- หน้าแรก
- ป่วนยุคชิงฉบับโฮสต์ระบบ ขอเกษียณอย่างสงบไม่ได้หรือไง
- บทที่ 12 บ่าวชื่อตงชิง
บทที่ 12 บ่าวชื่อตงชิง
บทที่ 12 บ่าวชื่อตงชิง
บทที่ 12 บ่าวชื่อตงชิง
ปีนี้อายุสิบห้าปีเจ้าค่ะ เดิมทีบ่าวทำงานอยู่ในกองทอผ้าของวังหลวงเหมือนกับพี่เจ๋อหลาน บ่าวถนัดงานปักผ้าและการนวดผ่อนคลายเจ้าค่ะ" ตงชิงกล่าวแนะนำตัว
"บ่าวชื่อป้านเซี่ย ปีนี้อายุสิบสี่ปีเจ้าค่ะ เดิมทีบ่าวมีหน้าที่กวาดลานเรือนด้านหน้า บ่าวถนัดเรื่องการสืบข่าวและรวบรวมข้อมูลเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินคำตอบของป้านเซี่ย ซูเหยาก็เริ่มสนใจขึ้นมาเล็กน้อย คิ้วเรียวงามของนางเลิกขึ้นเล็กน้อยขณะที่ถามว่า "รวบรวมข้อมูลงั้นรึ? เช่นเรื่องราวภายในเรือนชั้นในหรือภายนอกจวนอะไรทำนองนั้นน่ะหรือ?"
ป้านเซี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและกล่าวว่า "บ่าวเกิดและเติบโตในจวนนี้เจ้าค่ะ พ่อกับแม่ของบ่าวเป็นข้ารับใช้เก่าแก่ที่ท่านเป้ยเล่อพาออกมาจากวังหลวงตอนที่ท่านตั้งจวน พวกเขาทำงานอยู่ในจวนมาหลายปีแล้ว ตอนนี้พ่อของบ่าวเป็นพ่อบ้านดูแลเรือนด้านหน้า ส่วนแม่ของบ่าวเป็นกูกูดูแลห้องซักล้างในเรือนด้านหลัง พี่ชายทั้งสองของบ่าวก็ทำงานรับใช้ท่านเป้ยเล่อเช่นกันเจ้าค่ะ"
"บ่าวรู้จักคนในจวนเยอะ และถนัดเรื่องการสืบข่าวคราวในจวนเจ้าค่ะ"
ป้านเซี่ยมีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา มีลักยิ้มเล็กๆ สองข้างบนใบหน้ากลมๆ ดูน่าเอ็นดูและทำให้คนไว้ใจได้ง่าย
"ดีมาก ไว้ค่อยรอดูผลงานของเจ้าในภายหลังก็แล้วกัน" ซูเหยายิ้มและพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง "อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าสงสัยมากกว่าก็คือ เจ๋อหลานและคนอื่นๆ ล้วนถูกเลือกและส่งมาที่จวนโดยสำนักพระราชวังจากวังหลวง แต่เจ้าทำงานอยู่เรือนด้านหน้ามาตั้งแต่แรก แล้วเหตุใดเจ้าจึงสมัครใจมาอยู่ที่เรือนฉงฮวาของข้าล่ะ?"
