- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 305 ก่อกวนหาเรื่อง
บทที่ 305 ก่อกวนหาเรื่อง
บทที่ 305 ก่อกวนหาเรื่อง
บทที่ 305 ก่อกวนหาเรื่อง
จี๋เสียงและหรูอี้ที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินข้อกล่าวหาที่รุนแรงถึงเพียงนั้น ก็รีบหยิบกระดาษและพู่กันออกมาจากแขนเสื้อทันที แล้วเริ่มจดบันทึกข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
เสียงปลายพู่กันตวัดลงบนเนื้อกระดาษดังสวบสาบอยู่ชั่วครู่
ท่านอ๋องตวนอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้บุตรสาว พลางกระซิบถามเสียงเบา
“ตำแหน่งของพระเชษฐาเป็นที่ต้องการขนาดนี้เลยรึ?”
“ตอนนี้ไม่เพียงแต่พวกกบฏราชวงศ์เก่าจะหมายปอง แม้แต่คนจากแคว้นซีเหลียงก็ยังอยากได้ด้วย?”
เย่ฉยงกระซิบตอบกลับเช่นกัน
“แน่นอนอยู่แล้วเพคะ ต้าโจวมีตัวนำโชคอย่างเราสองคนคอยค้ำจุนอยู่ ดวงชะตาและฮวงจุ้ยของแผ่นดินย่อมมิใช่แคว้นอื่นจะมาเทียบติด”
“คนกลุ่มนี้ต้องมองเห็นความไม่ธรรมดาของพวกเราเป็นแน่ รู้ว่าเราสองคนนั้นกระดูกเหล็กเนื้อทองแดง ไม่ยอมถูกใครซื้อตัวไปได้ง่ายๆ จึงได้วางแผนชั่วช้า คิดจะใช้แผนอ้อมค้อมเพื่อบรรลุเป้าหมาย”
“ชิงแผ่นดินของเสด็จลุง เพื่อบีบให้เราสองคนต้องยอมจำนนรับใช้พวกเขา มาเป็นแขนซ้ายแขนขวาให้พวกเขายังไงเล่าเพคะ”
ท่านอ๋องตวนพลันเข้าใจในบัดดล รู้สึกผิดต่อพระเชษฐาขึ้นมาทันที
“ไม่คิดเลยว่าท้ายที่สุดแล้ว จะเป็นเพราะข้าผู้นี้ยอดเยี่ยมเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนให้พระเชษฐา”
สองพ่อลูกดื่มด่ำอยู่กับการเยินยอกันและกัน โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าโทสะของกลุ่มคนจากแคว้นซีเหลียงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงมองดูตนเองที่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด แต่จาวหยางจวิ้นจู่ผู้นั้นก็รวบรวมข้อกล่าวหาให้เขาเป็นหางว่าวแล้ว แม้ในใจจะโกรธจนตัวสั่น แต่เขาก็ยังคงรักษาความสุขุมและความอ่อนโยนจอมปลอมเอาไว้ได้เล็กน้อย
“จาวหยางจวิ้นจู่ช่างมีวาทศิลป์เป็นเลิศ สมแล้วที่มีข่าวลือในเมืองหลวงว่าผู้ตรวจการสิบคนยังสู้จาวหยางจวิ้นจู่เพียงคนเดียวไม่ได้”
“ในเมื่อจวิ้นจู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน เช่นนั้นก็ควรจะทรงทราบด้วย”
“ผู้บัญชาการจินอีเว่ยที่พวกท่านเรียกขานกันนั้น แท้จริงแล้วคือองค์ชายหกแห่งซีเหลียงของเรา เรากับน้องหกเพียงแค่ทบทวนความหลังกันตามประสาพี่น้อง เป็นเรื่องภายในของซีเหลียงเรา จวิ้นจู่ไม่ถามไถ่เหตุผลก็ตัดสินความผิดทันที มิเป็นการลำเอียงไปหน่อยหรือ?”
