- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 302 จินตนาการล้ำเลิศขององค์หญิงสี่
บทที่ 302 จินตนาการล้ำเลิศขององค์หญิงสี่
บทที่ 302 จินตนาการล้ำเลิศขององค์หญิงสี่
บทที่ 302 จินตนาการล้ำเลิศขององค์หญิงสี่
เมื่อคิดแผนการหลีกเลี่ยงการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมผุดขึ้นในหัว มีหรือที่องค์หญิงสี่จะสนว่าเซี่ยไหวโจวจะเต็มใจรับตำแหน่งพระสวามีหรือไม่
นางสะบัดมือของเซี่ยไหวโจวออก พลางเท้าสะเอวจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“เจ้าไม่อยากเป็นพระสวามีของข้าหรือ? หรือว่าเจ้าอยากจะแต่งกับนังเด็กน่ารังเกียจหลิงซีนั่นจริงๆ?”
“ข้าจะเตือนเจ้าไว้ หากเจ้ากล้าแต่งงานกับหลิงซี ก็เท่ากับว่าเจ้าทรยศข้าและเย่ฉยง หลังจากนี้หากพวกเราเจอหน้าเจ้าเมื่อไหร่ จะรุมทุบตีเจ้าให้ยับเมื่อนั้น!”
“แต่ถ้าเจ้ามาเป็นพระสวามีของข้า เรื่องราวมันจะต่างออกไปนะ หากเจ้าเป็นพระสวามี พวกเราสามคนก็ยังเป็นสหายรักกันเหมือนเดิม”
“หลังจากนี้พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้าไม่ต้องถ่อไปหาเจ้าที่จวนทุกวันเพื่อชวนเล่นอีก ข้าจะย้ายไปอยู่บ้านเจ้าเลย!”
“เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลว่าหากไม่มีรับสั่งจากเสด็จพ่อแล้วจะเข้าวังมาหาพวกข้าไม่ได้”
องค์หญิงสี่ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นในจินตนาการของตนเอง
“แล้วก็ๆ หลังจากเราสองคนหมั้นหมายกันแล้ว ยังสามารถไปขอเงินค่าขนมจากเสด็จแม่และท่านลุงด้วยกันได้อีก แบบนี้ส่วนแบ่งของข้าก็จะเพิ่มจากเดิมหนึ่งส่วน กลายเป็นสองส่วนทันที!”
เซี่ยไหวโจวถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าวด้วยความหวาดผวา
“ไม่เอา เจ้าเลิกเพ้อเจ้อไปได้เลย”
ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบชี้ไปที่บุตรชายของอิงกั๋วกงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“นั่นไง ยังมีตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่อีกคน เจ้าไปหาเขาให้มาเป็นพระสวามีสิ”
ยังไม่ทันที่บุตรชายอิงกั๋วกงจะโบกมือปฏิเสธ องค์หญิงสี่ก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยสีหน้าขยะแขยง
“ไม่ได้เด็ดขาด พ่อของเขาไปล่วงเกินเย่ฉยงกับท่านอาตวนอ๋องไว้ หากข้าแต่งงานกับเขาไป ในอนาคตมิต้องถูกลากไปประหารเก้าชั่วโคตรพร้อมกันหรอกหรือ?”
บุตรชายอิงกั๋วกง: “...”
ช่างเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของบิดาที่ทำให้ตนรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ หรือควรจะทอดถอนใจที่ได้รับผลกระทบจากบิดาจนถูกผู้คนรังเกียจ และยังคงเป็นเพียงสมาชิกนอกสารบบของกรมตรวจการเมืองหลวงต่อไป
เซี่ยไหวโจวเห็นองค์หญิงสี่จ้องมองมาที่ตนเขม็ง ก็รู้สึกว่าชีวิตน้อยๆ ของตนคงถึงคราวจบสิ้นแล้ว
เขาแค่ลองจินตนาการภาพตัวเองในชุดพระสวามี แผ่นหลังก็เย็นวาบขึ้นมาทันที
ถูกคนรุมทำร้ายน่ะยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก
เขาได้ยินบิดาบ่นที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ว่าฝ่าบาททรงมองเขาไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย ทรงรู้สึกว่าที่องค์หญิงสี่และจาวหยางจวิ้นจู่ก่อเรื่องเก่งจนปวดหัวขนาดนี้ ก็เพราะถูกคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาชักนำไปในทางที่ผิด
ทว่าฮ่องเต้ไม่สามารถหาเรื่องระบายอารมณ์กับเขาได้บ่อยๆ จึงมักจะไปลงบัญชีแค้นกับบิดาของเขาแทน
เมื่อก่อนเขายังรู้สึกสมน้ำหน้าบิดาอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ หากได้เป็นพระสวามีจริงๆ มิต่างอะไรกับการเดินเข้าปากเสือหรอกหรือ?
ฝ่าบาทอยากจะเรียกพบเมื่อใดก็เรียก อยากจะตำหนิเมื่อใดก็ตำหนิได้ตามใจชอบ
ในอนาคตหากยัยเด็กแสบสองคนนั้นไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ฝ่าบาทก็คงจะลงบัญชีกับคนน่าสงสารอย่างเขา และหาเรื่องระบายอารมณ์กับเขาเป็นแน่
เบื้องบนมีฮ่องเต้คอยจับตาดู ด้านข้างมีไทเฮาคอยกดดัน ยังมีซูเฟยเหนียงเหนียง และท่านอ๋องตวนผลัดกันมาซักไซ้ไล่เลียง
แค่ภูเขาลูกเดียวก็หนักหนาพอแล้ว นี่ยกมาทีเดียวสี่ห้าลูก!
เซี่ยไหวโจวยิ่งคิดก็ยิ่งหนังศีรษะชาวาบ ในสมองรีบเฟ้นหาทางออกอย่างรวดเร็ว
เมื่อนึกถึงนิสัยไม่ยอมเสียเปรียบของจาวหยางจวิ้นจู่ ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ
“ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงนั่นมิใช่เดินทางมาเพื่อจาวหยางจวิ้นจู่หรอกหรือ?”
“จวนตวนอ๋องมีจาวหยางจวิ้นจู่เป็นแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียว หากท่านอ๋องตวนรู้เข้าต้องอาละวาดหนักแน่ ทั้งไทเฮาและฝ่าบาทก็ย่อมไม่ทรงเห็นชอบกับการเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้”
องค์หญิงสี่ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งกังวล
“หากเย่ฉยงไม่ต้องแต่งเชื่อมสัมพันธ์ เช่นนั้นข้าก็ต้องเป็นฝ่ายไปแทนล่ะสิ?”
เพราะในแผ่นดินต้าโจวแห่งนี้ ก็มีเพียงนางกับเย่ฉยงเท่านั้นที่โดดเด่นและยอดเยี่ยมที่สุด
เซี่ยไหวโจวชี้ไปยังฝูงชนที่จอแจอยู่ด้านนอก
“เจ้าดูคนพวกนั้นสิ มีใครบ้างที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘บุปผาอัศจรรย์ยืดอายุขัย’ ที่จวิ้นจู่เป็นคนปลูก”
“ไท่จื่อแคว้นซีเหลียงนั่นป่าวประกาศว่าจะขอแต่งงานกับจวิ้นจู่ จะมีเจตนาดีได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือบุปผาอัศจรรย์นั่นต่างหาก”
“คนแคว้นซีเหลียงพวกนี้คงคิดว่า แทนที่จะต้องมาประมูลดอกไม้กลับไปทีละดอก สู้ชิงตัวคนปลูกบุปผาอัศจรรย์กลับไปเป็นของตัวเองเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
“ถึงตอนนั้นเขาก็จะขังจวิ้นจู่ไว้ในเรือนกระจก บังคับให้นางถือจอบปลูกดอกไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะปลูกดอกไม้ที่ยืดอายุขัยได้ออกมาให้พวกมัน!”
“คนหน้าไม่อายพวกนี้ ช่างวางแผนการได้ชั่วร้ายเสียจริง!”
พูดถึงตรงนี้ เซี่ยไหวโจวก็นึกถึงวาจาอันร้ายกาจของจาวหยางจวิ้นจู่ เขาจึงกล่าวเสริมด้วยความรู้สึกสะใจเล็กๆ
“หากจาวหยางจวิ้นจู่กลับมาถึงเมืองหลวงแล้วรู้ว่าไท่จื่อแคว้นซีเหลียงคิดจะขอแต่งงานกับตน ข้าเดาว่าจวิ้นจู่กับท่านอ๋องต้องบุกไปถล่มถึงที่พักแน่”
องค์หญิงสี่พอได้ยินดังนั้น ในหัวก็จินตนาการภาพตามไปไกลโดยอัตโนมัติ
ภาพน้องสาวที่น่าสงสารของนางต้องแต่งงานไปยังแคว้นซีเหลียงที่ห่างไกลนับพันลี้เพียงลำพัง คนแคว้นซีเหลียงใจโฉดพวกนั้นเห็นว่านางตัวคนเดียวไม่มีใครคุ้มครอง ก็กักขังนางไว้ในเรือนกระจกอย่างโหดเหี้ยม
จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็ถือแส้หนังยืนคุมอยู่ข้างหลังเย่ฉยง บังคับให้นางถือจอบพรวนดินอย่างเหนื่อยยาก ทำงานงกๆ ทั้งวันทั้งคืน หากปลูกไม่เสร็จก็ไม่ให้กินข้าว!
เพียงแค่คิดเท่านี้ องค์หญิงสี่ก็รู้สึกว่าไฟโทสะลุกโชนขึ้นมาในอก
นางถกแขนเสื้อขึ้น แก้มป่องด้วยความโกรธ เท้าสะเอวด่าลั่น
“เจ้าพวกชาติสุนัข! กล้าดีอย่างไรจะมาขังน้องสาวของข้าไว้ในเรือนกระจก แล้วยังจะเอาแส้มาบังคับให้นางปลูกดอกไม้ถางหญ้าอีก ช่างไม่เจียมกะลาหัวเสียจริง!”
นางยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น หันหลังกลับเตรียมจะวิ่งไปทางพระราชวังอีกครั้ง ฝีเท้าเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
“ไม่ได้การ! ข้าต้องไปทูลเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้ ว่าคนแคว้นซีเหลียงพวกนั้นเอาแส้เฆี่ยนเย่ฉยง แถมยังไม่ให้นางกินข้าวอีก ต้องรีบขับไล่เจ้าพวกสารเลวพวกนี้ออกจากเมืองหลวงทันที ดูสิว่าใครหน้าไหนยังจะกล้ามาหมายปองน้องสาวของข้าอีก!”
เซี่ยไหวโจว: “???”
เดี๋ยวก่อน! เมื่อครู่เขาพูดสักคำหรือยังว่าจาวหยางจวิ้นจู่ถูกเอาแส้เฆี่ยน?
เพราะเกรงว่าภาพลักษณ์ของตนในสายพระเนตรของฝ่าบาทจะยิ่งดิ่งลงเหว เขาจึงรีบคว้าตัวองค์หญิงสี่ไว้อีกรอบ
“เจ้ากลับมาก่อน! จาวหยางจวิ้นจู่ไม่มีทางถูกส่งไปแต่งงานที่ซีเหลียงหรอก อีกอย่าง ด้วยนิสัยอย่างจวิ้นจู่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะมีใครรังแกนางได้?”
นางไม่ไปสร้างความฉิบหายให้คนอื่นก็ถือเป็นบุญหนักหนาแล้ว
หากจาวหยางจวิ้นจู่ถูกส่งไปแต่งงานที่ซีเหลียงจริงๆ เขาชักจะสงสัยเสียแล้วว่าราชวงศ์ซีเหลียงนั่นแหละที่จะต้องถูกนางปั่นป่วนจนบ้านแตกสาแหรกขาด อย่าว่าแต่จะยืดอายุขัยเลย แค่จะอยู่ให้สิ้นอายุขัยตามปกติก็ยังยาก!