"พระชายา โปรดอนุญาตให้บ่าวอธิบายด้วยเถิดเจ้าค่ะ" ป้านเซี่ยคุกเข่าลงกับพื้นดังตึบ "อีกสองปีบ่าวก็จะถึงวัยออกเรือนแล้ว เพื่อนสนิทของบ่าวที่แต่งงานออกไปก็ล้วนแต่มีชีวิตที่ไม่สู้ดีนัก บ่าวกลัวและไม่อยากแต่งงานเร็วขนาดนั้นเจ้าค่ะ"
"ตามกฎของจวน ข่าวรับใช้ที่เกิดในจวนและไม่มีเจ้านาย เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่กำหนด จะต้องถูกจับคู่ให้แต่งงานกับข้ารับใช้ในจวนอย่างเป็นระบบ พ่อกับแม่ของบ่าวรักและเอ็นดูบ่าวมาก จึงแนะนำให้บ่าวหาเจ้านายรับใช้ในเรือนด้านหลังเจ้าค่ะ"
"พ่อของบ่าวไปสืบดูจนรู้มาว่า พระชายามีอัธยาศัยดีและงดงามโดดเด่น ทั้งยังเป็นคนเดียวที่มีภูมิหลังเป็นชาวแมนจูในกองธงนอกจากพระชายาเอก บ่าวเดิมพันว่าท่านจะได้รับความโปรดปรานจากท่านเป้ยเล่อ และด้วยเหตุนี้ บ่าวในฐานะสาวใช้ก็พลอยได้รับผลพลอยได้ไปด้วย ความปรารถนาเดียวของบ่าวคือขอให้พระชายารั้งตัวบ่าวไว้รับใช้อีกสักหลายๆ ปี และไม่จับบ่าวแต่งงานเร็วเกินไปเจ้าค่ะ"
หลังจากป้านเซี่ยพูดจบ นางก็โขกศีรษะคำนับ ซูเหยาบอกให้นางลุกขึ้น "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ตราบใดที่เจ้าจงรักภักดีและรับใช้พระชายาผู้นี้อย่างซื่อสัตย์ ความปรารถนาของเจ้าก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน"
ป้านเซี่ยเป็นคนซื่อสัตย์ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความสามารถ ซูเหยาจึงรู้สึกชื่นชมนางเป็นอย่างมาก
คนสุดท้ายคือการแนะนำตัวของข้ารับใช้ชาย
"บ่าวชื่อหลิงหยุน ปีนี้อายุสิบสี่ปีพ่ะย่ะค่ะ เดิมทีบ่าวรับหน้าที่จิปาถะในกองเลี้ยงสุนัขและแมวของวังหลวง บ่าวถนัดเรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยงพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงของหลิงหยุนแผ่วลงในตอนท้าย เขารู้สึกละอายใจเพราะคิดว่าความสามารถของเขาคงไม่มีประโยชน์อะไรที่นี่
"เจ้ารู้วิธีดูแลสุนัขทุกสายพันธุ์เลยรึ?" ซูเหยาถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี นางรักลูกสุนัขมาก ตอนที่นางอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายในชนบทเมื่อชาติที่แล้ว พวกท่านก็เลี้ยงสุนัขไว้เสมอ
อย่างไรก็ตาม พวกมันล้วนเป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมือง ตอนตัวเล็กๆ ก็น่ารักดี แต่ข้อเสียคือพวกมันโตเร็วเกินไป
เมื่อนางตั้งหลักในจวนได้แล้ว นางอาจจะพิจารณาหาลูกสุนัขมาเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายเหงาสักตัว
เมื่อเห็นว่าเจ้านายดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หลิงหยุนก็พยักหน้าอย่างมีความสุข
