- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 306 สองพ่อลูกวิ่งหนีกลับเมืองหลวง
บทที่ 306 สองพ่อลูกวิ่งหนีกลับเมืองหลวง
บทที่ 306 สองพ่อลูกวิ่งหนีกลับเมืองหลวง
บทที่ 306 สองพ่อลูกวิ่งหนีกลับเมืองหลวง
ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงเพิ่งเคยพบเจอสตรีฝีปากกล้าร้ายกาจเช่นนี้เป็นครั้งแรก สมคำเล่าลือที่ว่า ต่อให้ผู้ตรวจการสิบคนมาล้อม ก็อาจจะโต้เถียงเอาชนะจาวหยางจวิ้นจู่ผู้นี้ไม่ได้
เขากดโทสะในใจลง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็กลับคืนสู่ความสง่างามตามแบบฉบับไท่จื่อแห่งแคว้น
“จวิ้นจู่ช่างมีวาทศิลป์เป็นเลิศ วันนี้เราได้ประจักษ์แล้ว”
“การโต้เถียงด้วยวาจาต่อไปก็ไร้ความหมาย มีแต่จะทำลายเกียรติภูมิของสองประเทศโดยเปล่าประโยชน์”
“เราคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น ไม่ปรารถนาจะต่อความยาวสาวความยืดกับท่านที่นี่อีก”
“แต่หวังว่าทุกท่านจะอย่าได้ลืมว่า ซีเหลียงมีทหารม้าเหล็กสิบหมื่นคอยพิทักษ์ชายแดน”
“เราไม่ปรารถนาจะฟังพวกท่านก่อกวนหาเรื่องที่นี่อีก หากยังมีผู้ใดเจตนายุยงปลุกปั่น บิดเบือนผิดถูก ก็อย่าหาว่าเราไม่เกรงใจ!”
เย่ฉยงเบิกตากว้าง น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตกใจ
“ท่าน... ท่านเพื่อที่จะแย่งชิงตัวเผยต้าเหริน ถึงกับระดมทหารม้าเหล็กสิบหมื่นมาเชียวรึ?”
นางกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง แล้วหันไปมองบิดาของตน
“ท่านพ่อ ทหารม้าเหล็กสิบหมื่นนะ! แก๊งขวานของเรา... จะสู้ไหวหรือไม่?”
ท่านอ๋องตวนขมวดคิ้วแน่น ประเมินสถานการณ์อย่างจริงจัง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างตรงไปตรงมา
“น่าจะไม่ไหว”
เย่ฉยงได้ยินว่าสู้ไม่ชนะ ก็รีบดึงบิดาของตนวิ่งหนีมุ่งหน้าไปทางเมืองหลวงทันที
“สู้ไม่ชนะแล้วจะยังยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบหนีสิ!”
ท่านอ๋องตวนยังไม่ทันเข้าใจว่าเหตุใดต้องหนี แต่ร่างกายกลับขยับวิ่งตามบุตรสาวไปตามสัญชาตญาณเสียแล้ว
คนหนึ่งขี่ลา อีกคนขี่ม้า กลับลำวิ่งหนีอย่างร้อนรน ตลอดทางเต็มไปด้วยความโกลาหล ในปากยังตะโกนสลับกันไปมาไม่หยุด
“น่ากลัวเกินไปแล้ว น่ากลัวเกินไปแล้ว! คนซีเหลียงฆ่าคนกลางวันแสกๆ!”
“เกินไปแล้ว เกินไปแล้ว! พวกเขาคิดจะตัดแขนซ้ายแขนขวาของฝ่าบาท!”
“กลางวันแสกๆ คิดจะลักพาตัวผู้บัญชาการจินอีเว่ยแห่งต้าโจวของเรา!”
“พวกเขานำทหารม้าเหล็กสิบหมื่นบุกเข้าเมืองหลวง นี่กะจะปล้นชิงผู้มีความสามารถของต้าโจวเราไปให้สิ้นซาก!”
“รีบหนีเร็ว รีบหนีเร็ว! ไม่หนีตอนนี้ จะถูกทหารม้าเหล็กสิบหมื่นของพวกซีเหลียงเหยียบจนแบนแล้ว!”
