- หน้าแรก
- ป่วนยุคชิงฉบับโฮสต์ระบบ ขอเกษียณอย่างสงบไม่ได้หรือไง
- บทที่ 23 ดังคำกล่าวที่ว่า สอนสั่งตามความถนัด
บทที่ 23 ดังคำกล่าวที่ว่า สอนสั่งตามความถนัด
บทที่ 23 ดังคำกล่าวที่ว่า สอนสั่งตามความถนัด
บทที่ 23 ดังคำกล่าวที่ว่า สอนสั่งตามความถนัด
เมื่อเห็นว่าเจ๋อหลานและคนอื่นๆ ตอบสนองได้ดี เรียนรู้ได้เร็วและไม่ลำบาก ซูเหยาก็รู้สึกภูมิใจเล็กน้อย โดยรู้ว่าวิธีนี้เหมาะกับพวกนางมาก
อิ้นเจินปรายตามองนาง พลางดุเบาๆ ว่า "เดี๋ยวค่อยบอกให้ซูเผยเซิ่งไปหาหนังสือเรียนขั้นพื้นฐานมาสักสองสามเล่ม แล้วข้าจะส่งมามามาสอนพวกนางอ่านเขียนเอง เจ้านายเป็นคนลงมือสอนบ่าวไพร่ด้วยตัวเองมันไม่งามหรอกนะ"
มีข้อเสนอดีๆ เช่นนี้ ซูเหยาย่อมต้องซาบซึ้งใจ นางยิ้มประจบเอาใจ
"หากท่านเป้ยเล่อส่งคนมาช่วยหม่อมฉันสอนพวกนางได้ก็คงจะดีที่สุดเพคะ หม่อมฉันก็แค่ทำตามอำเภอใจ หากต้องมานั่งสอนพวกนางตลอดเวลา หม่อมฉันก็คงไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอกเพคะ"
"ท่านเป้ยเล่อ โปรดประทับก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันจะให้คนไปเตรียมน้ำชามาให้" ซูเหยานำองค์ชายสี่ไปนั่งบนตั่งหลัวฮั่น
เจ๋อหลานรีบไปที่ห้องเครื่องเพื่อต้มน้ำ นางเรียนหนังสือมาตลอดทั้งบ่าย และไม่มีใครคอยดูเตาไฟ มันจึงดับไปนานแล้ว
ตงชิงรีบเก็บกระดาษและข้าวของต่างๆ ออกจากโต๊ะกลมอย่างรวดเร็ว แล้วจึงจุดเทียน พวกนางบกพร่องต่อหน้าที่จริงๆ ถึงขนาดไม่ได้สังเกตเลยว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว
โชคดีที่ท่านเป้ยเล่อเสด็จมา เจ้านายจึงไม่ต้องทนหิวเพราะความสะเพร่าของพวกนาง
อิ้นเจินมองดูพระชายาตัวน้อยตรงหน้าซึ่งไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเขาเลย และรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี
สตรีส่วนใหญ่ในเรือนหลังล้วนให้ความเคารพและระมัดระวังตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา จะพูดจาอะไรแต่ละคำก็ต้องคิดแล้วคิดอีก
มีใครที่ไหนเป็นเหมือนนางบ้าง เขาพูดอะไรมาหนึ่งคำ นางก็โต้กลับตั้งหลายคำ?
ซูเผยเซิ่งเดินเข้ามา นำขันทีน้อยที่ถือถาดน้ำชาเข้ามาด้วย
"ท่านเป้ยเล่อ เชิญเสวยน้ำชาเพคะ" ซูเหยากระตือรือร้นหยิบถ้วยชาจากถาดของขันทีน้อยมาถวายให้อิ้นเจิน
นางวางถ้วยชาอีกใบลงบนโต๊ะเล็กบนตั่ง (คั่ง) จากนั้นก็นั่งลงที่ปลายตั่งอีกด้านหนึ่ง
"ท่านเป้ยเล่อ เสวยมื้อค่ำมาหรือยังเพคะ ถึงได้เสด็จมาที่เรือนฉยงฮวาในยามนี้?"