“เรามาเยือนต้าโจวครั้งนี้ เดิมทีมาด้วยความจริงใจ มิได้มาเพื่อหาเรื่อง”
“หรือว่านี่คือวิถีการต้อนรับแขกของต้าโจวพวกท่าน?”
เย่ฉยงกวาดสายตามองสำรวจไท่จื่อแคว้นซีเหลียงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหันไปมองเผยเหยี่ยน
จากนั้นนางก็เลิกคิ้วขึ้น พลางถามกลับอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ท่านบอกว่าเขาเป็นองค์ชายหกแห่งซีเหลียงของท่าน แล้วเขาต้องเป็นตามนั้นเลยรึ? มีหลักฐานหรือไม่?”
“ข้ารู้ว่าผู้บัญชาการจินอีเว่ยแห่งต้าโจวของเรานั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพราะเขาเป็นถึงแขนซ้ายแขนขวาที่เสด็จลุงของข้าทรงคัดเลือกมากับมือ ความสามารถย่อมต้องเป็นหนึ่งในใต้หล้า”
“พวกท่านคิดจะลักพาตัวเขาไปรับใช้ที่ซีเหลียง พอเห็นว่าเขาไม่เล่นด้วย ก็เลยคิดแผนตู่ว่าเป็นญาติกันมั่วซั่ว เพื่อหาโอกาสลักพาตัวคนกลับไปแคว้นตนเอง”
“ใต้หล้านี้มีเหตุผลในการแย่งชิงคนหน้าด้านๆ เช่นนี้ด้วยรึ?”
“ถ้าพูดตามตรรกะของท่าน เช่นนั้นครั้งหน้าหากข้าไปที่แคว้นซีเหลียง แล้วเห็นว่ายอดฝีมือคนไหนโดดเด่น ข้าก็อ้างได้เลยสิว่าเขาเป็นบุตรชายที่พลัดพรากไปของพ่อข้า เป็นคนของต้าโจว?”
ท่านอ๋องตวนรีบแสดงท่าทีปฏิเสธทันควัน
“ลูกพ่อ พ่อมีเจ้าเป็นลูกสาวแค่คนเดียว ไม่มีลูกเต้าคนอื่นอยู่ข้างนอกจริงๆ นะ!”
เย่ฉยงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
“ข้าว่าไท่จื่อแคว้นซีเหลียงต่างหากที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเนบุตรชายที่พลัดพรากไปของเสด็จลุง”
ท่านอ๋องตวน: “!!!”
“พระเชษฐาเคยไปแอบไข่ทิ้งไว้ที่ซีเหลียงด้วยรึ?”
เย่ฉยง: “ใครจะไปรู้เล่าเพคะ ในวังหลังของเสด็จลุงมีสนมมากมายขนาดนั้น มีบุตรชายกี่คน พระองค์เองก็อาจจะจำได้ไม่หมดหรอก”
“เผื่อว่ามีบุตรชายคนไหนพลัดหลงไปถึงซีเหลียงโดยไม่ตั้งใจ นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้”
ท่านอ๋องตวนตกตะลึง: “พระเชษฐาชุ่ยขนาดนี้เลยรึ? บุตรชายตัวเองพลัดหลงไปถึงซีเหลียงยังไม่รู้ตัว?”
ผู้ตรวจการเหยียนที่นั่งอยู่ในรถม้า เมื่อได้ยินบทสนทนาอันเหลือเชื่อของสองพ่อลูก ก็ลองคำนวณระยะห่างระหว่างวังหลังของฝ่าบาทกับราชวงศ์ซีเหลียงดู แล้วจึงเปิดม่านรถโผล่ศีรษะออกมา กล่าวอย่างสงสัย
“มันจะพลัดหลงไปไกลเกินไปหน่อยหรือไม่ขอรับ”
เย่ฉยง: “เฒ่าเหยียน อย่าไปสนใจรายละเอียดปลีกย่อยพวกนั้น เรื่องสำคัญของพวกเราตอนนี้คือต้องป้องกันไม่ให้คนซีเหลียงมาแย่งชิงทรัพยากรบุคคลของต้าโจวไป!”