กลุ่มคนจากแก๊งขวานที่อยู่ด้านหลัง เห็นหัวหน้าที่จู่ๆ ก็เผ่นแน่บไป มีหรือจะกล้าอยู่ต่อ พลันเกิดความโกลาหลขนานใหญ่ กลุ่มคนจำนวนมากพากันวิ่งหนีมุ่งหน้าไปทางเมืองหลวง
ทิ้งไว้เพียงไท่จื่อแคว้นซีเหลียงและองครักษ์จำนวนหนึ่งที่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ มองหน้ากันไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่นาน
ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเจอใครที่รับมือยากและทำตัวนอกกรอบขนาดนี้มาก่อน
ไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าก้าวต่อไปนางจะมาไม้ไหน
ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงได้ยินสิ่งที่สองพ่อลูกตะโกนปาวๆ สมองก็พลันตื่นตัวขึ้นทันที สีหน้าเขียวคล้ำสลับขาว หากปล่อยให้พวกเขาตะโกนพล่อยๆ ต่อไปเช่นนี้ อย่าว่าแต่เรื่องเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นจะสำเร็จหรือไม่เลย แค่เรื่องนี้แพร่กลับไปถึงซีเหลียง ชื่อเสียงของไท่จื่อผู้สูงศักดิ์อย่างเขาก็คงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
หากบรรดาน้องชายของเขารู้เข้า ยังไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปขยายความจนเสียงานเสียการเพียงใด
เขาจึงรีบสั่งการเสียงดังลั่นทันที
“ขวางพวกเขาไว้ อย่าให้พวกเขาตะโกนมั่วซั่ว!”
สิ้นคำสั่งเพียงคำเดียว องครักษ์ซีเหลียงก็รีบควบม้าสะบัดแส้ ไล่ตามไปในทันที
เพียงชั่วอึดใจ สถานการณ์ก็วุ่นวายจนถึงขีดสุด
ฝ่ายต้าโจว ท่านอ๋องอุ้มหลานหลวงองค์น้อยขี่ม้า จวิ้นจู่ขี่ลา ตามด้วยกลุ่มคนจำนวนมาก วิ่งหนีเข้าเมืองหลวงอย่างไม่คิดชีวิต
ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงนำองครักษ์ไล่ตามมาติดๆ อยู่เบื้องหลัง เสียงกีบม้าที่เร่งรีบดูคุกคามน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ตลอดทางที่ผ่านไป ชาวบ้านริมถนนได้ยินเสียงตะโกนโหยหวนของจวิ้นจู่และท่านอ๋องมาก่อน พอเงยหน้าขึ้นเห็นกลุ่มคนจำนวนมากไล่ล่ากัน ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พากันปิดประตูหน้าต่าง หลบเข้าบ้านกันอย่างจลาจล
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วในพริบตา ทั้งยังถูกบิดเบือนไปจนเกินจริง สุดท้ายกลายเป็นว่า...
คนซีเหลียงบุกมาแล้ว!
คนซีเหลียงจะมากวาดต้อนผู้ชายในต้าโจวไปแล้ว!
ข่าวลือปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ทำให้ชาวบ้านตลอดทางตื่นตระหนกกันไปทั่ว
ตั้งแต่ผู้เฒ่าอายุเจ็ดแปดสิบปีที่ต้องใช้ไม้เท้า ไปจนถึงเด็กเล็กอายุสองสามขวบ แม้กระทั่งทารกชายในผ้าอ้อม ต่างถูกคนในบ้านปกป้องไว้อย่างแน่นหนา ไม่กล้าแม้แต่จะให้โผล่หน้าออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน
เพียงชั่วครู่ บนถนนก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน แม้แต่เงาของผู้ชายก็หาไม่เจอ
สองพ่อลูกที่ไม่รู้เลยว่าความสามารถในการสร้างข่าวลือของตนนั้นร้ายกาจเพียงใด ในที่สุดก็มาถึงประตูเมืองหลวง
ทั้งคู่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ "คู่หูตัวป่วน" แห่งเมืองหลวง ตั้งแต่ในวังไปจนถึงตลาด ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา
ทหารรักษาการณ์ประตูเมืองเห็นท่านอ๋องตวนและบุตรสาววิ่งหนีมาอย่างตื่นตระหนกแต่ไกล ก็ไม่กล้าชักช้า รีบเปิดประตูเมืองต้อนรับทันที
ทว่าพอจะอ้าปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องตกใจจนตัวแข็งทื่อกับคำพูดที่ทั้งสองตะโกนออกมา
อะไรนะ!!
คนซีเหลียงนำทหารม้าเหล็กสิบหมื่นมาเพื่อชิงตัวเผยต้าเหรินแห่งจินอีเว่ยงั้นรึ?
ทำไมกันล่ะ?
