- หน้าแรก
- วิถีอมตะ พรสวรรค์ยืมชะตา หากสังหารข้า ข้าจะสังเวยล้างตระกูลเจ้า
- บทที่ 9: แค้นนี้ต้องชำระ แม้จะสายไปหน่อย
บทที่ 9: แค้นนี้ต้องชำระ แม้จะสายไปหน่อย
บทที่ 9: แค้นนี้ต้องชำระ แม้จะสายไปหน่อย
บ่ายวันรุ่งขึ้น ในที่สุดกู้หมิงก็ตื่นขึ้นมาที่หน้าหลุมศพของผู้เฒ่าโจว
กู้หมิงคุกเข่าโขกศีรษะคำนับสามครั้งแล้วลุกขึ้นยืน เขาก้าวเดินไปสามก้าวแล้วหันกลับมามองพลางเอ่ยเบาๆ ว่า
"ตาเฒ่าโจว ข้าไปก่อนนะ ไม่ต้องห่วง ข้าจะไปหาจ้าวหนิงอี้ ท่านหลับให้สบายเถอะ"
ขณะที่กำลังเก็บสัมภาระ กู้หมิงก็พบถุงผ้าใบหนึ่งอยู่ใต้หมอน
เมื่อหยิบขึ้นมาดู เขาก็พบว่ามันคือถุงมิติ
ด้วยความกังวลว่ากู้หมิงจะใช้งานมันไม่ได้ ผู้เฒ่าโจวได้จงใจดึงพลังปราณสายหนึ่งของตนผสานเข้าไปในถุงมิติ
แม้กู้หมิงจะไม่มีสัมผัสเทวะ แต่เพียงแค่ตั้งจิตนึกคิด เขาก็สามารถหยิบจับและเก็บของลงในถุงมิติได้
พื้นที่ภายในถุงมิติไม่ได้ใหญ่หรือเล็กจนเกินไปนัก มีขนาดประมาณสิบลูกบาศก์เมตร
ภายในนั้นมีหินวิญญาณหนึ่งพันก้อน สมุนไพรวิญญาณระดับต่ำหนึ่งร้อยต้น ทองคำหนึ่งพันตำลึง เศษเงินหยิบย่อย และสิ่งของอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอีกสองเล่ม ซึ่งล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับเหลือง เล่มหนึ่งมีชื่อว่า 'ย่างก้าววายุเมฆา' ส่วนอีกเล่มคือ 'โล่มังกรปฐพี'
"วิชาหนึ่งเอาไว้หนี อีกวิชาเอาไว้ป้องกัน ตาเฒ่าคนนี้จะกลัวตายไปถึงไหนกันเนี่ย?"
กู้หมิงหัวเราะเบาๆ แล้วเก็บของทั้งหมดกลับเข้าไปในถุงมิติ
กู้หมิงไม่สามารถทำความเข้าใจเคล็ดวิชาระดับสูงได้ ต่อให้มีไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อเขาบำเพ็ญเพียรไม่ได้ มันก็จะเป็นเพียงแค่ภาระเปล่าๆ
นอกเหนือจากของเหล่านี้ ยังมีชุดสีดำอีกสองชุด และจดหมายหนึ่งฉบับที่จ่าหน้าถึงจ้าวหนิงอี้
กู้หมิงเก็บของใช้จำเป็นลงในถุงมิติ เหลียวมองสถานที่ที่ตนอาศัยมาตลอดยี่สิบสองปีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
กู้หมิงไม่ได้แตะต้องแหวนมิติ สมุนไพรวิญญาณ หรือสิ่งของอื่นๆ ของผู้เฒ่าโจวเลย เขาฝังมันทั้งหมดลงในหลุมศพเพื่อเป็นของบรรณาการแก่ผู้ล่วงลับ
ที่เอวของเขาเหน็บกระบี่ไม้ไว้เล่มหนึ่ง ส่วนถุงมิติก็ถูกเก็บซ่อนไว้แนบอก
หลังจากออกจากสวนสมุนไพรวิญญาณ กู้หมิงก็ทำตามคำสั่งเสียของผู้เฒ่าโจวโดยการเดินทางออกจากเมืองเฟิงหลิน
ในวันที่สามหลังจากกู้หมิงจากไป ผู้ฝึกตนลึกลับสี่คนก็ปรากฏตัวขึ้นที่สวนสมุนไพรวิญญาณ
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าผู้เฒ่าโจวเสียชีวิตแล้ว ทั้งสี่ก็เผยสีหน้าซับซ้อน
"อดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรอวิ๋นชิง กลับต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้ ช่างน่าสลดใจและน่าเสียดายยิ่งนัก"