ในฐานะข้ารับใช้ ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเจ้านายจึงจะได้รับความสำคัญ และเมื่อเจ้านายให้ความสำคัญเท่านั้น จึงจะสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีโอกาสออกจากจวนไปตามหาพี่สาวของเขาได้
เมื่อซูเหยาเข้าใจถึงความสามารถของทุกคนแล้ว นางก็เริ่มมอบหมายหน้าที่
เจ๋อหลานเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่ง อายุมากที่สุด และรับหน้าที่ดูแลเงินทอง เครื่องประดับ และเครื่องสำอางของนาง
ตงชิงเป็นสาวใช้ขั้นสอง รับหน้าที่ดูแลผ้าและวัสดุตัดเย็บเสื้อผ้า
ป้านเซี่ยเป็นสาวใช้ขั้นสาม รับหน้าที่ดูแลงานจิปาถะทั่วไป เช่น รูดม่าน ต้มน้ำ และทำความสะอาดห้อง
หลิงหยุนเป็นขันทีและมักจะไม่ได้คอยรับใช้อยู่ภายในห้อง เขาถูกมอบหมายให้ประจำอยู่ที่เรือนหน้าประตูเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เฝ้าประตู ส่งอาหาร และถ่ายทอดข้อความ
หลังจากแบ่งหน้าที่กันคร่าวๆ แล้ว ซูเหยาก็มอบถุงเงินส่วนตัวของนางให้เจ๋อหลานเก็บรักษาไว้ โดยสั่งให้นางหยิบทองคำแท่งหนึ่งก้อนออกมาเป็นรางวัลให้ตัวเอง และเงินก้อนอีกหนึ่งก้อนสำหรับอีกสามคนที่เหลือ
เมื่อได้รับรางวัล ทั้งสี่คนก็คุกเข่าลงขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าและของว่าง
วันนี้เป็นวันแรกที่ซูเหยาเข้ามาอยู่ในจวน และท่านเป้ยเล่ออาจจะมาหา
นางไม่ได้กินอะไรมากนักก่อนจะขึ้นเกี้ยวและเริ่มรู้สึกหิวแล้ว นางต้องกินดื่มให้อิ่มท้องเสียก่อนถึงจะพอมีแรงรับมือกับบอสใหญ่ได้
เลยเวลาอาหารเย็นมาแล้ว นางจึงให้หลิงหยุนไปที่ห้องครัวเพื่อเอาอาหารง่ายๆ มาให้
เมื่อคิดได้ว่านางเพิ่งเข้ามาอยู่ในจวนและไม่รู้ว่าคนในห้องครัวมีท่าทีอย่างไร
เพื่อความปลอดภัย นางจึงให้เจ๋อหลานมอบเงินก้อนและเศษเงินจำนวนหนึ่งให้หลิงหยุนติดตัวไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
หลิงหยุน เจ๋อหลาน และตงชิงถูกส่งมาที่จวนเป้ยเล่อพร้อมกันเมื่อครึ่งเดือนก่อน
ก่อนหน้านี้ เรือนฉงฮวาไม่มีเจ้านาย อาหารของพวกนางจึงไปรับมาจากอีกที่หนึ่งซึ่งรับผิดชอบเรื่องอาหารของข้ารับใช้
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิงหยุนมาที่ห้องครัวหลัก และเขาไม่รู้ว่าจะไปรับอาหารได้ที่ไหน
เขาบังเอิญเรียกขันทีหนุ่มคนหนึ่งไว้และถามว่า "สวัสดีท่านพี่ ไม่ทราบว่าอาหารของเจ้านายต้องไปรับที่ไหนหรือขอรับ?"
ฉางอันพิจารณาขันทีหนุ่มที่เรียกเขาไว้ เห็นว่าหน้าตาไม่คุ้นเคย และกำลังมารับอาหารให้เจ้านาย
หรือว่าจะเป็นคนของหนึ่งในสองพระชายาที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในจวนวันนี้?
เขาไม่รู้ว่าเป็นคนของพระชายาคนไหน จึงถามกลับว่า "เจ้าชื่ออะไร และมาจากเรือนไหนล่ะ?"
