- หน้าแรก
- มือปราบราชสำนักป่วนยุทธภพ
- บทที่ 14 บ่อปลาของศิษย์อา
บทที่ 14 บ่อปลาของศิษย์อา
บทที่ 14 บ่อปลาของศิษย์อา
บทที่ 14 บ่อปลาของศิษย์อา
บนถนนสายใหญ่ฝุ่นทรายคลุ้งตลบ
ขบวนศิษย์สำนักซิงซิ่วหยุดชะงักลง เสียงฆ้องกลองและแตรเขาสัตว์เงียบกริบ ดวงตานับสิบๆ คู่จ้องเขม็งไปที่ขอทานชุดขาดวิ่น หน้าปรุ แถมยังมีน้ำมูกไหลย้อยที่ยืนขวางอยู่กลางถนน ราวกับกำลังมองดูคนบ้า
"ศิษย์พี่ใหญ่"
ศิษย์หน้าตาจิ้มลิ้มราวกับหนูคนหนึ่ง เข้าไปกระซิบข้างกายชายวัยกลางคนถือพัดขนนก ชี้ไปที่ซูวั่ง "ไอ้ขอทานนี่สมองถูกลาเตะหรือเปล่าขอรับ? เมื่อกี้มันบอกว่า... ปล้น?"
ชายที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ใหญ่ ก็คือ 'ไจซิงจื่อ' ศิษย์เอกของสำนักซิงซิ่วนั่นเอง เขาโบกพัดขนนกเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความขบขัน
"ขอทานต้าซ่งนี่ใจกล้ากว่าขอทานซีเซี่ยเยอะเลย กล้ามาดักปล้นสำนักซิงซิ่ว ไม่ไปสืบดูหน่อยหรือว่าชื่อเสียงของท่านเซียนเฒ่าพวกเรา สร้างขึ้นมาจากอะไร?"
สร้างขึ้นมาจากซากศพและกองกระดูกยังไงล่ะ
สีหน้าไจซิงจื่อดุดันขึ้น พัดขนนกในมือชี้หน้าซูวั่ง ตวาดลั่น "สับไอ้สวะรนหาที่ตายนี่ให้เป็นชิ้นๆ ซะ! กระถางไม้เทพราชันย์ของท่านเซียนเฒ่ากำลังขาดเครื่องในสดๆ ไปทำเหยื่อล่อพอดี!"
"ฆ่ามัน!"
"เฒ่าเซียนซิงซิ่ว อิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขต! ฆ่าไอ้ขอทานนี่ ถวายเป็นเครื่องบรรณาการให้ท่านเซียนเฒ่า!"
เหล่าศิษย์เพื่อแย่งกันทำผลงานต่อหน้าติงชุนชิวที่ยังไม่ปรากฏตัว ต่างชักอาวุธออกมากระโจนเข้าใส่ซูวั่งราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ
ซูวั่งยืนนิ่งอยู่กับที่ นอกจากไม่ขยับหนีแล้ว ยังมีกะจิตกะใจแคะขี้หูอีกต่างหาก
"จุ๊ๆๆ นี่น่ะหรือสำนักซิงซิ่ว?" เขาส่ายหน้า ทำหน้าเหมือนผิดหวังสุดๆ "ตะโกนสโลแกนซะดังลั่น แต่จัดทัพเละเทะเป็นโจ๊ก วิ่งตะลุยเข้าไปโดยไม่เผื่อทางถอย ฝีเท้าก็เบาหวิวไร้รากฐาน ขืนเอาคุณภาพแค่นี้ไปอยู่กรมราชองครักษ์ แค่ล้างส้วมยังไม่ผ่านเกณฑ์เลย"
"รนหาที่ตาย!"
หลวงจีนอ้วนที่วิ่งนำหน้าสุดโกรธจัด จอบสะดวกในมือฟาดลงมาพร้อมกับเสียงลมแหวกอากาศ หมายผ่ากะโหลกซูวั่งให้เป็นสองซีก
ในจังหวะที่คมจอบห่างจากกระหม่อมเพียงสามนิ้ว ซูวั่งก็ขยับตัว เขาไม่ได้ชักดาบ และไม่ได้ใช้วิชาของพรรคสราญรมย์ที่เพิ่งเรียนมา เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วยื่นเท้าออกไปขัดขาอย่างดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
"โครม!"
