เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 แหวนเจ็ดรัตนะ

บทที่ 12 แหวนเจ็ดรัตนะ

บทที่ 12 แหวนเจ็ดรัตนะ


บทที่ 12 แหวนเจ็ดรัตนะ

"กายบริหาร... ท่าใหม่รึ?" หลี่ชิวสุ่ยแม้จะไม่เข้าใจความหมายของคำประหลาดเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นสีหน้ายียวนกวนประสาทของซูวั่ง นางก็รู้ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่คำพูดที่ดีแน่

"บังอาจเล่นลิ้น! เปิ่นกงจะส่งเจ้าไปพบพญายมเดี๋ยวนี้แหละ!" หลี่ชิวสุ่ยตวาดลั่น สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ครั้งนี้นางไม่ออมมืออีกต่อไป

เสียงมวลอากาศถูกฉีกขาดดังขวับ พลังฝ่ามือที่โค้งงอเปลี่ยนทิศทางได้ดั่งใจนึกหลายสาย ราวกับมังกรไร้รูปเลื้อยทะลวงผ่านการป้องกันด้านหน้าของซูวั่ง พุ่งเข้าจู่โจมจากสามจุดตายพร้อมกัน... สีข้างซ้าย กลางหลัง และกระหม่อม!

นี่คือสุดยอดวิชาของพรรคสราญรมย์... พลังฝ่ามือรุ้งขาว พลังฝ่ามือนี้สามารถเลี้ยวลดคดเคี้ยวได้ตามใจนึก ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยสามัญสำนึก

"ระวัง!" แม่เฒ่าที่อยู่หน้าประตูร้องเตือนเสียงหลง นางอยากจะยื่นมือเข้าช่วย แต่กลับถูกปราณคุ้มกายของหลี่ชิวสุ่ยกระแทกผลักจนไม่อาจเข้าใกล้ได้

ทว่าซูวั่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางพายุฝ่ามือ กลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกลนลานเลยแม้แต่น้อย ในมุมมองของเนตรหยั่งรู้พิศดาร พลังฝ่ามือไร้รูปเหล่านั้นไม่ใช่กระบวนท่าสังหารอันน่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป ทว่าเป็นเพียงเส้นทางการเคลื่อนที่เท่านั้น

'ฝ่ามือซ้าย โค้งสามสิบห้าองศา เร็วที่สุด... เป็นท่าหลอก'

'ฝ่ามือกลางหลัง หนักแน่นทรงพลัง... เป็นท่าสังหาร'

'ฝ่ามือที่กระหม่อม... แค่สกัดทางหนีเท่านั้น'

สมองของซูวั่งประมวลผลเสร็จสิ้นในเสี้ยววินาที เขาไม่ถอย! แต่กลับเหยียบย่างไปตาม 'ประตูตาย' ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่สุดในวิชาก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน แล้วหันแผ่นหลังพุ่งชนเข้าหาฝ่ามือสังหารที่รุนแรงที่สุดนั้นตรงๆ!

"รนหาที่ตาย!" หลี่ชิวสุ่ยแค่นเสียงเย็นเยียบ

"รับไปซะ!" ในเสี้ยววินาทีที่แผ่นหลังกำลังจะปะทะกับพลังฝ่ามือ ร่างของซูวั่งพลันบิดเบี้ยวด้วยองศาที่พิสดารราวกับปลาไหลคลุกน้ำมัน พร้อมกันนั้น สองมือของเขาก็ตวัดไปด้านหลัง สิ่งที่ใช้หาใช่เพลงฝ่ามือลึกล้ำอันใดไม่ แต่เป็นวิชา 'ยืมแรงกระแทกแรง' ที่เขาใช้สลายแรงปะทะในกรมราชองครักษ์ต่างหาก

"ฟุ่บ..." พลังฝ่ามือสังหารที่ควรจะปลิดชีพเขา กลับลื่นไหลไปตามกระดูกสันหลังของซูวั่ง ไม่เพียงแต่ไม่ทำร้ายเขา แต่ยังถูกเปลี่ยนทิศทาง พุ่งตรงไปกระแทกกำแพงหินด้านข้างอย่างจัง!