ซูเหยานึกขึ้นได้ว่านางยังไม่ได้ทานอาหารเย็น หากองค์ชายสี่ยังไม่ได้เสวย เขาก็คงต้องเสวยมื้อค่ำที่เรือนฉยงฮวานี้แหละ และนางก็จะได้กินข้าวฟรีด้วย
"ยัง" อิ้นเจินตอบสั้นๆ
"บังเอิญจังเลยเพคะ หม่อมฉันก็ยังไม่ได้ทานมื้อค่ำเหมือนกัน" เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าเย็นชาขององค์ชายสี่ ซูเหยาก็ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว และยังคงทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
นี่คือบ่อเงินบ่อทองของนางในอนาคตนะ แค่ทำหน้าเย็นชาใส่แค่นี้ไม่ระคายเคืองหรอก
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันสดใสและท่าทีที่สนิทสนมของสกุลหนิ่วฮู่ลู่ อิ้นเจินก็อดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ในเมื่อต่างคนต่างก็ยังไม่ได้กิน งั้นก็กินด้วยกันเสียเลยก็แล้วกัน
"ซูเผยเซิ่ง ตั้งโต๊ะอาหาร"
"พ่ะย่ะค่ะ" ซูเผยเซิ่งรับคำและออกไปสั่งให้เตรียมอาหาร
ก่อนที่เขาจะมาถึง ห้องเครื่องก็ได้รับข่าวแล้วว่าท่านเป้ยเล่อจะเสวยมื้อค่ำที่เรือนฉยงฮวา
พระกระยาหารของท่านเป้ยเล่อและนายหญิงหนิ่วฮู่ลู่ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยและอุ่นรอไว้บนเตาแล้ว
ขันทีน้อยเพียงแค่นำไปใส่ในกล่องอาหารแล้วยกกลับมาก็เป็นอันเสร็จ
ครู่ต่อมา อาหารเย็นก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย และทั้งสองก็นั่งลงที่โต๊ะ
เจ๋อหลานและตงชิงยกน้ำอุ่นเข้ามาให้ล้างมือ อิ้นเจินไม่ขยับตัว เพียงแต่เหลือบมองซูเหยา
ซูเหยาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง มองกลับไปด้วยสีหน้างุนงง
ดวงตากลมโตดุจเมล็ดซิ่งของพระชายาตัวน้อยเต็มไปด้วยความสับสน กระจ่างใสและอ่านง่าย บ่งบอกว่านางไม่เข้าใจจริงๆ
ช่างเถอะ อิ้นเจินถอนหายใจในใจ การที่เด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมในครอบครัวเศรษฐีจะไม่คุ้นเคยกับงานปรนนิบัติรับใช้เขาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
เมื่อคืนนี้นางปลดกระดุมเสื้อผ้าของเขาอยู่นานกว่าจะสำเร็จ แต่กลับเก่งกาจนักในการจุดประกายไฟปรารถนาของเขา
อิ้นเจินล้างมือด้วยตัวเองและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเช็ดหน้า
ซูเหยารู้ดีว่าหากเริ่มต้นทำสิ่งใดไปแล้ว ในอนาคตก็ต้องทำต่อไปอีกนับครั้งไม่ถ้วน นางไม่อยากเป็นฝ่ายยอมโอนอ่อนผ่อนตามมากจนเกินไปในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของการปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น นางจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ทดสอบท่าทีของอิ้นเจินที่มีต่อนาง
โชคดีที่ความอดทนของอิ้นเจินที่มีต่อนางนั้นค่อนข้างสูง
ซูเหยารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก นางล้างมือราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอคอยให้มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้น
องค์ชายสี่พิถีพิถันเรื่องสุขภาพ อาหารในแต่ละวันของเขาจึงมีรสจืด ห้องเครื่องก็เลยเตรียมอาหารทั้งหมดของซูเหยาในรสชาติที่จืดชืดตามไปด้วย
โชคดีที่ซูเหยาไม่ได้เป็นคนเลือกกินเรื่องรสชาติ รสจืดก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่มันยังอร่อยอยู่
โต๊ะกลมไม้หนานมู่แกะสลักนั้นไม่ได้ใหญ่โตนัก และถึงแม้จะมีอาหารวางจนเต็ม ก็ไม่ได้มีปริมาณมากและไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าเลย
อาหารเย็นของอิ้นเจิน รวมกับอาหารตามมาตรฐานของนางแล้ว มีเพียงอาหารจานหลักสองจาน กับข้าวสิบอย่าง น้ำแกงสองอย่าง ขนมอบสองอย่าง และรังนกอีกสองถ้วยเท่านั้น
"หม่อมฉันจะปรนนิบัติท่านเป้ยเล่อเองเพคะ เชิญเสวยน้ำแกงก่อนสักถ้วยเถิด น้ำแกงไก่หน่อไม้ดองนี้เรียกน้ำย่อยได้ดีที่สุด ช่วงนี้อากาศหนาว หม่อมฉันชอบดื่มน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยก่อนทานอาหารเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเพคะ"
ซูเหยาลุกขึ้น ตักน้ำแกงใส่ถ้วยใบเล็กของอิ้นเจิน แล้วส่งให้เขา
อิ้นเจินรับถ้วยน้ำแกงมา ดึงนางให้นั่งลงข้างๆ แล้วกล่าวเบาๆ ว่า "เจ้านั่งลงเถอะ มีซูเผยเซิ่งคอยปรนนิบัติอยู่แล้ว"
แน่นอนว่าการที่ไม่ต้องคอยปรนนิบัตินั้นเป็นเรื่องดีที่สุด ดังนั้นซูเหยาจึงไม่ได้แสร้งทำเป็นเล่นตัว นางนั่งลงและตักน้ำแกงให้ตัวเองหนึ่งถ้วย แล้วเริ่มลงมือดื่ม
นางยังไม่คุ้นเคยกับอิ้นเจินนัก หากเขาไม่พูด นางก็ไม่รู้จะพูดอะไร จึงเลือกที่จะนั่งเงียบๆ
อิ้นเจินทานอาหารด้วยความเร็วปานกลาง ท่วงท่าของเขาสง่างามมาก
ซูเหยาทานไปพลางลอบสังเกตกิริยาของเขาไปพลาง เพื่อดูว่าเขามีความชอบในการกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
แม้แต่ตอนที่ร่วมโต๊ะกับอิ้นเจิน ซูเหยาก็ไม่ได้ลดปริมาณอาหารของตัวเองลงเลย
ยังไงเสีย เมื่อวานอิ้นเจินก็รู้แล้วว่านางกินจุ การมาแสร้งทำตัวเรียบร้อยตอนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไร
นางคงไม่สามารถกินเพียงแค่นิดเดียวทุกครั้งที่ร่วมโต๊ะกับเขา แล้วค่อยไปสั่งอาหารมากินเองทีหลังหรอกนะ
เจ๋อหลานและตงชิงข่มความประหม่าไว้ รีบคีบอาหารให้เจ้านายอย่างรวดเร็วภายใต้สายตาที่ปรายมองมาเป็นระยะของท่านเป้ยเล่อ
เมื่อมองดูพระชายาตัวน้อยฝั่งตรงข้าม ปากของนางไม่เคยหยุดเคี้ยว และตะเกียบก็ขยับอย่างรวดเร็ว
ด้วยความกังวลว่านางอาจจะปวดท้องเพราะกินเร็วเกินไป อิ้นเจินจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น "กินช้าๆ หน่อย ข้ารอเจ้าได้"
ในเมื่อเขาพูดเช่นนั้น ซูเหยาก็ลดความเร็วลงอย่างเป็นธรรมชาติ
อิ้นเจินกินจนอิ่มแล้ว ประมาณเจ็ดส่วนตามความเคยชินเพื่อรักษาสุขภาพของเขา