หลวงจีนอ้วนรู้สึกเหมือนเหยียบความว่างเปล่า ด้วยแรงวิ่งที่พุ่งมาอย่างเร็ว ทำให้ร่างทั้งร่างถลาล้มหน้าคะมำ ฟันหน้ากระแทกเข้ากับก้อนหินที่นูนขึ้นมาพอดี เลือดสาดกระเซ็น
"กฎข้อที่หนึ่งของฟิสิกส์ ความเฉื่อย"
ซูวั่งวิจารณ์หน้าตาย จากนั้นก็ล้วงถุงผ้าออกจากอกเสื้อ สาดเข้าใส่ฝูงชนที่กำลังพุ่งตามมาอย่างแรง
"รับอาวุธลับ! บุปผาร่วงโรยทั่วฟ้า!"
เหล่าศิษย์ตกใจ รีบยกอาวุธขึ้นปัดป้อง ทว่าไม่มีเข็มพิษหรือหนามเหล็กอย่างที่คิด มีเพียงผงแป้งสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่ว
"อ๊าก! ตาข้า!"
"เผ็ด! เผ็ดโว้ย! นี่มันพริกป่นนี่หว่า!"
"ไอ้ขี้โกง! ไอ้หน้าด้าน! ถึงกับใช้ลูกไม้สกปรกแบบนี้!"
เสียงร้องโอดโอยระงม ครั้งนี้ซูวั่งไม่ได้ใช้แค่ปูนขาว แต่ยังผสมผงพริกปีศาจของดีเมืองซีเซี่ยลงไปด้วย รสชาตินี้ ใครโดนเข้าก็รู้ซึ้งถึงทรวง
"ขี้โกง?"
ซูวั่งชักดาบสิ่วชุนที่ซ่อนอยู่ในเศษผ้าขาดๆ ออกมาจากเอว ใช้สันดาบฟาดเข้าที่หน้าศิษย์คนหนึ่งอย่างแรง จนมันหมุนติ้วอยู่กับที่สามรอบ
"ข้ามาปล้นนะโว้ย ไม่ได้มาประลองยุทธ์เลือกคู่ จะเอาคุณธรรมน้ำมิตรเรอะ? งั้นต้องจ่ายเพิ่ม!"
แต่ศิษย์สำนักซิงซิ่วพวกนี้คนเยอะกว่า แม้จะโดนเล่นงานไประลอกหนึ่ง แต่ไม่นานก็มียอดฝีมือวิชาตัวเบาอ้อมไปด้านข้างซูวั่ง เกาทัณฑ์อาบพิษถูกยิงออกมาราวกับห่าฝน
"ท่านซู ระวัง!" หลี่ชิงลู่ที่หลบอยู่หลังกองฟางกรีดร้องด้วยความตกใจ พยายามจะพุ่งออกไปช่วย แต่กลับถูกมือเหี่ยวๆ เล็กๆ กดเอาไว้
"อย่าไปเกะกะ"
ข้างตะกร้าไม้ไผ่ แม่เฒ่าเทียนซานลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นางมองดูกลุ่มศิษย์สำนักซิงซิ่วที่ทำตัวอุบาทว์พวกนี้ด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
"ไอ้ศิษย์เนรคุณติงชุนชิว มันรับแต่ขยะพวกนี้มาเป็นลูกศิษย์หรือไง ของพรรค์นี้มีค่าพอให้ใช้วิชาของพรรคสราญรมย์ด้วยรึ?"
แม่เฒ่าแค่นเสียงเย็น คว้าไหดินเผาแตกๆ ริมทางที่มีน้ำฝนขุ่นๆ อยู่ครึ่งไหขึ้นมา นางโคจรลมปราณ ใช้มือลูบผ่านปากไห
"แกร๊ก!"