"ตู้ม!" กำแพงหินอันแข็งแกร่งถูกทะลวงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เศษหินปลิวว่อน

"อะไรกัน?!" ม่านตาของหลี่ชิวสุ่ยหดเกร็งอย่างรุนแรง นางฝึกกระบวนท่า 'รุ้งขาวทลายตะวัน' นี้มาถึงห้าสิบปี ต่อให้เป็นแม่เฒ่าเทียนซานในยามที่พลังพีกถึงขีดสุดก็ยังไม่กล้าหันหลังรับฝ่ามือนี้ตรงๆ ไอ้เด็กนี่มันทำได้ยังไง? ความรู้สึกที่ลื่นไหลเมื่อครู่ ราวกับชกเข้าใส่ก้อนน้ำแข็งที่ชโลมด้วยน้ำมัน!

"ศิษย์อา กระบวนท่านี้มีชื่อว่า 'วิชาลบแรงเสียดทาน' นะขอรับ" ซูวั่งหันกลับมา ตบแผ่นหลังที่ไร้รอยขีดข่วนของตนเบาๆ ยิ้มกว้างอย่างยียวน "ดูท่าพลังฝ่ามือของท่านแม้จะเลี้ยวได้ แต่ท่านคงไม่เข้าใจวิชาฟิสิกส์สินะ"

"ฟิสิกส์เรอะ?" หลี่ชิวสุ่ยโกรธจัด "เปิ่นกงจะฉีกร่างเจ้าให้เป็นชิ้นๆ เดี๋ยวนี้แหละ!"

นางพุ่งตัวเข้าประชิดทันที ต่อสู้ระยะประชิด! ในเมื่อพลังฝ่ามือทะลวงไม่ได้ ก็ขอใช้พลังวัตรอันล้ำลึกบดขยี้มันโดยตรงเสียเลย!

"ท่านประมุข! ไม่ลงมือตอนนี้ จะรอถึงเมื่อไหร่?!" ซูวั่งแหกปากร้องลั่น พลางวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วห้องศิลาที่คับแคบ

"มาแล้ว!" แม่เฒ่าเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ร่างเล็กเตี้ยของนางอาศัยจังหวะที่ซูวั่งดึงดูดความสนใจ พุ่งทะยานราวกับแมวป่า ปราดเข้าจู่โจมช่วงล่างของหลี่ชิวสุ่ยทันที

"ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ!"

หกหัตถ์ตะวันเทียนซาน! แม้แม่เฒ่าจะเหลือพลังวัตรเพียงสามส่วน แต่นางก็คุ้นเคยกับวิชาของหลี่ชิวสุ่ยทะลุปรุโปร่ง ทุกฝ่ามือกระแทกเข้าที่จุดเชื่อมต่อลมปราณของหลี่ชิวสุ่ยอย่างแม่นยำ แม้จะทำร้ายลึกถึงรากฐานไม่ได้ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ลมปราณของหลี่ชิวสุ่ยตีกลับ เลือดลมพลุ่งพล่าน จนการเคลื่อนไหวชะงักงัน

"อีนังแพศยาเฒ่า! แกกล้าลงมือกับข้าเชียวรึ?!" หลี่ชิวสุ่ยเดือดดาล หมายจะเตะแม่เฒ่าให้กระเด็น แต่กลับพบว่าซูวั่งเกาะติดหนึบเข้ามาเป็นตังเมอีกแล้ว

"ศิษย์อา ดูนี่สิ!" จู่ๆ ซูวั่งก็ล้วงม้วนภาพวาดออกจากอกเสื้อ กางพรึบออก บังหน้าตัวเองไว้ "ท่านดูสตรีในภาพนี้สิ ช่างอ่อนโยน เรียบร้อย หางตามีไฝรองน้ำตา แล้วดูท่านสิ ใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็น น่าเกลียดน่ากลัวราวกับหญิงปากร้าย"

"ตอนที่ศิษย์ลุงอู๋หยาจื่อวาดภาพนี้ ในใจเขาคงคิดว่า 'นี่สิถึงจะเป็นหลี่ชางไห่ของข้า ส่วนนังชิวสุ่ยที่บ้านนั่น มันก็แค่นางเสือพ่นไฟเท่านั้นแหละ!'"