"ยอดฝีมืออันดับหนึ่งงั้นหรือ? ยอดฝีมือของอาณาจักรปุถุชนจะไปมีความหมายอะไร? ในสายตาของสำนักเซียน เขาก็เป็นแค่มดปลวกตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยเท่านั้นแหละ การที่เขาสามารถตายอย่างสงบตามอายุขัยได้ ก็นับเป็นความเมตตาจากสวรรค์แล้ว"
"น่าเสียดายก็แต่วิชาหลอมกายาจุดชีพจรดาราของเขาที่ไม่ได้รับการสืบทอด"
"ได้ยินมาว่าตลอดยี่สิบสองปีที่ผ่านมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ข้างกายเขาตลอด คนผู้นั้นจะเป็นผู้สืบทอดของเขาหรือไม่? พวกเราจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนหรือเปล่า?"
"ช่างเถอะ เราไม่ควรทำอะไรเกินเลยจนเกินไปนัก นำร่างของเขากลับไปรายงานเบื้องบนก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ... ไม่ใช่กงการอะไรของเรา"
ทั้งสี่เก็บร่างของผู้เฒ่าโจวลงในถุงมิติ จากนั้นก็เดินทางออกจากเมืองเฟิงหลิน
...
"จูขุยแห่งเมืองลั่วฮวา ความแค้นจากการถูกสังหารในอดีต ถึงเวลาต้องสะสางกันแล้ว"
กู้หมิงเป็นคนมีแค้นต้องชำระ แม้บางครั้งอาจจะช้าไปบ้าง แต่เขามาตามทวงคืนเสมอ
เขาขอร่วมขบวนไปกับกองคาราวานพ่อค้า ทว่าคราวนี้กู้หมิงไม่ได้ไปเป็นคนงานเพื่อใช้หนี้ค่าเดินทางอีกแล้ว แต่เขาควักเงินสิบตำลึงจ่ายเป็นค่าเดินทางแทน ก็คนมันมีเงิน จะทำตัวเอาแต่ใจบ้างก็ไม่แปลก
สิบวันต่อมา กู้หมิงก็กลับมาถึงเมืองลั่วฮวา
ยี่สิบสองปี สำหรับกู้หมิงแล้ว มันเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิตอันยาวนานของเขา
แต่สำหรับเมืองเล็กๆ ของปุถุชนธรรมดา มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งและผู้คน ราวกับฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน เด็กน้อยหัวเหลืองในวันวานต่างก็เติบโตมีครอบครัว และมีทารกน้อยที่รอคอยการหล่อเลี้ยง
ในเมืองลั่วฮวานี้ นอกจากผู้เฒ่าโจวแล้ว กู้หมิงก็ไม่มีคนคุ้นเคยที่ไหนอีก
เขามุ่งหน้าตรงไปยังหอว่านฮวาในอดีต ความโอ่อ่ายังคงอยู่ แถมยังดูรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
จูขุยได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นที่แปดแล้ว ความแข็งแกร่งของมันน่าเกรงขามยิ่งนัก และมันก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน อหังการมากยิ่งขึ้น มันยังคงกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ฉุดคร่าหญิงสาว และยึดครองที่นาทำกิน ทำให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา
เมื่อบวกกับพวกขุนนางกังฉินที่รู้เห็นเป็นใจ ชาวบ้านจึงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก
ภายในหอว่านฮวา
จูขุยที่กำลังส่งเสียงคำรามและขะมักเขม้นอยู่บนเตียงภายในห้อง จู่ๆ ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูจากลูกน้อง ทำเอามันแทบจะเสื่อมสมรรถภาพไปในทันที
"มารดามันเถอะ! แกรนหาที่ตายหรือไง? ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังยุ่งอยู่?"