น้ำฝนครึ่งไหนั้นกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา ต่อมา นางก็งอนิ้วเป็นกรงเล็บ คว้าจับแล้วสะบัดออกไปอย่างแรง
"ยันต์เป็นตาย!"
แผ่นน้ำแข็งบางเฉียบดุจปีกจั๊กจั่นนับสิบชิ้น สะท้อนแสงสีรุ้งท่ามกลางแสงแดด ราวกับเทียบเชิญจากพญายม พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเหล่าศิษย์ที่กำลังรุมล้อมซูวั่งอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
"อ๊ากก..."
"คัน! คันเหลือเกิน!"
"ปวดตายอยู่แล้ว! นี่มันวิชามารอะไรเนี่ย!"
สมรภูมิที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต พลันกลายเป็นมหกรรมเกาแหลก ศิษย์สำนักซิงซิ่วหลายสิบคนทิ้งอาวุธลงพื้น เอามือเกาตามเนื้อตัวอย่างบ้าคลั่ง บางคนเกาจนหนังถลอกปอกเปิก เลือดสาดกระเซ็น แต่ก็ไม่อาจบรรเทาความคันยุบยิบที่ลึกถึงกระดูกได้
เมื่อไจซิงจื่อเห็นฉากนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขามองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่านี่คือวิชาในตำนาน ตกใจจนทำพัดขนนกหลุดมือ "ยันต์เป็นตาย?! พวกเจ้าคือ... คนของวังค้ำฟ้า..."
พูดไม่ทันจบ เงาร่างหนึ่งก็มาโผล่ตรงหน้าเขาราวกับภูตผี
ซูวั่งมองเขาด้วยรอยยิ้มตาหยี ใช้สันดาบสิ่วชุนเย็นเฉียบตบแก้มเขาเบาๆ "ไงล่ะ ศิษย์พี่ใหญ่? ทำไมไม่พัดต่อล่ะ? เมื่อยมือแล้วรึ? ให้ข้าช่วยสับทิ้งให้พักผ่อนเอาไหม?"
ไจซิงจื่อก็เป็นพวกฉลาดรู้รักษาตัวรอด ทิ้งตัวคุกเข่าดังตุบ โขกศีรษะรัวๆ
"จอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต! ผู้อาวุโสโปรดเมตตา! ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะไอ้เฒ่าโจรติงชุนชิวบังคับพวกเราขอรับ!"
เหล่าศิษย์รอบๆ เห็นศิษย์พี่ใหญ่คุกเข่า ก็พากันทำตาม ร้องไห้คร่ำครวญกันระงม พริบตาเดียวก็เปลี่ยนคำสรรเสริญ 'เฒ่าเซียนซิงซิ่ว' เป็นด่าทอ 'ไอ้เฒ่าโจรซิงซิ่ว' กันถ้วนหน้า
"วัฒนธรรมองค์กรเจ๋งเป้งจริงๆ" ซูวั่งอึ้งไปเลย เขาหันไปถามแม่เฒ่า "ศิษย์พี่หญิง จะเอายังไงกับพวกมันดี? ฆ่าทิ้งเลยไหม?"
แม่เฒ่ามองอย่างขยะแขยง "ฆ่าขยะพวกนี้รังแต่จะเปื้อนมือ ปล่อยพวกมันไสหัวไป! ทิ้งรถม้าไว้!"
"ไป?" ซูวั่งกลอกตา "อย่าเพิ่งสิ รถม้าคันเบ้อเริ่มขนาดนี้ ข้างในอาจจะมีของดีซ่อนอยู่ก็ได้นะ"
เขาเดินไปที่เกี้ยวหรูหราที่เตรียมไว้ให้ติงชุนชิว เกี้ยวหลังนี้ใหญ่โตมาก รอบๆ มีผ้าม่านโปร่งสีม่วงปิดกั้นไว้ ด้านในมีกลิ่นหอมประหลาดโชยออกมา
"ออกมาซะ" ซูวั่งใช้ปลายดาบเลิกผ้าม่านขึ้น "ต้องให้ข้าเชิญด้วยไหม?"