การโจมตีทางจิตใจครั้งนี้ ได้ผลยิ่งกว่ายอดวิชาใดๆ หลี่ชิวสุ่ยมองใบหน้าที่คุ้นเคยทว่าแปลกตาในภาพวาด มองดูตัวอักษร 'หากมิใช่เมฆาแห่งอูซาน ก็มิอาจเรียกขานว่าเมฆา' จิตใจของนางพลันแตกซ่าน การเคลื่อนไหวก็ปรากฏช่องโหว่ขึ้นมาในทันที

"ไม่... ไม่จริง... ศิษย์พี่รักข้า! เขารักข้า!" นางกรีดร้องอย่างเสียสติ ลมปราณในร่างแตกซ่าน ไม่สนใจกระบวนท่าใดๆ อีกต่อไป คิดเพียงแต่จะฉีกทำลายภาพวาดนั้นให้แหลกเป็นชิ้นๆ

"ตอนนี้แหละ!" แววตาของซูวั่งสาดประกายอำมหิต เขากระโดดถอยหลังไปหยุดอยู่บนเตียงหยกเย็นอย่างรวดเร็ว เขาตะโกนลั่นใส่หลี่ชิงลู่ที่ตัวสั่นงันงกอยู่ตรงมุมห้อง

"องค์หญิง! ดึงคันโยก! คันที่สาม!" แม้หลี่ชิงลู่จะหวาดกลัว แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกของชายคนรัก นางก็ยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ ออกแรงดึงแท่งทองเหลืองที่ซ่อนอยู่ตรงหัวเตียงจนสุดแรง

"แกร๊ก..." เสียงกลไกทำงานดังขึ้น ทันใดนั้น รูปสลักหัวมังกรทั้งสี่มุมบนเพดานห้องศิลา ก็อ้าปากกว้าง

"ฟู่..." กระแสลมเย็นยะเยือกสีขาวขุ่นราวกับหมอกควัน พุ่งทะลักลงมาประดุจน้ำตก! นี่คือกลไกลับของราชวงศ์ซีเซี่ยที่ใช้ผลิตน้ำแข็งอายุนับพันปี เป็นการดึงเอาไอเย็นจากเส้นชีพจรน้ำแข็งที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินนับร้อยจั้งขึ้นมา ต่อให้เป็นยอดฝีมือ หากไม่ทันระวังและโดนไอเย็นนี้พ่นใส่โดยตรง เส้นชีพจรก็จะถูกแช่แข็งในพริบตา!

"กรี๊ดดด!" หลี่ชิวสุ่ยกำลังอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง จึงไม่ได้ระวังตัวเลยแม้แต่น้อย ไอเย็นยะเยือกนั้นสาดกระหน่ำใส่ร่างนางเต็มๆ เพียงชั่วพริบตา ชุดสีขาวพลิ้วไหวก็กลายเป็นเกราะน้ำแข็งแข็งทื่อ เส้นผมสลวยจับตัวเป็นแท่งน้ำแข็ง แม้แต่พลังฝ่ามือที่กำลังจะซัดออกไปก็ถูกแช่แข็งคาเส้นชีพจร

"แข็งแล้ว!" แม่เฒ่าดีใจสุดขีด แววตาสาดประกายจิตสังหาร "ได้ทีขี่แพะไล่! ซูวั่ง ลงมือ!" นางเงื้อมือเตรียมซัดยันต์เป็นตายใส่

"หยุด!" ซูวั่งรีบคว้ามือแม่เฒ่าไว้ มืออีกข้างช้อนร่างหลี่ชิงลู่ขึ้นแบกขึ้นบ่า "ท่านประมุข ไอเย็นนี้ขังนางไว้ได้แค่ประเดี๋ยวเดียว ฆ่านางไม่ได้หรอก! นางเป็นถึงหนึ่งในสามผู้เฒ่าพรรคสราญรมย์ พลังวัตรลึกล้ำสุดหยั่ง หากนางดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ระเบิดจุดตันเถียน ห้องใต้ดินนี้ได้ถล่มทับพวกเราตายหมดแน่! ต้องหนีแล้ว!"

