- หน้าแรก
- หลังจากจักรพรรดิองค์แรกแสร้งทำเป็นตาย โลกทัศน์ของเขาก็พังทลาย
- บทที่ 9: จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างพระราชวังอาฝาง
บทที่ 9: จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างพระราชวังอาฝาง
บทที่ 9: จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างพระราชวังอาฝาง
เหล่าทหารส่วนตัวของพวกขุนนางและชนชั้นสูงแห่งต้าฉินต่างหน้าถอดสีไปตามๆ กัน
คฤหาสน์ของขุนนางฉินบางคนอาจมีทหารส่วนตัวซุ่มซ่อนอยู่ถึงห้าหกร้อยนาย
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพกวนจงสองแสนนายที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาอย่างโชกโชน พวกเขาก็กลายสภาพเป็นเพียงลูกแกะที่เชื่องขึ้นมาทันที
จวนของเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายพลเรือนทั่วทั้งราชสำนักถูกปิดล้อมด้วยกำลังทหารอย่างหนาแน่น
“องค์ชายฟูซูคิดจะทำอะไรกันแน่? ถึงได้เล่นใหญ่โตขนาดนี้!”
เซี่ยอู๋เฉียจ้องมองกองทัพกวนจงที่เคลื่อนพลผ่านไปราวกับฝูงตั๊กแตนถล่มเมืองด้วยความตกตะลึง
กองทหารฝีมือดีของกองทัพกวนจงกลุ่มหนึ่งประมาณหนึ่งร้อยนาย ได้เข้าปิดล้อมจวนที่เขาและองค์จักรพรรดิหลบซ่อนอยู่เช่นกัน
พวกทหารติดตั้งหน้าไม้ฉินพร้อมขึ้นสายและบรรจุลูกศรไว้เรียบร้อย
หากมีใครริอ่านคิดจะฝ่าวงล้อมออกไป คงไม่พ้นถูกยิงจนร่างพรุนเป็นเม่นแน่
องครักษ์เงาจำนวนมากพากันมายืนล้อมรอบตัวจ้าวเจิ้งเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารฉินกลุ่มนี้บุกจู่โจมเข้ามา
สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดเป็นที่สุด
ที่นี่มีองครักษ์เงาเพียงร้อยนาย ต่อให้ระดมพลองครักษ์เงาทั้งห้าพันนายมาพร้อมกัน ก็ไม่มีทางฝ่าวงล้อมของกองทัพสองแสนนายออกไปได้
จ้าวเกาเหงื่อกาฬไหลพรากจนท่วมตัวราวกับเพิ่งไปอาบน้ำมา
องค์ชายฟูซูช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ที่กล้าก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ขนาดนี้!
ในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของเสียนหยาง ไม่เคยมีครั้งไหนที่เมืองจะถูกล้อมกรอบได้เบ็ดเสร็จเช่นนี้มาก่อน!
จวนของจ้าวเกาและหลี่ซื่อต่างถูกล้อมไว้หมดแล้ว
พวกผู้ติดตามในจวนของจ้าวเกาเดินออกมาที่ประตูใหญ่ ตั้งท่าจะเงื้อมีดดาบขับไล่ทหารฉินที่มาล้อมจวน แต่พอเห็นทหารฉินนับร้อยนายตรงหน้า และถัดไปด้านหลังยังมีกองทัพสีดำทมิฬเดินทัพต่อแถวกันมาเป็นระลอกราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
พวกเขาก็รีบหดคอ เปลี่ยนท่าทีเป็นปกติทันควัน ซ่อนมีดดาบไว้ใต้แขนเสื้ออย่างเนียนๆ แล้วปิดประตูจวนลงกลอนด้วยความสงบเสงี่ยม
ในเมื่อทหารกองทัพฉินอยากล้อมก็ปล่อยให้ล้อมไป ขอแค่ไม่พังประตูบุกเข้ามาก็พอ
แต่ถ้าบุกเข้ามาจริงๆ พวกเขาก็คงทำได้แค่ยกมือยอมจำนน
ภายในจวนของหลี่ซื่อ สีหน้าของอัครเสนาบดีผู้นี้มืดมนราวกับผิวน้ำยามค่ำคืน
ฟูซูสามารถผ่านด่านหานกู่มาได้อย่างง่ายดาย และกองทัพภายในด่านทั้งหมดต่างเชื่อฟังคำสั่งของเขา แม้หลี่ซื่อจะเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด ก็ยังคิดไม่ตกเลยว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่
เขารู้ดีว่าการที่ฟูซูสั่งให้ทหารล้อมไว้โดยไม่บุกโจมตี นัยหนึ่งก็เพื่อจะบอกว่า: 'ดูเอาไว้เถอะ หากข้าต้องการ ข้าสามารถปลิดชีพขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และพลเรือนทั่วทั้งเสียนหยางได้ในพริบตา'
แต่หลี่ซื่อก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ
เขามั่นใจว่าฟูซูจะไม่ฆ่าเขา
นอกจากชื่อเสียงเรื่องความเมตตาของฟูซูแล้ว หากฟูซูคิดจะสืบทอดจักรวรรดิต้าฉินและปกครองแผ่นดิน เขาก็ยังจำเป็นต้องมีคนคอยทำงานให้
มิฉะนั้น ฟูซูจะกลายเป็นเพียงแม่ทัพที่ไร้กองพล หากไม่มีใครยอมก้มหน้าทำงานให้ แล้วเขาจะบริหารใต้หล้าได้อย่างไร?