เหล่าทหารเต็มไปด้วยความงุนงง แต่เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของท่านอ๋องและจวิ้นจู่ ก็ไม่กล้าซักไซ้รายละเอียด รีบปล่อยให้ทั้งสองผ่านเข้าไป
เย่ฉยงนึกขึ้นได้ว่าประเดี๋ยวคนของแก๊งขวานจะตามมา จึงรีบกำชับ
“ข้ามีธุระด่วน เดี๋ยวพอลูกน้องแก๊งขวานของข้ามาถึง พวกเจ้าตรวจสอบให้ชัดเจนแล้วส่งทหารคนหนึ่งนำทางพวกเขาไปพักที่กรมตรวจการเมืองหลวงได้เลย”
พูดจบ นางก็หยิบเงินหลายตำลึงออกมาจากอกเสื้อ ยัดใส่มือหัวหน้าทหารคนนั้น สั่งให้แบ่งกับลูกน้อง จากนั้นก็ดึงบิดาของตนควบมุ่งตรงไปยังพระราชวังทันที
ในขณะเดียวกัน ภายในพระราชวัง ณ อุทยานหลวง
ลมอุ่นพัดผ่านบุปผาที่กำลังเบ่งบาน บรรยากาศเงียบสงบและรื่นรมย์
ฮ่องเต้ประทับนั่งในตำแหน่งประธาน ฮองเฮาประทับข้างกาย เหล่านางสนมต่างนั่งประจำที่ของตน
ณ มุมหนึ่งที่รายล้อมด้วยมวลไม้ นักดีดฉินสาวที่คณะทูตแคว้นหวนหลีนำมาเป็นพิเศษกำลังคุกเข่าบนเบาะผ้าไหม นิ้วเรียวบางค่อยๆ บรรเลงสายฉิน
หญิงสาวนางนั้นงดงามยิ่งนัก คิ้วตาอ่อนหวานราวกับภาพวาดในม่านหมอก ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ชุดผ้าโปร่งสีเขียวอ่อนขับเน้นเรือนร่างอรชร เสียงฉินใสสะอ้าน ทุ้มกังวานหวานซึ้งประหนึ่งสายน้ำไหลผ่านโขดหิน ผสานไปกับเสียงกระซิบใต้แสงจันทร์ ฟังแล้วชวนให้หัวใจเคลิบเคลิ้มอ่อนระทวย
ฮ่องเต้ทรงเอนพระวรกายบนแท่นบรรทม พระเนตรหรี่ปรือ ปลายนิ้วเคาะจังหวะเบาๆ ทั้งพระวรกายจมดิ่งไปกับท่วงทำนอง ราวกับต้องมนตร์เสน่ห์ รอยแย้มพระสรวลดูอ่อนโยนลงกว่าปกติหลายส่วน
ฮองเฮาที่ประทับอยู่ด้านข้าง ทอดพระเนตรเห็นท่าทีของฮ่องเต้ แม้ใบหน้าจะยังคงประดับรอยยิ้มที่สง่างาม แต่แววตากลับเคร่งขรึมลง สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
ฝ่าบาทผู้นี้ดีทุกอย่าง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือทรงโปรดปรานสตรีงาม แม้จะเป็นพระเชษฐาที่ประสูติจากพระมารดาองค์เดียวกับท่านอ๋องตวน แต่เรื่องความเจ้าชู้นี้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หากท่านอ๋องตวนอยู่ ฮ่องเต้คงจะทรงเกรงใจอยู่บ้าง เพราะสองพ่อลูกนั่นหากไม่พอใจอะไรขึ้นมาก็พร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อ
แต่ยามนี้เมื่อท่านอ๋องตวนไม่อยู่ ฝ่าบาทก็ดูจะไร้ซึ่งความเกรงใจใดๆ
หากวันนี้ทรงพึงพอใจนักดีดฉินต่างแคว้นผู้นี้ที่ทั้งรูปโฉมและความสามารถโดดเด่น แล้วดึงดันจะรับเข้าวังหลังให้ได้ ในอนาคตวังหลังคงยากจะสงบสุข
อีกทั้งคนจากแคว้นหวนหลีที่ถวายสตรีงามในเวลานี้ เจตนาย่อมชัดแจ้งว่าหวังผลเรื่องบุปผาอัศจรรย์ของจวิ้นจู่เป็นแน่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฮองเฮาก็ทรงนั่งไม่ติดเก้าอี้
เหล่านางสนมโดยรอบยิ่งมีสีหน้าปั้นยาก อยากจะให้ใครสักคนมาขัดจังหวะเสียงฉินยั่วยวนนี้เสียเหลือเกิน
ทว่าฮ่องเต้กำลังทรงเพลิดเพลินถึงขีดสุด ใครเล่าจะกล้าเอ่ยปาก
ทุกคนต่างลอบส่งสายตาให้ฮองเฮา หวังให้นางออกหน้าหยุดยั้งเรื่องนี้
แต่น่าเสียดาย ในใจฮองเฮามีเพียงความจนใจ
หากขัดจังหวะตอนนี้ ย่อมเป็นการเสียเกียรติภูมิฮองเฮาแห่งแคว้น ให้คนแคว้นหวนหลีเอาไปหัวเราะเยาะได้ อีกทั้งจะทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย และถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้หึงหวง
ฮ่องเต้ที่ปราศจากท่านอ๋องตวนคอยขวางคอ เมื่อฟังจนอินไปกับอารมณ์ ก็พลันเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสเสียงดังกับนักดีดฉินที่กำลังบรรเลงอยู่
“เงยหน้าขึ้น ให้เราได้มองชัดๆ หน่อย”