เปิดออกกว้างสู่สองส่องฝั่ง

จ้าวฟูซูหันไปมองหวังเสีย และท่ามกลางสายตาอันเอียงอายของนาง เขาก็กุมมือนุ่มของนางไว้แน่นแล้วก้าวเดินเข้าสู่พระราชวังเสียนหยางพร้อมกัน

ในจังหวะนี้ ราวกับมีบทเพลงแห่งการเริ่มต้นสร้างตัวดังก้องอยู่ในใจ...

สายหมอกพลิ้วไหว ริมฝั่งน้ำ เรือหาปลาจอดนิ่ง...

ค่ำคืนนี้ แสงไฟค่อยๆ ดับลง...

ตัวฉันยังคงนิ่งสงบ ราวกับอยู่ในความฝัน...

ยิ้มมองความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้าที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปดั่งสายน้ำไหล...

ยอดนารีทอดถอนใจ พลางตัดพ้อถึงความทุกข์ระทมของความคิดถึงอันหาที่สิ้นสุดมิได้...

"ขันทีเสี่ยวเว่ยจื่อ" จ้าวฟูซูเรียกตัวขันทีผู้มีหน้าที่ประกาศราชโองการประจำวังเข้ามา

"องค์ชายฟูซูพ่ะย่ะค่ะ" เสี่ยวเว่ยจื่อค้อมตัวลงตรงหน้าจ้าวฟูซูด้วยท่าทางนอบน้อมและเสงี่ยมเจียมตัวอย่างที่สุด

"จงสั่งการให้คนนำราชโองการไปแจ้งแก่เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และพลเรือน ให้พวกเขามารวมตัวกันที่พระราชวังเสียนหยางเดี๋ยวนี้" จ้าวฟูซูสั่งการ

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" เสี่ยวเว่ยจื่อรีบรับคำทันที

ในระหว่างนั้น จ้าวฟูซูเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลังของพระราชวังเสียนหยางด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและควบคู่ไปกับความเคารพยำเกรง

สถานที่แห่งนั้นคือตำหนักที่ตั้งโลงพระศพขององค์จักรพรรดินั่นเอง

ฮือ... ฮือ... ฮือ...

เสียงร่ำไห้ของเหล่านางสนมกำนัลในขององค์จักรพรรดิดังระงม

พวกนางไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจกับการสวรรคตของฉินสื่อหวงหรอก

หากแต่กำลังร้องไห้ให้แก่ชะตากรรมอันโหดร้ายของตนเองต่างหาก

แม้ว่าในรัชสมัยของฉินสื่อหวง อิ่งเจิ้ง ราชวงศ์ฉินจะมีการผลักดันมาตรการปฏิรูปที่ก้าวหน้ามากมาย แต่ในเรื่องของพิธีกรรมการฝังศพกลับไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ใดที่ระบุแน่ชัดว่าเขาได้ประกาศยกเลิกระบบการฝังคนเป็นพร้อมศพอย่างเป็นทางการ

จากหลักฐานทางโบราณคดี สุสานฉินสื่อหวงมีการใช้หุ่นทหารดินเผาจำนวนมากเป็นสิ่งของร่วมฝัง ซึ่งหุ่นดินเผาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนการใช้คนเป็นๆ สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมการใช้มนุษย์บูชายัญที่เริ่มลดน้อยถอยลงไปในระดับหนึ่ง ทว่าหลังจากองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ ฉินเอ้อซื่อ หูไฮ้ กลับออกคำสั่งให้เหล่านางสนมกำนัลในที่ไม่มีโอรสธิดาต้องถูกฝังร่วมสุสานไปพร้อมกับฉินสื่อหวง

ชะตากรรมของสตรีเหล่านี้จึงมีเพียงต้องตายตกไปตามองค์จักรพรรดิเท่านั้น

องค์จักรพรรดิสวรรคตแล้วจริงๆ หรือ?!

จ้าวฟูซูมองดูโลงสำริดขนาดใหญ่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

สำหรับบรรพบุรุษผู้เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ผู้นี้ เขายังคงรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่โชคดีพอที่จะได้พบหน้าค่าตาและสนทนากันจริงๆ สักครั้ง

เขาคุกเข่าลงกับพื้นดังตึ้ก

หวังเสียทรุดตัวลงคุกเข่าเคียงข้างเขา

ทั้งสองพากันกราบก้มคำนับโลงสำริดขนาดใหญ่ตรงหน้าสามครั้งด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

...

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ภายใต้การคุมตัวของกองทัพฉิน เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และพลเรือนต่างพากันก้าวเข้าสู่พระราชวังเสียนหยาง

พวกเขายืนเข้าแถวเรียงตามลำดับตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนดั่งการประชุมว่าราชการในยามเช้า

จบบทที่ บทที่ 10: แค่คุกเข่าแล้วเรื่องจะจบงั้นหรือ? มันต้องจ่ายเพิ่ม!

คัดลอกลิงก์แล้ว