ผู้ตรวจการเหยียนรีบปิดปากเงียบ ปล่อยม่านรถลง แล้วหดกลับเข้าไปข้างในทันที ปล่อยให้สนามรบน้ำลายนี้เป็นของสองพ่อลูกตระกูลตวนต่อไป
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การส่งสองพ่อลูกตระกูลตวนออกไปก่อกวนหาเรื่อง คือวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดแล้ว
ท่านอ๋องตวนได้ฟังคำพูดของบุตรสาว ก็พลันระแวดระวังขึ้นมาทันที
“ซีเหลียงของพวกเจ้าไม่มีผู้บัญชาการจินอีเว่ยเป็นของตัวเองรึไง? ถึงต้องมาคอยจ้องจะงาบของแคว้นข้า?”
เย่ฉยงตบไหล่ของเผยเหยี่ยนเบาๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง
“ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ เห็นไหมว่าการโดดเด่นเกินไปก็เป็นภัย นี่ถึงกับมีคนต่างแคว้นมาตู่ว่าเป็นญาติแล้ว”
เผยเหยี่ยน: ...เขาก็เพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรกว่าตนเองมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติขนาดนี้
ถึงกับทำให้สองแคว้นต้องเปิดศึกน้ำลายแย่งชิงกันได้
กรามของไท่จื่อแคว้นซีเหลียงขบเข้าหากันจนเกิดเสียงดังกรอด
“เราพูดตอนไหนว่าจะแย่งผู้บัญชาการจินอีเว่ยของต้าโจว?”
“เผยต้าเหรินของพวกท่าน แต่เดิมก็คือองค์ชายหกแห่งซีเหลียงของเรา จะเรียกว่าแย่งได้อย่างไร!”
เย่ฉยง: “ท่านว่าเป็นก็เป็นรึ? ไหนล่ะหลักฐาน?”
ท่านอ๋องตวน: “ท่านจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าเขาเป็นคนซีเหลียง?”
หลานหลวงองค์น้อย: “ท่านจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าเขาเป็นลูกของพ่อท่าน?”
มู่ชิงฮวานมองคนทั้งสาม แล้วรู้สึกว่าตอนนี้หากนางไม่ร่วมผสมโรงด้วยสักประโยค คงจะดูไม่เข้าพวกเป็นแน่
นางจึงรีบถามเสริมตามไปทันที “แล้วท่านจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าท่านเป็นลูกของพ่อท่าน?”
ผู้ตรวจการเหยียนที่กำลังจะเปิดม่านออกมาช่วยพูดอีกแรง เมื่อได้ยินคำถามของมู่ชิงฮวาน เขาก็รีบชักมือกลับแล้วหดศีรษะลงไปอย่างเงียบเชียบทันที
สมแล้วที่เป็นคนจากเจียงหู วาจาช่างกล้าหาญสั่นสะเทือนฟ้าดินนัก
เย่ฉยงและคนอื่นๆ หันไปมองมู่ชิงฮวานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
มู่ชิงฮวานสบตากับทุกคนพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วพูดตะกุกตะกัก
“ข้า... ข้าพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ?”
นางก็แค่ถามตามตรรกะที่พวกเขานำร่องมา หรือว่านางจะตามน้ำผิดจังหวะ?
เย่ฉยงยกนิ้วโป้งให้นางด้วยความนับถือ
“สมกับเป็นพี่มู่ของข้า วาจาช่างเฉียบคมตรงประเด็นยิ่งนัก!”