ในเกี้ยวไม่มีติงชุนชิว มีเพียงแม่นางน้อยในชุดสีม่วง ท่าทางอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี หน้าตาน่ารักแกมโกง ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างระแวดระวัง ในอ้อมกอดของนาง กอดกระถางเล็กๆ รูปร่างประหลาดไว้แน่น จ้องมองซูวั่งอย่างหวาดระแวง
"อาจื่อ?" ซูวั่งหลุดปากออกมา
แม่นางน้อยชะงัก "เจ้ารู้ชื่อแม่นางอย่างข้าได้ยังไง? เจ้าเป็นใคร?"
นางจริงๆ ด้วย
อาจื่อ ลูกสาวนอกสมรสของต้วนเจิ้งฉุน ศิษย์ของติงชุนชิว นางมารน้อยที่รวมเอาความโหดเหี้ยมกับความไร้เดียงสาไว้ในร่างเดียว
สายตาของซูวั่งไปหยุดอยู่ที่กระถางใบเล็กในอ้อมกอดนาง... กระถางไม้เทพราชันย์
นี่คือของวิเศษที่จำเป็นในการฝึกมหาเวทสลายพลัง และเป็นกล่องดวงใจของติงชุนชิว
"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ" ซูวั่งยื่นมือออกไป "เอากระถางมา แล้วก็... ปล้น! เอาตั๋วเงิน ยาพิษ อาวุธลับในตัวเจ้าออกมาให้หมด!"
อาจื่อกลอกตา จู่ๆ ก็ทำหน้าน่าสงสาร "พี่ชาย ข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ถูกคนเลวพวกนี้จับมา กระถางนี่ก็แค่กระถางธูปเก่าๆ ไม่ค่อยมีราคาหรอก ปล่อยข้าไปเถอะนะ นะ?"
ปากพูดไป แต่มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับแอบหยิบเข็มพิษปี้หลินออกมาเตรียมพร้อม
"เก็บลูกไม้นั้นไปเถอะ" ซูวั่งแค่นเสียงหัวเราะ "มาเล่นละครต่อหน้าข้า? เจ้ายังอ่อนหัดนัก"
เขาร่างพุ่งวาบ อาจื่อยังไม่ทันได้ซัดเข็มพิษ ข้อมือก็ถูกคว้าจับไว้แน่นแล้วออกแรงสะบัดเบาๆ
"แกร๊ง" เข็มพิษร่วงลงพื้น
ซูวั่งถือโอกาสแย่งกระถางไม้เทพราชันย์มา แล้วล้วงค้นตามตัวนางอย่างชำนาญ ได้ตั๋วเงินมาหลายปึกกับขวดยาอีกหลายขวด
"เจ้า! ไอ้โจรปล้นชิง!" อาจื่อเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธ "นั่นเงินเก็บข้านะ!"
"ตอนนี้เป็นของข้าแล้ว" ซูวั่งยัดของที่ปล้นมาได้ใส่พกเสื้อ แล้วหิ้วคอเสื้ออาจื่อโยนลงไปกองกับพื้น
"เห็นแก่ที่เจ้ายังเด็ก วันนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่..."
ซูวั่งหันไปมองไจซิงจื่อและศิษย์คนอื่นๆ ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วประกาศเสียงดัง
"ทุกท่าน นังหนูนี่ขโมยกระถางไม้เทพราชันย์ของอาจารย์พวกเจ้า กำลังจะหนีไป ข้าจะส่งตัวนางให้พวกเจ้า เอาทั้งคนทั้งกระถางกลับไปรายงาน ติงชุนชิวคงไม่ฆ่าพวกเจ้าหรอก เผลอๆ อาจจะตบรางวัลให้ด้วยซ้ำ"
พูดจบ เขาก็โยนกระถางเปล่าๆ (เทแมลงพิษข้างในทิ้งไปแล้ว) ให้ไจซิงจื่อ
ไจซิงจื่อรับของวิเศษมาได้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น สายตาที่มองอาจื่อเปลี่ยนเป็นดุร้ายทันที "ดีล่ะ! ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เองนังตัวดีที่ขโมยของวิเศษไป! ทำเอาพวกเราเกือบถูกท่านอาจารย์ลงโทษ! พี่น้องทั้งหลาย จับตัวมันมัดไว้!"