ซูวั่งมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน รัศมีตัวเอกก็ส่วนรัศมีตัวเอก แต่ความต่างชั้นของฝีมือคือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยอดฝีมือระดับหลี่ชิวสุ่ย นอกเสียจากจะมีปาฏิหาริย์บังคับให้ตาย ด้วยสภาพของพวกเขาสามคนตอนนี้ ไม่มีทางสู้ชนะได้อย่างแน่นอน ถ้าไม่หนีตอนนี้ พอนางทำลายน้ำแข็งออกมาได้ พวกเขาได้กลายเป็นเศษเนื้อแน่

"ถือว่าอีนังแพศยานี่ดวงแข็ง!" แม่เฒ่าตัดสินใจเด็ดขาด นางลดมือลงอย่างเจ็บใจ ก่อนจะตวัดฝ่ามือกระแทกใส่กลไกบนผนัง ทำลายสวิตช์ปิดไอเย็นจนพังยับเยิน

"ไปทางไหน?!" แม่เฒ่าถาม

ซูวั่งชี้ไปที่ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มุมห้องศิลา นั่นคือช่องรางน้ำแข็งที่ปกติเอาไว้ส่งก้อนน้ำแข็ง "เล่นสไลเดอร์กัน!" ซูวั่งไม่พูดพร่ำทำเพลง จับแม่เฒ่ายัดเข้าไปในช่องรางน้ำแข็งเป็นคนแรก

"อ๊าก เจ้าโจรชั่ว..." เสียงร้องตกใจของแม่เฒ่าดังก้องอยู่ในอุโมงค์รางน้ำแข็ง แล้วค่อยๆ ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

จากนั้น ซูวั่งก็กอดหลี่ชิงลู่ไว้แน่น แล้วกระโดดตามลงไป "องค์หญิง เกาะแน่นๆ นะ! รถด่วนพิเศษกรมราชองครักษ์ ออกเดินทางแล้ว!"

"ฟิ้ว..." คนสองคนกับเด็กหนึ่งคน ไถลตัวลื่นปรู๊ดลงไปตามรางน้ำแข็งที่ลื่นเป็นมันปลาบด้วยความเร็วสูง รางน้ำแข็งนี้ยาวมาก คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมา ทะลุตรงไปยังคูเมืองนอกวังหลวง

เสียงลมหวีดหวิวข้างหู หลี่ชิงลู่กอดคอซูวั่งแน่น ซุกหน้าเข้าหาแผงอกเขา ทั้งหวาดกลัวและตื่นเต้นสุดขีด ประสบการณ์แบบนี้ มันตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าการนั่งปักผ้าในวังลึกเป็นหมื่นๆ เท่า!

"ท่านซู... เราจะตายไหม?" นางตะโกนฝ่าสายลม

"ตายเรอะ?" น้ำเสียงของซูวั่งเจือรอยยิ้ม "มีข้าอยู่ ต่อให้เป็นพญายมก็ไม่กล้ารับเจ้าไปหรอก! พวกเรากำลังหนีตามกันนะ! โรแมนติกจะตายไป!"

"ตู้ม!" ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน พร้อมกับเสียงกัมปนาทและหยดน้ำที่แตกกระเซ็น ทั้งสามคนก็พุ่งพรวดออกจากปากอุโมงค์ราวกับลูกปืนใหญ่ หล่นตูมลงไปในคูเมืองที่เย็นเฉียบ

น้ำในคูเมืองยามปลายฤดูสารทนั้นเย็นยะเยือกเสียดกระดูก แต่สำหรับทั้งสามคนที่เพิ่งหนีรอดจากความเป็นความตายมาได้ นี่คือรสชาติของอิสรภาพ

ซูวั่งพยุงหลี่ชิงลู่โผล่พ้นผิวน้ำ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ ไม่ไกลนัก แม่เฒ่าก็โผล่พรวดขึ้นมาในสภาพเปียกมะลอกมะแลกเหมือนลูกหมาตกน้ำ นางปาดน้ำออกจากหน้า พลางด่าสาดเสียเทเสีย

"ซูวั่ง! เจ้าจำเอาไว้เลยนะ! บัญชีแค้นนี้ยายเฒ่าจะคิดทบต้นทบดอกแน่!"