"ข้าชื่อหลิงหยุน ประจำอยู่ที่เรือนฉงฮวาของพระชายาหนิ่วฮู่ลู่ขอรับ" หลิงหยุนยิ้มแย้มแจ่มใส
เมื่อได้ยินว่าเขามาจากเรือนฉงฮวา ท่าทีของฉางอันก็กระตือรือร้นขึ้นมาก "เดี๋ยวข้าพาไป ถึงแม้จะเลยเวลาอาหารเย็นไปแล้วก็ตาม
แต่หัวหน้าพ่อครัวคิดว่าในเมื่อมีพระชายาสองคนเข้ามาอยู่ในจวนวันนี้ ห้องครัวก็ควรเตรียมส่วนของพวกนางไว้ด้วย"
ฉางอันนำทางคนเดินเข้าไปข้างใน หยุดอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ "รอข้าอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวข้าไปดูว่ามีอะไรทำเสร็จแล้วบ้าง"
ฉางอันไปหาเจ้านายของเขา หลี่หรงไห่ "ท่านอาจารย์ คนของพระชายาหนิ่วฮู่ลู่มารับอาหารขอรับ"
หลี่หรงไห่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารเช้าวันพรุ่งนี้ มือของเขาไม่หยุดทำงานขณะที่พูดว่า "อาหารเย็นที่เตรียมไว้สำหรับพระชายาทั้งสองคนเสร็จหมดแล้วและกำลังอุ่นอยู่บนเตา เอาไปให้เขาเถอะ แล้วก็ไปที่ห้องของหวานและห้องผลไม้ เลือกมาจัดใส่กล่องด้วยล่ะ"
ฉางอันรับคำและทำตามคำสั่ง เมื่อเห็นว่าหลิงหยุนถือกล่องข้าวสามชั้นมาแค่ใบเดียว ซึ่งไม่น่าจะพอ
เขาจึงหยิบกล่องข้าวอีกลอกจากชั้นวางในห้องครัวมาใส่อาหารที่เหลือ และพูดในที่สุดว่า "เดี๋ยวข้าช่วยยกกลับไปนะ ระยะทางจากห้องครัวไปเรือนฉงฮวาก็ไกลอยู่ เจ้าคนเดียวยกไปไม่หมดหรอก ถ้าเกิดหกเลอะเทอะขึ้นมา พวกเราก็ต้องทำใหม่อีก"
หลิงหยุนพูดอย่างดีใจว่า "ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนท่านพี่ด้วยนะขอรับ"
"ข้าชื่อฉางอัน เรียกชื่อข้าเฉยๆ ก็ได้ ต่อไปเราคงต้องได้ติดต่อกันอีกแน่นอน" ฉางอันพูดอย่างสุภาพ
พระชายาหนิ่วฮู่ลู่มีภูมิหลังครอบครัวที่ดี ว่ากันว่ายังอายุน้อยและงดงามมาก ต่อให้ท่านเป้ยเล่อจะไม่โปรดปราน แต่ก็คงไม่ทอดทิ้งนาง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการล่วงเกินนางให้มากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็มีผลประโยชน์แอบแฝงของตัวเองด้วยเช่นกัน
ซูเหยาล้างเครื่องสำอางออกและเปลี่ยนเป็นรองเท้าปักพื้นนิ่มที่สวมใส่สบาย
เมื่อเห็นหลิงหยุนเดินกลับมาพร้อมกับขันทีอีกคนที่ถืออาหารตามหลังมา ซูเหยาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "นี่ใครกันรึ?"
หลิงหยุนส่งกล่องข้าวทั้งสองใบให้เจ๋อหลานและตงชิงตามลำดับ
"ทูลพระชายา นี่คือฉางอันจากห้องครัวพ่ะย่ะค่ะ กล่องข้าวที่บ่าวถือไปใส่อาหารพวกนี้ไม่หมด ฉางอันจึงใช้กล่องข้าวของห้องครัวจัดใส่แล้วนำมาส่งให้พ่ะย่ะค่ะ"
ฉางอันโค้งคำนับ "บ่าวฉางอันถวายบังคมพระชายาหนิ่วฮู่ลู่ ขอพระชายาทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ"
ซูเหยาพูดอย่างอ่อนโยน "ลุกขึ้นเถอะ วันนี้ขอบใจเจ้ามากนะ"
ห้องครัวจัดการดูแลอาหารของเจ้านายทุกระดับและข้ารับใช้ทุกคนในจวน ดังนั้นการทำตัวสุภาพไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดี
นางชำเลืองมองอาหารที่วางเต็มโต๊ะกลมไปกว่าครึ่ง รู้สึกงุนงงเล็กน้อย "กับข้าวเยอะขนาดนี้เลยรึ?"
เลยเวลาอาหารเย็นมาแล้ว ทำไมยังมีกับข้าวเหลืออยู่อีกมากมายขนาดนี้ล่ะ?