"เจ้า! เจ้าใส่ร้ายข้า!" อาจื่อกรีดร้อง
ซูวั่งยักไหล่ "เขาเรียกว่าป้ายสีให้คนอื่นรับเคราะห์แทนต่างหาก นังหนู ยุทธภพมันโหดร้าย เรียนรู้ไว้ซะ"
"ไปกันเถอะ!" ซูวั่งเรียกหลี่ชิงลู่กับแม่เฒ่าขึ้นไปบนรถม้าคันที่หรูหราที่สุด สะบัดแส้ม้าควบทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้ศิษย์สำนักซิงซิ่ววุ่นวายกันอยู่เบื้องหลัง พร้อมกับเสียงด่าทออย่างเกรี้ยวกราดของอาจื่อ
ภายในรถม้า
แม้จะเทียบกับรถม้าในวังหลวงไม่ได้ แต่ก็ปูด้วยพรมเปอร์เซียหนานุ่ม แถมยังมีผลไม้และขนมอีกเพียบ
ในที่สุดหลี่ชิงลู่ก็สามารถถอดรองเท้าฟางที่ทำเอาเท้าพองออกได้เสียที เปลี่ยนมาใส่รองเท้าผ้าไหมที่หาเจอในรถม้าแทน
นางนวดข้อเท้าที่บวมแดง พลางมองซูวั่งที่กำลังนับตั๋วเงินด้วยสายตาที่ซับซ้อน
ท่าทางแบบโจรปล้นโจรเมื่อครู่ กับความโหดเหี้ยมตอนจัดการแม่นางชุดม่วง ทำให้รู้สึกแอบกลัว แต่ก็มีความรู้สึกปลอดภัยแปลกๆ ปะปนอยู่ด้วย
"เอ้า" ซูวั่งนับเงินเสร็จ ก็เลือกขวดหยกขาวออกมาจากกองของที่ปล้นมา โยนให้หลี่ชิงลู่ "นี่ยาประสานกระดูกฟ้าประทาน ถึงจะเป็นของก๊อปปี้จากสำนักซิงซิ่ว แต่สรรพคุณรักษาแผลภายนอกดีมาก ทาที่เท้าซะ พรุ่งนี้ก็หาย"
"ขอบคุณ... อาฮวา... เอ๊ย ท่านซู" หลี่ชิงลู่รับมาด้วยใบหน้าแดงซ่าน
"ศิษย์พี่หญิง" ซูวั่งหันไปหาแม่เฒ่าที่กำลังกางภาพวาดพินิจพิจารณาอยู่ "กระถางไม้เทพราชันย์นั่นข้าโยนทิ้งไปแล้ว ของอัปมงคลแบบนั้นพวกเราคงไม่ได้ใช้ แต่คัมภีร์พิษที่ปล้นมาจากสำนักซิงซิ่ว ท่านลองดูสิว่ามีประโยชน์อะไรไหม?"
แม่เฒ่าไม่แม้แต่จะปรายตามองคัมภีร์พิษ เอาแต่จ้องมองภาพวาด คิ้วขมวดมุ่น ราวกับตกอยู่ในภวังค์
"แปลก... แปลกประหลาดมาก..."
"มีอะไรหรือ?" ซูวั่งขยับเข้าไปดู
แม่เฒ่าชี้ไปที่ชายกระโปรงของหญิงงามในภาพ ซึ่งมีรอยยับที่ดูเหมือนถูกวาดขึ้นมาอย่างลวกๆ
"เมื่อกี้ตอนอยู่บนรถ ยายเฒ่าลองเดินลมปราณตามเส้นสายเหล่านี้ดู ปรากฏว่าความเร็วในการโคจรลมปราณเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า! แต่นี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น หากไม่รู้เคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ ฝืนฝึกไปมีหวังธาตุไฟแตกซ่านแน่"
นางเงยหน้ามองซูวั่งขวับ "เจ้าบอกว่าภาพนี้อู๋หยาจื่อเป็นคนวาดใช่ไหม?"