ซูวั่งไม่สนใจคำขู่ของแม่เฒ่า เขาหันกลับไปมองวังหลวงซีเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เห็นเพียงแสงไฟสว่างไสวตรงมุมหนึ่งในส่วนลึกของวังหลวง และแว่วเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของหลี่ชิวสุ่ย ที่ดังทะลุทะลวงก้องกังวานไปทั่วผืนฟ้ายามราตรี

"ซูวั่ง! เอาภาพวาดคืนมานะ!"

ซูวั่งล้วงม้วนภาพวาดที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันอย่างดีออกมาจากอกเสื้อ โบกไปทางวังหลวง พลางตะโกนกลับไปสุดเสียง "ศิษย์อา! ข้าขอเก็บภาพวาดไว้ให้ท่านก่อนนะ! เมื่อไหร่ที่ท่านคิดตกแล้ว เราค่อยมาคุยเรื่องค่าลิขสิทธิ์กันใหม่! ลาก่อนนะจ๊ะ!"

พูดจบ เขาก็ดึงหลี่ชิงลู่ขึ้นมา แล้วกวักมือเรียกแม่เฒ่า "รีบไปเถอะ! อาศัยจังหวะที่ประตูเมืองยังไม่ปิด เราต้องหนีออกนอกเมืองคืนนี้เลย!"

สองชั่วยามต่อมา ณ ศาลเจ้าที่รกร้าง นอกเมืองซิงชิ่งฝู่ไปสามสิบลี้

ในที่สุดทั้งสามก็หยุดพัก ทิ้งตัวลงนั่งบนกองฟางอย่างหมดสภาพ แต่ละคนเปียกโชกไปทั้งตัว สภาพทุลักทุเล ไม่เหลือเค้าของยอดฝีมือเลยสักนิด

หลี่ชิงลู่เป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ยามนี้หนาวจนตัวสั่นงันงก ริมฝีปากซีดเขียว ซูวั่งเห็นดังนั้น ก็รีบก่อกองไฟ แล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่เปียกชุ่มของตนแต่บิดหมาดแล้ว ออกมาผึ่งไฟ

"องค์หญิง ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออกเถอะ ผึ่งให้แห้งแล้วค่อยใส่ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ" ซูวั่งกล่าว

"เอ๊ะ?" หลี่ชิงลู่หน้าแดงก่ำ ยกมือขึ้นกอดอกตามสัญชาตญาณ "ที่นี่น่ะหรือ? ถอด... ถอดเสื้อผ้า?"

"คนในยุทธภพ ไม่ยึดติดหยุมหยิมหรอก" ซูวั่งหันหลังให้ "วางใจเถอะ ข้าไม่มองหรอก ท่านประมุขก็เป็นผู้หญิง แถมยังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เป็นไรหรอก"

แม่เฒ่าที่อยู่ด้านข้างแค่นเสียงเยาะ "หึ ทำเป็นพระเอกสุภาพบุรุษ เมื่อกี้ตอนอยู่ในน้ำกอดกันแน่นซะขนาดนั้น ตรงไหนที่ควรจับ ตรงไหนที่ไม่ควรจับ ก็คงจับไปหมดแล้ว ตอนนี้จะมาทำเป็นคนดีอะไรอีกล่ะ"

ซูวั่งทำหูทวนลม เขาเดินไปเฝ้าต้นทางที่ประตูศาลเจ้า ถือโอกาสสำรวจของที่ได้มาจากการปล้นในครั้งนี้ไปด้วย

คัมภีร์หกหัตถ์ตะวันเทียนซานฉบับกระท่อนกระแท่นที่เรียนแล้ว ป้ายคำสั่งและกุญแจของหลี่ชิวสุ่ยถึงต่อไปอาจจะไม่ได้ใช้แล้วแต่มันทำจากทองคำเอาไปขายได้เงินเยอะแน่ ภาพวาดฝีมืออู๋หยาจื่อนี่สิของดีสุดยอดเป็นอาวุธลับสำหรับควบคุมหลี่ชิวสุ่ยและเอาไว้หลอกอู๋หยาจื่อในอนาคต องค์หญิงซีเซี่ยหนึ่งคนประหนึ่งตู้ถอนเงินมีชีวิตและเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ความประทับใจจากแม่เฒ่าเทียนซานแม้ปากจะด่าแต่เมื่อกี้ก็ร่วมมือกันอย่างรู้ใจถือว่าเกาะขาใหญ่ได้แน่นหนาแล้ว