แต่เมื่อเห็นว่าตะเกียบของพระชายาตัวน้อยยังไม่ยอมหยุด เขาก็ไม่สามารถวางตะเกียบของตัวเองลงได้เช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงคีบกับข้าวจานนั้นทีจานนี้ที และกินต่อไป
เขาสังเกตสกุลหนิ่วฮู่ลู่ที่อยู่ตรงข้ามอย่างละเอียด นางทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยและจดจ่อ แม้การเคลื่อนไหวของนางจะรวดเร็ว แต่นางก็ยังคงความสง่างามและความสำรวมไว้ได้
มันไม่ได้ดูหยาบคายเลย กลับกัน มันให้ความรู้สึกตรงไปตรงมาและไม่เสแสร้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้หญิงที่กินจุขนาดนี้ การมองดูนางกินทำให้อาหารดูอร่อยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
สตรีในเรือนหลังของเขาทุกคนต่างก็บอกว่าอิ่มแล้วหลังจากกินไปได้แค่ไม่กี่คำ
การกินที่ดูบอบบางราวกับนางฟ้าของพวกนาง ทำให้เขาสงสัยว่าเขาเผลอพูดอะไรออกไปหรือเปล่าว่าเขาไม่มีปัญญาเลี้ยงดูพวกนาง
หรือบางทีพ่อครัวในห้องเครื่องอาจจะมีฝีมือไม่ดีพอ
ด้วยเหตุนี้ หลังจากตั้งจวนของตัวเองนอกวัง อิ้นเจินจึงส่งคนไปเสาะหาพ่อครัวที่มีฝีมือในการทำอาหารหลากหลายประเภทในหมู่ชาวบ้านเพื่อพากลับมาที่จวนโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง
เวลาที่ร่วมโต๊ะอาหาร พวกนางมักจะคอยคีบอาหารให้เขา และนั่งดูเขากิน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้กลัวการถูกจ้องมอง แต่การกินข้าวกับพวกนางก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการกินข้าวคนเดียวเลย
บางทีพวกนางอาจจะกินข้าวไม่อร่อยเพราะมีเขาอยู่ตรงนั้นด้วยหรือเปล่า?
ข้อสันนิษฐานนี้นำไปสู่การที่เขามักจะทานอาหารคนเดียวที่เรือนหน้าอยู่เป็นส่วนใหญ่
ทว่า วันนี้เขากลับได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากที่นี่
ปรากฏว่าการมองดูคนอื่นกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็สามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของตัวเองได้เช่นกัน
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเงียบๆ และอาหารส่วนใหญ่บนโต๊ะก็ถูกจัดการจนหมดเกลี้ยง
อิ้นเจินเผลอกินเข้าไปจนอิ่มถึงเก้าส่วนโดยไม่รู้ตัว
หลังจากทานเสร็จ เจ๋อหลานและตงชิงก็นำน้ำชา ถ้วยบ้วนปาก และผ้าขนหนูร้อนเข้ามาให้อย่างถูกจังหวะ
พวกเขาบ้วนปากด้วยน้ำชาและเช็ดมือด้วยผ้าขนหนูร้อน จากนั้นขันทีน้อยก็นำน้ำชาชงใหม่มาให้ดื่ม
ซูเหยารับถ้วยมาถวายให้อิ้นเจิน จากนั้นก็หยิบถ้วยของตัวเองขึ้นมา
นางจิบไปเล็กน้อยแล้ววางลง
นางไม่ชอบดื่มชาหลังมื้ออาหาร โดยมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามันจะขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและส่งผลต่อการย่อยอาหาร
เนื่องจากกินเข้าไปมากเกินไป อิ้นเจินจึงดึงซูเหยาให้ออกไปเดินเล่นในลานเรือนเพื่อช่วยย่อยอาหาร