"จริงแท้แน่นอน" ซูวั่งพยักหน้า "และคนที่อยู่ในภาพก็คือ หลี่ชางไห่"
"หลี่ชางไห่..." แม่เฒ่าพึมพำกับตัวเอง ประกายตาพลันสว่างวาบ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นจนน้ำตาเล็ด "ฮ่าๆๆ! เป็นเช่นนี้นี่เอง! เป็นเช่นนี้นี่เอง! อู๋หยาจื่อเอ๋ยอู๋หยาจื่อ เจ้าหลบหน้าพวกเรามาหลายสิบปี ที่แท้วิชาที่เจ้าฝึกมาตลอด ไม่ใช่วิชาลมปราณภูติอุดรหรอก แต่เป็น..."
"เป็นอะไรหรือ?" ซูวั่งคันปากยิกๆ
แม่เฒ่าหยุดหัวเราะ แววตาดูลึกล้ำ ซ้ำยังแฝงด้วยความเคารพยำเกรงอยู่ลึกๆ "วิชาอายุวัฒนะ! 'วิชาอมตะฟ้าดินอายุวัฒนะ' ฉบับสมบูรณ์ที่แท้จริง!"
"ยอดวิชาทั้งสามที่ปรมาจารย์พรรคสราญรมย์ถ่ายทอดลงมา ลมปราณภูติอุดรเน้นสะสม ไร้ลักษณ์เน้นจำลอง เอกะสยบฟ้าดินเน้นความดุดัน แต่ทั้งสามวิชานี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนที่ถูกแยกย่อยออกมาจากวิชาอายุวัฒนะเท่านั้น!"
"อู๋หยาจื่อต้องตระหนักถึงจุดนี้ได้แน่ เขาต้องการรวมสามวิชาเป็นหนึ่ง เพื่อบรรลุสู่วิถีแห่งเต๋า! และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดนี้ ก็คือกุญแจสำคัญในการหลอมรวม!"
ซูวั่งฟังแล้วอ้าปากค้าง
ให้ตายเถอะ!
ในจักรวาลกิมย้งเดิม พรรคสราญรมย์ก็เป็นเหมือนบันไดก้าวแรกสู่การเป็นเซียนอยู่แล้ว นี่จะเอาให้เหาะเหินเดินอากาศได้เลยใช่ไหมเนี่ย?
"ศิษย์พี่หญิง ถ้าอย่างนั้นพวกเรา..."
"ไปภูเขาเล่ยกู่!" แม่เฒ่าแววตาลุกโชนด้วยเปลวไฟ "ไม่ว่าจะเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ หรือเพื่อยอดวิชานี้ ภูเขาเล่ยกู่คือที่ที่พวกเราต้องไป! ไอ้สวะติงชุนชิวคงจะระแคะระคายเรื่องนี้ ถึงได้ขนขบวนกันมาขนาดนี้ เราต้องไปให้ถึงก่อนมัน!"