'กำไรเห็นๆ' ซูวั่งยิ้มกริ่มจนปากแทบฉีกถึงรูหู ภารกิจตะลุยรังเสือวังหลวงซีเซี่ยรอบนี้ ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตการเป็นสายลับของกรมราชองครักษ์เลยทีเดียว

"ซูวั่ง" เสียงของแม่เฒ่าดังมาจากในศาลเจ้า "เข้ามา"

ซูวั่งเดินเข้าไปข้างใน หลี่ชิงลู่เอาเสื้อคลุมของแม่เฒ่ามาคลุมร่าง นั่งขดตัวอยู่ข้างกองไฟ ใบหน้าแดงซ่าน ส่วนแม่เฒ่านั่งขัดสมาธิ สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก

"มีอะไรหรือท่านประมุข? หิวแล้วหรือ? กลางป่ากลางเขานี่ไม่มีเลือดไก่ให้ท่านดื่มหรอกนะ" ซูวั่งแกล้งแซว

แม่เฒ่าไม่ได้ด่าเขา แต่กลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง สีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ไอ้หนู สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ แม้วิธีการจะดูต่ำช้าไปบ้าง แต่... เจ้าก็ช่วยชีวิตยายเฒ่าไว้ได้จริงๆ"

"ยายเฒ่าเป็นคนแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน ในเมื่อเจ้าทำเพื่อข้า จนต้องไปล่วงเกินหลี่ชิวสุ่ยเข้า ต่อจากนี้ไปในยุทธภพ นอกจากวังค้ำฟ้าแล้ว เกรงว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอนให้เจ้าอีกแล้ว"

พูดจบ นางก็ค่อยๆ ถอดแหวนเจ็ดรัตนะที่นิ้วหัวแม่มือออก

หัวใจของซูวั่งเต้นกระดอน 'มาแล้ว! ในที่สุดก็มาแล้วใช่ไหม?!'

"เดิมที ข้าตั้งใจว่ารอให้เจ้าส่งยายเฒ่ากลับถึงยอดเขาพยับเมฆเสียก่อน ค่อยตกรางวัลให้" แม่เฒ่าลูบคลำแหวนวงนั้นเบาๆ "แต่หนทางไปเทียนซานนั้นยาวไกลนัก อีนังแพศยาหลี่ชิวสุ่ยต้องตามล่าพวกเราแบบกัดไม่ปล่อยแน่ หากไม่มีฝีมือจริงๆ เจ้าก็ปกป้องข้าไม่ได้ และปกป้องยัยเด็กโง่นี่ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน"

นางเงยหน้าขึ้น แววตาสาดประกายเจิดจ้า "คุกเข่าลง"

ซูวั่งไม่พูดพร่ำทำเพลง คุกเข่าลงกราบทันที "ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยเถิด!"

"ใครบอกว่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์?" แม่เฒ่ามุมปากกระตุก "ยายเฒ่าผู้นี้จะรับศิษย์แทนอาจารย์ต่างหาก! หรือก็คือ รับเจ้าเข้าเป็นศิษย์พรรคสราญรมย์แทนไอ้หน้าโง่อู๋หยาจื่อนั่น!"

"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์ปิดสำนักของพรรคสราญรมย์ และเป็นศิษย์น้องของยายเฒ่า"

ซูวั่งอึ้งไป ศิษย์น้อง? ลำดับชั้นอัปเกรดพุ่งพรวดเลยนี่หว่า! แบบนี้ก็รุ่นเดียวกับติงชุนชิวน่ะสิ? วันหลังถ้าเจอตาเฒ่าซูซิงเหอ หมอนั่นต้องเรียกเขาว่า 'ศิษย์อาเล็ก' ด้วยซ้ำ?!

"ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิง!" ซูวั่งเปลี่ยนสรรพนามอย่างไว อาศัยจังหวะปีนเกลียวขึ้นไปทันที

แม่เฒ่าโยนแหวนเจ็ดรัตนะให้ซูวั่ง "สวมมันซะ นับตั้งแต่วันนี้ เจ้าคือรักษาการประมุขวังค้ำฟ้า มีอำนาจสั่งการเก้าทัพฟ้า ระหว่างทางหากพบพวกสามสิบหกถ้ำเจ็ดสิบสองเกาะแล้วพวกมันไม่เชื่อฟัง ก็ใช้แหวนวงนี้กำราบพวกมันซะ!"