จูขุยสบถด่าพลางผละตัวออก มันลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วเดินไปตบหน้าลูกน้องจนกระเด็น
ลูกน้องกุมใบหน้าที่บวมแดงของตน พลางรีบอธิบายอย่างลนลาน
"ลูกพี่ มีคนมาก่อกวนขอรับ ดูจากรูปร่างท่าทางแล้ว น่าจะเป็นยอดฝีมือ พวกเราเลยไม่กล้าผลีผลาม"
จูขุยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตวาดเสียงเย็นชา
"เอาดาบมาให้ข้า ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าไอ้ลูกหมาตัวไหนมันรนหาที่ กล้ามาก่อเรื่องในถิ่นของข้า"
จูขุยเดินอาดๆ ออกไปพร้อมกับถือดาบใหญ่เก้าห่วงไว้ในมือ พวกอันธพาลและหญิงคณิกาต่างพากันถอยกรูด หลีกทางให้มันทันที
แม่เล้าคนใหม่ที่มีสีหน้าโกรธจัด ชี้หน้าชายในชุดดำที่อยู่กลางโถง และกล่าวหาเขาด้วยความเดือดดาล
"พี่ขุย มันนี่แหละเจ้าค่ะ! มันดูถูกผู้หญิงในหอของเราทุกคนว่าไม่มีดีสักคน แถมยังด่าว่าพี่ขุยเป็นไอ้ลูกไม่มีพ่ออีกด้วย"
จูขุยโกรธจัดจนหน้าตาบิดเบี้ยวถมึงทึง พลังอันน่าสะพรึงกลัวเอ่อท้นไปทั่วร่าง มันก้าวเข้าไปในโถง ในมือกระชับดาบใหญ่เก้าห่วงแน่น แล้วตวาดเสียงเย็น
"ไอ้ลูกหมานี่มันมาจากไหน ถึงได้กล้ามาก่อความวุ่นวายในหอว่านฮวาของข้า? รนหาที่ตายนัก"
กู้หมิงที่ยืนหันหลังให้จูขุยหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆ หันกลับมาและถอดหมวกไผ่สานออก
"จูขุย ไม่เจอกันนานเลยนะ"
เมื่อมองดูใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาของกู้หมิง จูขุยก็แข็งทื่อไป ม่านตาของมันค่อยๆ หดเกร็งด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ใบหน้านี้ ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน จูขุยก็ไม่มีวันลืม
เป็นเพราะมัน หยาดเหงื่อแรงกายที่สั่งสมมาหลายปีต้องมลายหายไปเป็นฝุ่นผง แถมยังต้องชดใช้เงินก้อนโต มิหนำซ้ำ พ่อของมันก็ยังมาตายในวันนั้นอีก มันจะลืมได้อย่างไร?
จูขุยเผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ ราวกับเห็นผี
เมื่อได้สติ จูขุยก็โกรธเกรี้ยวจนเส้นผมแทบจะตั้งชัน มันเน้นเสียงพูดทีละคำด้วยความเย็นชาถึงกระดูก
"แกยังไม่ตายจริงๆ ด้วย แถมยังกล้ามาแส่หาที่ตายถึงหน้าประตูบ้านข้า ดี ดี ดีมาก!!!"
"คราวนี้ ข้าจะสับแกให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น ดูซิว่าแกจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ยังไง..."
จูขุยตวัดดาบใหญ่เก้าห่วง ฟันใส่กู้หมิงด้วยสุดยอดกำลัง พลังอันน่าสะพรึงกลัวแหวกอากาศจนเกิดเสียงดังสนั่น
ทุกคนต่างเผยสีหน้าลำพองใจ ในสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ จูขุยไม่เคยพลาดเวลาลงมือจัดการกับตัวปัญหาเลยสักครั้ง
เคร้ง!
ฉึก!
เลือดหยดทะลักลงมาย้อมพื้นจนแดงฉาน ก่อเกิดเสียงหยดแหมะๆ
ม่านตาของจูขุยหดเล็กลงจนแทบจะเป็นจุด ดาบใหญ่เก้าห่วงในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง สองมือของมันกุมลำคอของตัวเองเอาไว้แน่น
"เป็น... ไปได้อย่างไร!"