ไท่จื่อแห่งซีเหลียงผู้สูงศักดิ์ ถูกกลุ่มคนไร้สติกลุ่มนี้ตั้งข้อสงสัยในชาติกำเนิดของตน ต่อให้อารมณ์ดีเพียงใด ตอนนี้เขาก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป
เขาเงยหน้าขึ้นกวาดตามองทุกคน น้ำเสียงเคร่งขรึมและกดดัน แต่ยังพยายามรักษามาดของผู้มีอำนาจเอาไว้ ทว่าสายตาที่จ้องมองจาวหยางจวิ้นจู่นั้นเย็นเยียบถึงขีดสุด
“จวิ้นจู่กล่าววาจาเหลวไหลไม่หยุดหย่อน เราเห็นว่าท่านเป็นสตรี ทั้งยังเป็นจวิ้นจู่แห่งต้าโจว จึงข่มใจอดทนให้หลายต่อหลายครั้ง”
“แต่พวกท่านกลับไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี อ้าปากก็สร้างข่าวลือใส่ร้าย แม้กระทั่งฐานะของเราก็ยังกล้านำมาล้อเล่นตามอำเภอใจ เราคือไท่จื่อที่ซีเหลียงแต่งตั้งขึ้นอย่างถูกต้อง มีหรือที่พวกท่านจะมาแต่งเรื่องวิจารณ์คาดเดามั่วซั่วได้? ช่างสามหาวนัก!”
“ต้าโจวของพวกท่านต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเช่นนี้รึ? ไม่ถามความจริง ไม่ใช้เหตุผล เอาแต่ก่อกวนหาเรื่อง อาศัยแค่ปากพล่อยๆ ป้ายสีดูหมิ่นเกียรติภูมิของชาติอื่น?”
“เราระลึกเสมอว่าต้าโจวคือมิตรประเทศ จึงได้ยอมอ่อนข้อให้ทุกอย่าง”
“แต่หากพวกท่านยังคงระรานเช่นนี้ต่อไป ไม่เห็นหัวทูตแห่งซีเหลียงอยู่ในสายตา เช่นนั้นเรื่องในวันนี้ก็มิใช่เพียงการกระทบกระทั่งกันด้วยวาจาอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ!”
“หวังว่าพวกท่านจะระวังคำพูด อย่าได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดินเพียงเพราะความคึกคะนอง และอย่าทำให้ราชวงศ์ต้าโจวต้องมัวหมองเพราะการกระทำของพวกท่านเอง”
เย่ฉยงขมวดคิ้วแน่น นางโกรธยิ่งกว่าเขาเสียอีก น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวและไม่เป็นมิตรอย่างที่สุด
“มิใช่ไท่จื่อซีเหลียงอย่างท่านหรอกรึที่เป็นฝ่ายสร้างข่าวลือขึ้นมาก่อน?”
“นำคนมากมายมาดักซุ่มขวางทางผู้บัญชาการจินอีเว่ยของต้าโจว ดึงดันจะตู่เขาเป็นน้องให้ได้ พอเขาไม่เล่นด้วยก็คิดจะใช้กำลังบังคับ ชักดาบหมายจะเอาชีวิต คิดจะทำลายคนเพื่อตัดแขนตัดขาเสด็จลุงของข้า!”
“โชคดีที่ข้าอยู่ที่นี่ด้วย มิฉะนั้นท่านเอะอะก็จะฆ่าจะแกง ใครจะไปรู้ว่าเป้าหมายต่อไปที่ท่านจะสั่งฆ่าคือใคร?”
“ท่านต่างหากที่ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ บุกรุกเข้ามาในดินแดนต้าโจวแล้วคิดจะสังหารคนตามอำเภอใจ แถมเป้าหมายยังเป็นถึงขุนนางระดับสูงของราชสำนัก!”
“ข้าขอถามไท่จื่อซีเหลียงกลับบ้างว่า เกียรติภูมิแห่งราชวงศ์ซีเหลียงของท่านนั้นซุกเอาไว้ที่ใดกันแน่!”