ในฐานะอัครเสนาบดีฝ่ายขวา อำนาจของเขาเหนือกว่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายฟ่งชวี่จี๋เสียอีก
บุตรสาวของเขาแต่งงานกับโอรสขององค์จักรพรรดิ
บุตรชายของเขาก็แต่งงานกับธิดาขององค์จักรพรรดิ
เขากับองค์จักรพรรดิมีความสัมพันธ์เป็นดองกันทางสายเลือด
ตัวเขาเรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งรองจากองค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียว
ศิษย์หาของเขาก็กระจายอยู่เต็มราชสำนัก
หากฟูซูคิดจะครองบัลลังก์อย่างราบรื่น ย่อมไม่สามารถสังหารเขาได้เด็ดขาด
หลี่ซื่อเล่นเกมการเมืองระดับสูงมาโดยตลอดและเข้าใจความคิดของจักรพรรดิที่ฉลาดเฉลียวเป็นอย่างดี
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะต้องไปเจอกับจักรพรรดิที่โง่เขลาเบาปัญญา
อย่างเจ้าโง่หูไฮ้นั่นไง
ในประวัติศาสตร์จริง หลี่ซื่อไม่เคยคาดคิดเลยว่า ในขณะที่หลี่โหย่วบุตรชายของเขากำลังสู้รบอยู่ที่แนวหน้าเพื่อปราบปรามกองทัพกบฏ ตัวเขาที่อยู่แนวหลังกลับต้องคอยเตือนหูไฮ้ว่าอย่าเอาแต่ดื่มเหล้าเสวยสุขไปวันๆช่วยหันมาใส่ใจราชการแผ่นดินบ้างเถอะ! ตอนนี้ใต้หล้ากำลังโกลาหล แต่ท่านกลับจะเกณฑ์แรงงานเพิ่มเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ กลัวคนกบฏไม่พอหรืออย่างไร?!
ทว่าเจ้าโง่หูไฮ้ไม่เพียงไม่ฟังคำทัดทานของหลี่ซื่อ แต่มันยังลากตัวทั้งหลี่ซื่อและหลี่โหย่วไปประหารชีวิตด้วยการเอวขาดที่ตลาดฉ่ายซื่อโข่วเสียอย่างนั้น
หากเปรียบเป็นนิยายออนไลน์ นี่มันคือนิยายแนว 'ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ดราม่าชัดๆ'
ข้าสู้รบแทบตายอยู่ที่แนวหน้าเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่แกกลับฆ่าพ่อข้าที่แนวหลังโดยไม่มีความผิดงั้นเหรอ? เป็นใครก็พร้อมจะหันคมหอกกลับไปร่วมมือกับพวกกบฏบุกถล่มเสียนหยางทันที
ในใจของหลี่ซื่อรู้ดีว่า ในกระดานการเมืองครั้งนี้เขาเลือกข้างผิดเสียแล้ว
เขาเริ่มคิดคำนวณว่าตนเองพอจะมีข้อต่อรองอะไรบ้างที่จะทำให้จ้าวฟูซยอมประนีประนอม
ส่วนการจะหวังพึ่งพาความเมตตาของจ้าวฟูซูเพื่อให้ตนเองพ้นโทษโดยสิ้นเชิงนั้น...
หลี่ซื่อไม่มีวันเชื่อ
จ้าวฟูซูเปิดฉากเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขนาดนี้ นำทัพสองแสนนายมาปิดล้อมจวนของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ฉินจนแน่นหนาชนิดที่มดสักตัวยังคลานผ่านไปไม่ได้
เขาต้องมีแผนการที่ใหญ่โตมโหฬารแน่นอน
ณ จุดนี้ ต่อให้องค์จักรพรรดิเลิกซ่อนตัวแล้วหงายไพ่ออกมาประกาศว่า 'ข้ายังไม่ตาย ข้ากลับมาแล้ว' ฟูซูก็คงไม่ยอมหยุดมือแน่
ดีไม่ดี จ้าวฟูซูอาจจะหันไปบอกองค์จักรพรรดิว่า: 'ทำใจเถอะเสด็จพ่อ คนข้างนอกน่ะเป็นคนของลูกหมดแล้ว!'
"กุบกับ กุบกับ..."
รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านไปบนถนนที่ปูด้วยหินสีเขียว
รถม้าที่จ้าวฟูซูและหวังเสียนั่งอยู่ถูกห้อมล้อมด้วยทหารฉินจำนวนมาก
ตลอดเส้นทางและบ้านเรือนรอบข้างถูกควบคุมโดยกองทัพฉินทั้งหมด ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้รถม้าของทั้งคู่ได้ในระยะสองร้อยก้าว
รองแม่ทัพผางและหวังเสียต่างอยู่ในอาการตื่นตัว มือจับด้ามดาบข้างเอวไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาลอบโจมตีจ้าวฟูซู
เพื่อความปลอดภัยจากการลอบสังหาร ทั้งจ้าวฟูซูและหวังเสียต่างสวมเกราะอ่อนไว้ด้านในเพื่อป้องกันตัว
จ้าวเจิ้งยืนอยู่บนที่สูง ทอดสายตามองดูรถม้าที่ค่อยๆ แล่นผ่านไปอย่างช้าๆ
ใบหน้าของเขาไม่มีแววโกรธเคือง มีเพียงความตื่นเต้นระทึกใจเท่านั้น
วิธีการของจ้าวฟูซูทำให้จ้าวเจิ้งมองเห็นความหวังของจักรวรรดิต้าฉิน
จ้าวฟูซูยังหนุ่มแน่นกว่าเขา และสามารถสั่งเคลื่อนทัพใหญ่ได้
อีกทั้งวิธีการจัดการก็เด็ดขาดเฉียบคมยิ่งนัก
หากเขาได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ย่อมไม่มีทางถูกพวกขุนนางชักใยได้ง่ายๆ แน่นอน
คนประเภทนี้ไม่มีวันกลายเป็นฮ่องเต้ที่อ่อนแอ แต่อาจมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ทรราชได้มากกว่า
ทว่าอย่างไรเสีย มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้เจ้าโง่หูไฮ้ขึ้นครองบัลลังก์
หลังจากได้เห็นความสามารถในการบริหารบ้านเมืองที่แท้จริงของเจ้าโง่หูไฮ้แล้ว จ้าวเจิ้งก็หมดหวังในตัวมันอย่างสิ้นเชิง
คนไร้ค่าบางคน ต่อให้พยายามประคับประคองอย่างไรก็เข็นไม่ขึ้น คนไม่เอาไหนเช่นนี้ไม่คู่ควรที่จะเป็นจักรพรรดิเลยจริงๆ
หากปล่อยให้หูไฮ้ขึ้นครองราชย์ จ้าวเจิ้งรู้สึกว่าต่อให้เขาตายไปแล้ว ก็คงต้องปีนออกมาจากโลงศพสำริดเพื่อคัดค้านแน่นอน
เมื่อจ้าวฟูซูมาถึงใจกลางเมืองเสียนหยาง เขาก็นั่งรถม้ามุ่งหน้าขึ้นเหนือไปตามแนวแม่น้ำจ้าว
เขาได้เห็นพระราชวังอาฝางที่ในเวลานี้ยังคงมีเพียงโครงสร้างฐานราก และมีท่อนซุงขนาดใหญ่กองสุมกันอยู่มากมายเพื่อเตรียมการก่อสร้าง
แม้จะเป็นเพียงฐานราก แต่มันก็ช่างยิ่งใหญ่ตระหง่านตาเหลือเกิน
ฐานดินบดอัดนั้นมีความสูงกว่าสิบเมตร
ความยาวของฐานดินจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาวถึง 1,270 เมตร และมีความกว้างจากทิศเหนือไปทิศใต้ 426 เมตร
พื้นที่ตามแผนการก่อสร้างกว้างใหญ่ถึง 15 ตารางกิโลเมตร ใครที่เคยไปเยือนพระราชวังต้องห้ามกู้กงย่อมรู้ดีว่าที่นั่นมีพื้นที่ประมาณ 720,000 ตารางเมตร แต่หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว พื้นที่ของพระราชวังอาฝางนั้นใหญ่โตกว่าพระราชวังต้องห้ามถึงยี่สิบเท่า
อาคารหลักของที่นี่ประกอบด้วย ตำหนักหน้า ประตูแม่เหล็ก พระราชวังหลานฉือ แท่นบูชาฟ้า แท่นบูชาดิน และสวนซางหลิน โดยมีตำหนักหน้าเป็นอาคารพระราชวังหลัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 800 มู่ หรือเทียบเท่ากับขนาดของสนามฟุตบอลมาตรฐานถึง 90 สนามรวมกัน
สถานที่แห่งนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่สถานที่สำหรับเสพสุขสำราญของฮ่องเต้ ดังที่บทความ "กวีนิพนธ์ว่าด้วยความผิดพลาดของรัฐฉิน" เคยกล่าวอ้างไว้
หากแต่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองแห่งใหม่ที่จะถูกสถาปนาขึ้นหลังจากที่รัฐฉินสามารถทำลายแคว้นทั้งหกได้สำเร็จ
ในทางภูมิศาสตร์ พระราชวังของจักรวรรดิต้าฉินสามารถแบ่งออกเป็นพระราชวังใต้และพระราชวังเหนือ โดยมีแม่น้ำเว่ยคั่นกลาง
กลุ่มพระราชวังใต้ถูกใช้สำหรับงานราชการของกษัตริย์ฉินโดยเฉพาะ เช่น การต้อนรับคณะทูตต่างเมือง และการจัดพิธีส่งกองทัพออกศึก
เมื่อข้ามสะพานโบราณแม่น้ำเว่ยไป ก็จะเป็นกลุ่มพระราชวังเหนือ
ซึ่งที่นี่คือกลุ่มพระราชวังเก่า
เป็นพระราชวังแห่งแรกที่สร้างขึ้นหลังจากที่รัฐฉินย้ายราชธานีมายังสถานที่แห่งนี้
สิ่งแรกที่สร้างขึ้นคือพระราชวังเสียนหยาง ซึ่งสร้างโดยฉินเซียวกง
เขาคือบิดาของปู่ของปู่ของปู่ของฉินสื่อหวง
พระราชวังเสียนหยางถูกใช้เป็นที่ประชุมเสนาบดี และเป็นที่พำนักของกษัตริย์ฉินรวมถึงเชื้อพระวงศ์
ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยสี่สิบปีที่ผ่านมา เมื่อเชื้อพระวงศ์มีจำนวนมากขึ้น พระราชวังจึงถูกขยายอาณาเขตออกไปด้านนอกอย่างต่อเนื่อง
มีการสร้างกลุ่มพระราชวังจำลองตามแบบฉบับของแคว้นทั้งหกที่ถูกพิชิต และกลุ่มอาคารเหล่านี้ยังมีกำแพงเมืองล้อมรอบอีกด้วย
มีพระราชวังหลานฉือ ซึ่งเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ใช้พำนักกับเหล่านางสนมและสรงน้ำ
มีพระราชวังที่เป็นที่ประทับของไทเฮา และอาคารอื่นๆ อีกมากมาย
จนกระทั่งมาถึงยุคขององค์จักรพรรดิ กลุ่มพระราชวังได้ขยายตัวลงไปทางใต้ของสะพานโบราณแม่น้ำเว่ย
องค์จักรพรรดิรู้สึกว่าในเมื่อเขาได้ทำลายแคว้นทั้งหกและรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวแล้ว การจะใช้พระราชวังเสียนหยางที่สร้างโดยบรรพบุรุษเพื่อออกว่าราชการกับเหล่าขุนนางต่อไป มันดูจะต่ำต้อยเกินไปสำหรับสถานะของเขา
ดังนั้น เขาจึงเกิดความคิดที่จะสร้างพระราชวังขนาดมหึมาที่ยิ่งใหญ่กว่าพระราชวังเสียนหยาง เพื่อใช้เป็นที่ประชุมขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และพลเรือน
พระราชวังแห่งนี้จะต้องใหญ่โตและสง่างามกว่าพระราชวังเสียนหยาง เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ราชวงศ์ที่รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวอย่างจักรวรรดิต้าฉิน
ความคิดของจ้าวเจิ้งนั้นดีเยี่ยม แต่โชคร้ายที่เขามาสิ้นพระชนม์ระหว่างการเสด็จประพาสทางตะวันออกครั้งที่ห้าเสียก่อนที่พระราชวังอาฝางจะสร้างเสร็จ
หลังจากจ้าวเจิ้งสิ้นพระชนม์ หูไฮ้ก็ต้องการที่จะสานต่อการสร้างพระราชวังอาฝางนี้เช่นกัน
ทว่าในเวลานั้น กำลังทรัพย์และทรัพยากรของรัฐฉินไม่อาจเอื้ออำนวยให้สร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เช่นนี้ได้อีกต่อไป
อัครเสนาบดีทั้งสองคนคือหลี่ซื่อและฟ่งชวี่จี๋ จึงได้พยายามเข้าขัดขวางและทัดทานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกหูไฮ้สั่งประหารชีวิตในเวลาต่อมา