กู้หมิงใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดบนกระบี่ไม้อย่างช้าๆ จากนั้นก็เสียบมันกลับไปที่เอว สวมหมวกไผ่สาน แล้วค่อยๆ เดินออกไป
ตุบ!
เมื่อร่างของจูขุยล้มตึงกลายเป็นศพ หอว่านฮวาทั้งหลังก็ตกอยู่ในความโกลาหล พวกอันธพาลต่างแตกตื่นหนีตาย ไม่กล้าแม้แต่จะคิดแก้แค้นให้จูขุย
กู้หมิงทอดสายตามองเหล่าสตรีที่กำลังหวาดกลัวและแตกตื่น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"เก็บข้าวของของพวกเจ้าแล้วออกไปจากเมืองลั่วฮวาซะ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ในเวลาหนึ่งก้านธูป ใครที่ยังรั้งอยู่... ตาย!"
กู้หมิงตวัดกระบี่ ทิ้งรอยกระบี่ที่สลักลึกไว้บนบันได
บรรดาสตรีผู้ชอกช้ำเหล่านี้ได้สติ รีบกุลีกุจอเก็บข้าวของและวิ่งหนีออกจากหอว่านฮวาไปอย่างลนลาน
ผู้ที่ซาบซึ้งในบุญคุณบางคนถึงกับโค้งคำนับกู้หมิงจากแดนไกลเพื่อแสดงความขอบคุณ ก่อนจะจากไป
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หอว่านฮวาที่เคยคึกคักพลุกพล่านก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน
กู้หมิงหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมา และจุดไฟเผาหอว่านฮวาอีกครั้ง
หอนางโลมมีอยู่ได้ แต่มันต้องไม่ใช่ในรูปแบบนี้
หลังจากที่หอว่านฮวาถูกเผาจนวอดวาย กู้หมิงก็อันตรธานหายไป และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย
ตำนานเกี่ยวกับกู้หมิงถูกเล่าขานไปทั่วเมืองลั่วฮวา
บ้างก็ว่าเขาคือปรมาจารย์เซียนที่ลงมาจากสำนักเซียน เพื่อผดุงความยุติธรรมและขจัดปัดเป่าความชั่วร้าย
บ้างก็ว่าเขาคือวิญญาณแค้นจากยมโลกเก้าขุม ที่จิตวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ตลอดยี่สิบสองปีเพื่อกลับมาทวงแค้น
บ้างก็ว่าเขาคือจอมยุทธ์พเนจรจากโลกมนุษย์ ผู้เดินทางมาเพื่อชำระความอยุติธรรม
...
หนึ่งเดือนต่อมา
กู้หมิงเข้าร่วมการประเมินประวัติผู้ฝึกตนในเมืองเยวี่ยเหยียน โดยใช้หินวิญญาณไปหนึ่งร้อยยี่สิบก้อนซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม และได้รับการอนุมัติ เขาผ่านการตรวจสอบประวัติและได้รับใบอนุญาตบำเพ็ญเพียร
ตามที่หัวหน้าผู้คุมสอบบอกมา เพียงแค่มีใบอนุญาตนี้ เขาก็สามารถเข้าร่วมสำนักใดก็ได้ตามที่ใจปรารถนา
แน่นอนว่ากู้หมิงไม่มีทางเชื่อ ทว่าเขาก็มีความฝันที่อยากจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ลองจินตนาการดูสิ การได้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักเซียน มีอัจฉริยะนับพันคนมาก้มหัวเคารพ ความรู้สึกนั้น... มันคงจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่าการได้เป็นผู้อาวุโสเสียอีก
ด้วยความคาดหวังนี้ กู้หมิงจึงได้ออกเดินทางเพื่อเข้าร่วมสำนัก
"สำนักเซียนที่อยู่ใกล้เมืองเยวี่ยเหยียนที่สุดชื่อว่า สำนักเวิ่นซิน... อืม ชื่อนี้ ทำไมฟังดูคุ้นๆ หูจังแฮะ?"
กู้หมิงพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ใครมันจะไปจำเรื่องราวเมื่อยี่สิบสองปีก่อนได้กันล่ะ?