สามวันต่อมา
รถม้าแล่นเข้าสู่เขตแดนเหอหนาน ห่างจากภูเขาเล่ยกู่เพียงระยะการเดินทางหนึ่งวัน
เย็นวันนั้น ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
ซูวั่งจอดรถม้าหลบฝนที่หน้าศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ศาลเจ้าแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดแวะพักของคนในยุทธภพ ภายในมีกองไฟถูกจุดไว้หลายกอง และมีคนหลายกลุ่มพักผ่อนอยู่
ซูวั่งพาแม่เฒ่าและหลี่ชิงลู่ที่สวมหมวกฟางปิดบังใบหน้าเดินเข้าไปในศาลเจ้า และหาที่นั่งตรงมุมสลัว
เขาเปิดใช้งานเนตรหยั่งรู้พิศดาร สอดส่องไปทั่วบริเวณตามความเคยชิน
กลุ่มฝั่งซ้ายเป็นชายฉกรรจ์หน้าตาดุดัน อาวุธหลากหลาย ดูเหมือนพวกโจรป่า
กลุ่มฝั่งขวาเป็นชายหนุ่มในชุดนักพรต สะพายกระบี่ ท่าทางหยิ่งยโส
ซูวั่งจำสัญลักษณ์บนชุดนั้นได้... ชวนเจิน (ช้วนจินก่า)
'คนของนิกายชวนเจินก็มาที่นี่ด้วยรึ?' ซูวั่งคิดในใจ
ในขณะนั้นเอง ประตูศาลเจ้าก็ถูกผลักออกอีกครั้ง ท่ามกลางลมฝน กลุ่มคนที่ดึงดูดสายตายิ่งกว่าได้ก้าวเข้ามา
ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นหลวงจีนแต่งกายด้วยจีวรสีแดง รูปลักษณ์ดูน่าเลื่อมใสศรัทธา เขายกมือพนม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ทว่าแววตากลับซ่อนประกายแหลมคม ขมับปูดโปน
ด้านหลังเขามีผู้ติดตามหลายคนช่วยกันหามหีบตามมา
เมื่อซูวั่งเห็นหน้าหลวงจีนผู้นี้ ม่านตาก็หดเกร็งวูบ
ราชครูแห่งทู่ฟาน, ต้าหลุนหมิงหวัง, จิวหมอจื้อ!
"อมิตาภพุทธ"
จิวหมอจื้อกวาดสายตามองไปรอบๆ น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับหยก ทว่าดังก้องไปทั่วทุกมุม "เสี่ยวเซิง ผ่านมายังดินแดนอันล้ำค่าแห่งนี้ หมายจะไปเยือนท่านซูซิงเหอ ณ ภูเขาเล่ยกู่ ไม่ทราบว่ามีสีกาหรือประสกท่านใดรู้ที่อยู่ของท่าน 'ปราชญ์เปรื่อง' ผู้นี้บ้างหรือไม่? เสี่ยวเซิงยินดีมอบสุดยอดวิชาเจ็ดสิบสองแขนงของเส้าหลินให้เป็นของกำนัล"
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง
กลุ่มศิษย์นิกายชวนเจินลุกพรวดขึ้นชักกระบี่ออกจากฝักทันที "ยอดวิชาเส้าหลิน? หลวงจีนทิเบตอย่างเจ้าช่างกล้าคุยโตนัก! เจ้าเป็นใครกัน?"
จิวหมอจื้อยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ
"ฉึบ!"
พลังดรรชนีไร้รูปพุ่งทะยานออกไป บดขยี้กระบี่ในมือศิษย์คนนั้นจนแตกละเอียด พลังยังไม่สิ้นสุด พุ่งทะลวงต้นไม้ขนาดหลายคนโอบที่หน้าศาลเจ้าเป็นรูโหว่
"โปรดชี้แนะด้วย" จิวหมอจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสี่ยวเซิงมีนามว่า จิวหมอจื้อ"
ที่มุมห้อง ซูวั่งค่อยๆ หดตัวเข้าไปในเงามืดอย่างเงียบๆ
'ข้างหน้ามีติงชุนชิว ข้างหลังมีจิวหมอจื้อ งานค่ายกลหมากล้อมเจินหลงที่ภูเขาเล่ยกู่ครั้งนี้ คงจะกลายเป็นลานนองเลือดซะแล้วสิ'
แม่เฒ่าปรายตามองจิวหมอจื้อ กระซิบผ่านลมปราณมาว่า "หลวงจีนทิเบตนั่นพลังวัตรลึกล้ำนัก แถมยังฝึกวิชาไร้ลักษณ์มาด้วย ดูท่า... จะเป็นหนี้ดอกท้อที่อีนังแพศยานั่นไปก่อไว้อีกกระมัง"
ซูวั่ง "..."
บ่อปลาของศิษย์อา เลี้ยงปลาไว้เยอะจริงๆ แฮะ