ซูวั่งรับแหวนมา รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบและน้ำหนักที่ถ่วงมือ นี่ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของอำนาจ แต่เป็นภาระอันหนักอึ้งด้วย

"และอีกอย่าง" แม่เฒ่าชี้ไปที่หลี่ชิงลู่ "ในเมื่อยัยเด็กนี่ตามออกมาด้วย ก็เท่ากับว่าทรยศซีเซี่ยแล้ว เจ้าพานางไปด้วย อบรมสั่งสอนนางให้ดี แม้นางจะไม่มีวรยุทธ์ แต่ก็พอมีหัวคิดอยู่บ้าง ซ้ำยังมีสายเลือดของหลี่ชิวสุ่ย วันหน้าหากต้องรับมือกับหลี่ชิวสุ่ย นางจะเป็นเหยื่อล่อชั้นดี"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ชิงลู่ก็ตัวสั่นเทา มองซูวั่งด้วยความหวาดกลัว

ซูวั่งเดินเข้าไป สวมแหวนที่นิ้ว แล้วกุมมือของหลี่ชิงลู่ไว้เบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อย่าไปฟังศิษย์พี่หญิงขู่เลย เหยื่อล่ออะไรกัน เจ้าคือผู้หญิง... อะแฮ่ม คือสหายรู้ใจของข้าต่างหาก ตราบใดที่ซูวั่งผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายก้อย"

"ต่อให้เป็นหลี่ชิวสุ่ย ก็ไม่ได้"

แสงไฟสาดส่องใบหน้าของซูวั่ง แม้จะยังมีคราบดินเปื้อนอยู่ แต่ในสายตาของหลี่ชิงลู่แล้ว เขาคือบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในปฐพี

"พอเถอะ เลิกพรอดรักกันได้แล้ว น่าสะอิดสะเอียน" แม่เฒ่าพูดขัดขึ้นอย่างรำคาญ "ฟ้าสางเมื่อไหร่เราจะออกเดินทาง เป้าหมายคือภูเขาเล่ยกู่!"

"ภูเขาเล่ยกู่?" ซูวั่งชะงัก "ไม่ไปวังค้ำฟ้าหรือ?"

"ไปวังค้ำฟ้าก็เท่ากับรนหาที่ตายสิ" แม่เฒ่าแค่นเสียงเย็นเยียบ "หลี่ชิวสุ่ยต้องคิดว่าเราจะหนีกลับเทียนซาน และไปดักซุ่มโจมตีอยู่กลางทางแน่ เราต้องทำสิ่งที่นางคาดไม่ถึง ไปภูเขาเล่ยกู่เพื่อหาซูซิงเหอ! ที่นั่นคือที่ซ่อนตัวของอู๋หยาจื่อ และเป็นที่เดียวในโลกที่จะรักษายายเฒ่าให้หายขาดได้ ซ้ำยังทำให้เจ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ในคราวเดียวด้วย!"

แววตาของซูวั่งเป็นประกาย

ภูเขาเล่ยกู่! ค่ายกลหมากล้อมเจินหลง!

ที่นั่นไม่เพียงมีพลังลมปราณเจ็ดสิบปีของอู๋หยาจื่อ แต่ยังมีการสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักที่แท้จริงของพรรคสราญรมย์ด้วย ถ้าไม่ไป โอกาสทองนี้ก็คงตกเป็นของหลวงจีนน้อยจอมซื่อบื้อซีจู๋แน่ๆ

"ตกลง!" ซูวั่งหยัดยืนขึ้น โบกมืออย่างฮึกเหิม "เราจะไปภูเขาเล่ยกู่กัน! งานนี้ข้าจะประกาศให้ทั่วยุทธภพรู้ ว่าพรรคสราญรมย์ เปลี่ยนตัวเจ้ามือแล้ว!"

จบบทที่ บทที่ 12 แหวนเจ็ดรัตนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว