- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 156 น้องระบบกล้าไล่ตาม โฮสต์จะเคียงข้างเสมอ
บทที่ 156 น้องระบบกล้าไล่ตาม โฮสต์จะเคียงข้างเสมอ
บทที่ 156 น้องระบบกล้าไล่ตาม โฮสต์จะเคียงข้างเสมอ
บทที่ 156 น้องระบบกล้าไล่ตาม โฮสต์จะเคียงข้างเสมอ
แม้ระบบจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ก็มิอาจต้านทานคำยุยงของโฮสต์ที่ว่า ‘ถึงเวลาพิสูจน์ตนเอง’ ได้
ความเป็นจูนิเบียวในตัวระบบพลันเดือดพล่านขึ้นมา มันสลัดความรู้สึกไม่ชอบมาพากลนั้นทิ้งไปจากหัวจนหมดสิ้น
กีบเท้าทั้งสี่ขุดพื้นดิน คอยืดตรง เหวี่ยงหางอย่างองอาจผ่าเผย มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเบื้องหน้า
เย่ฉยงโบกมือไปทางระบบ ตะโกนก้องในใจอย่างสุดเสียง
‘น้องระบบกล้าไล่ตาม โฮสต์จะเคียงข้างเสมอ ซัดมันให้เรียบอย่าได้ถอย!’
ระบบได้ยินคำขวัญปลุกใจของโฮสต์ ฝีเท้าที่มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมก็ยิ่งหนักแน่นมั่นคงขึ้น
ตวนอ๋องมองราตี้ที่ทำท่าเหมือนคนบ้า เชิดหน้าวิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยม ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“มันจะไปทำอะไร? หรือว่าลาอย่างมันจะไปพักที่โรงเตี๊ยมด้วย?”
เย่ฉยง: “ท่านพ่อ ท่านไม่เข้าใจหรอก ราตี้มันจะไปครองยุทธภพ”
ตวนอ๋อง: “.....”
เขาบอกแล้วว่านี่มันลาบ้า
“ลูกพ่อ อีกสองสามวันพ่อจะให้เสด็จลุงส่งม้าเหงื่อโลหิตมาให้เจ้าสักตัว ลาตัวนี้อย่าขี่มันเลย”
เย่ฉยง: “ท่านพ่อ อย่าให้ราตี้ได้ยินคำพูดนี้นะเจ้าคะ มิเช่นนั้นคืนนี้มันจะไปปัสสาวะรดที่นอนท่าน”
ตวนอ๋องเบิกตากว้าง “เช่นนั้นที่พ่อบ้านหวังพูดก็ถูกน่ะสิ เมื่อคืนในห้องของเขาไม่รู้ถูกใครแอบเข้าไปปัสสาวะใส่ ตื่นเช้ามาเหม็นแทบขาดใจ”
“หรือว่าจะเป็นฝีมือชั่วร้ายของราตี้?”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลาตัวนั้นฟังภาษามนุษย์ออก ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้นถึงเพียงนี้ เขาก็รีบย้อนคิดทบทวนทันทีว่าช่วงนี้ตนเองไปล่วงเกินอะไรมันไว้บ้างหรือไม่
แย่ล่ะสิ เมื่อครู่เขาเพิ่งด่าราตี้มาตลอดทาง ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าลาตัวนั้นจะร้อง ‘อ๋องๆๆ’ แล้วกระโดดโลดเต้นใส่เขา ที่แท้มันกำลังด่าตอบนี่เอง
เย่ฉยงมองสีหน้าเหมือนกลืนยาขมของบิดา ก็พอจะเดาได้ว่าระหว่างทางคนกับลาคู่นี้คงมีเรื่องมีราวกันมาไม่น้อย
โดยเฉพาะบิดาของนาง ที่อาศัยว่าราตี้พูดภาษามนุษย์ไม่ได้ คงจะด่ามันอย่างเมามัน
เย่ฉยงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรัก โลภ โกรธ หลงระหว่างคนกับลา ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหนนางก็ไม่อยากล่วงเกินทั้งนั้น
ระบบที่ถูกคนทั้งสองกล่าวถึง ตอนนี้ได้เชิดหน้าเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมอย่างองอาจผ่าเผยแล้ว มันมองเสี่ยวเอ้อที่กำลังสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยแววตาดูแคลน ลาผู้คิดว่าตนเองมีบารมีแผ่กว้างหนึ่งเมตรแปดสิบกำลังจะก้าวกีบเท้าเข้าไป
ผลคือเสี่ยวเอ้อที่ได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้นทันที เมื่อเห็นว่ากลางดึกกลางดื่นมีลาตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในร้าน แถมยังจ้องตนเองตาไม่กะพริบ เสี่ยวเอ้อถึงกับขนหัวลุก
เขารีบกระโดดออกจากเก้าอี้ คว้าไม้กวาดใกล้มือแล้วไล่ฟาดมันออกไป
“ไปให้พ้น! สัตว์เดรัจฉานจากไหนหลงเข้ามา อยากตายรึอย่างไร!”
ระบบร้อง ‘อ๋องๆๆ’ พยายามสื่อสารกับเสี่ยวเอ้อว่าตนมาตามหาคน
แต่เสี่ยวเอ้อซึ่งฟังภาษาลาไม่ออก เห็นมันร้อง ‘อ๋องๆๆ’ ใส่ตน ก็รีบตะโกนเรียกคนข้างในมาช่วยกันไล่เจ้าลาหัวแข็งตัวนี้ออกไป
ระบบโกรธจนกีบเท้าทั้งสี่ขุดพื้น ท้องของมันพองเข้าพองออก ภารกิจที่เพิ่งจะจุดประกายลุกโชนขึ้นมา ดับวูบลงก่อนที่จะได้เริ่มด้วยซ้ำ
ระบบที่ถูกทุกคนไล่ออกมา ตอนนี้ยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมอย่างอัดอั้น พ่นลมหายใจฟึดฟัด
เย่ฉยงเห็นระบบออกมาอีกครั้ง ก็ถามอย่างสงสัย
‘น้องระบบ ทำไมเจ้าออกมาแล้วล่ะ? หรือว่าถูกไล่ออกมา?’
ระบบที่ปากแข็งที่สุดในสามโลกปฏิเสธทันควัน “แน่นอนว่าไม่ ข้าแค่คิดว่าหากเข้าไปอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เกิดฝ่ายตรงข้ามพบเข้าแล้วตกใจกลัวจนหนีไปจะทำอย่างไร”
เย่ฉยงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา เอ่ยขึ้นอย่างรักษาน้ำใจ
‘น้องระบบ เจ้าต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘ล่อเสือออกจากถ้ำ’ ดูข้าให้ดี’
เย่ฉยงขยับปลายเท้าเพียงครั้งเดียว เมื่อเข้าใกล้โรงเตี๊ยมก็ตะโกนเสียงดัง
“แย่แล้ว ไฟไหม้! เร็วเข้าทุกคน มาช่วยกันดับไฟเร็ว!”
“แย่แล้ว ไฟไหม้แล้ว มีใครอยู่ไหม! ไฟจะไหม้โรงเตี๊ยมแล้ว!”
“ออกมาช่วยกันดับไฟเร็ว คนจะถูกไฟคลอกตายแล้ว!”
ตะโกนไปได้เพียงสามสี่ประโยค ภายในโรงเตี๊ยมก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมถือตะเกียงน้ำมัน วิ่งออกมาเป็นคนแรก
พลางตะโกนเสียงดัง “ไฟไหม้ที่ไหน? ไฟไหม้ที่ไหนกัน!”
คนงานในครัวหลังและแขกที่มาพักต่างพากันวิ่งกรูกันออกมา ในมือถือถังน้ำและไม้กวาดอย่างลนลาน มองซ้ายมองขวา ทั่วทั้งในและนอกลานบ้านวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครสังเกตเห็นลาตัวหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่ในเงามืด
เย่ฉยงที่ตะโกนเสร็จก็หลบเข้าที่ซ่อนเรียบร้อยแล้ว นางรีบสั่งการ
‘ในหมู่คนที่วิ่งออกมาไม่มีพระเป้าหมาย น้องระบบ! ก็ตอนนี้แหละ รีบเข้าไป จัดการ ‘ปิดประตูตีหมา’ ให้ข้า!’
ระบบได้ยินดังนั้น กีบเท้าทั้งสี่ก็ยกขึ้นเบาๆ เลียบไปตามกำแพงแล้ววิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว เมื่อสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของกระถางดอกไม้นั้นแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังห้องโถงด้านในโดยไม่หันกลับมามอง
ขณะเดียวกัน ในห้องพักชั้นสองของโรงเตี๊ยม ฮุ่ยเจวี๋ยกำลังกอดกระถางดอกไม้ที่ขโมยมาจากลานบ้านของท่านผู้เฒ่าเซี่ยด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด ปลายจมูกแทบจะแนบติดกับกลีบดอกไม้เพื่อสูดดมอย่างละโมบ แม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงไปด้วยความกระหายอยาก
ตั้งแต่กอดกระถางดอกไม้นี้จากจวนตระกูลเซี่ยมาจนถึงโรงเตี๊ยม ตลอดทางเขาก็ได้ดมกลิ่นหอมของดอกไม้อยู่ตลอดเวลา
บัดนี้เขารู้สึกราวกับว่ากระดูกและเส้นเอ็นทั่วร่างได้รับการลูบไล้ด้วยน้ำอุ่น ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
ลมปราณภายในไหลเวียนคล่องแคล่วกว่าปกติหลายเท่า หากได้ดูแลดอกไม้นี้อย่างดีและได้ดมกลิ่นหอมของมันอยู่เสมอ วรยุทธ์ของเขาย่อมต้องก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าดอกไม้นี้ยังมีสรรพคุณยืดอายุขัยอีกด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของฮุ่ยเจวี๋ยก็เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี ปลายนิ้วลูบไล้กลีบดอกไม้เบาๆ อุทานออกมาด้วยเสียงต่ำ
“ที่แท้ในโลกนี้ก็มีของที่สามารถยืดอายุขัยได้จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเพียงว่าตระกูลที่ซ่อนเร้นมีโอสถทิพย์ยืดอายุขัยเช่นนี้อยู่ หนึ่งเม็ดก็มีค่ามหาศาล หายากยิ่งในปฐพี”
“ไม่นึกเลยว่าในมือของจาวหยางจวิ้นจู่จะมีดอกไม้วิเศษเช่นนี้ สรรพคุณนี้ยอดเยี่ยมกว่าโอสถเหล่านั้นมากมายนัก”
เมื่อนึกถึงว่าจาวหยางจวิ้นจู่ไม่เพียงแต่มอบดอกไม้นี้ให้ท่านผู้เฒ่าเซี่ย แต่ยังมอบให้ฮ่องเต้และไทเฮาด้วย
ดูเหมือนว่าในสายตาของจาวหยางจวิ้นจู่ ดอกไม้นี้คงไม่ได้หายากเลย
หากไม่ใช่วันนี้ ตอนที่ออกมาจากจวนตระกูลเซี่ยแล้วไปเจอกับลาบ้าประหลาดตัวหนึ่งที่ดึงดันจะตามเขามา เขาคงตั้งใจว่าจะลอบเข้าไปในจวนตวนอ๋องเพื่อค้นหาดู ว่าในที่พักของจวิ้นจู่ยังซุกซ่อนดอกไม้วิเศษเช่นนี้ไว้อีกหรือไม่
แต่แผนการที่จะถอนตัวออกจากเมืองหลวงในคืนนี้ กลับถูกลาบ้าตัวนั้นทำให้พังไม่เป็นท่า แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้หนีพ้นจากลาตัวนั้นแล้ว ไว้ค่อยหาโอกาสลอบเข้าจวนตวนอ๋องอีกครั้งก็แล้วกัน
ขณะเดียวกัน ระบบที่แอบขึ้นมาถึงชั้นสองก็สัมผัสได้ถึงตำแหน่งของดอกไม้ได้แล้ว สุดท้ายมันก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องหนึ่ง
ในฐานะลาผู้มีมารยาท มันคิดว่าก่อนเข้าประตูต้องเคาะเสียก่อน จึงยกกีบเท้าหน้าขึ้น เคาะที่ประตูเบาๆ สามครั้ง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
แต่เสียงอึกทึกครึกโครมภายนอกโรงเตี๊ยมนั้นดังเกินไป อีกทั้งคนในห้องก็กำลังดื่มด่ำกับการดมกลิ่นหอมของดอกไม้ จึงไม่ได้สังเกตเสียงเคาะประตูเลยแม้แต่น้อย คิดว่าเป็นเพียงเสียงที่ดังมาจากห้องพักข้างๆ
ระบบรออยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ไม่มีใครมาเปิดประตู ความอดทนอันน้อยนิดของมันก็หมดลงทันที มันยกกีบเท้าหน้าขึ้นทุบประตูอย่างแรงพลางร้อง ‘อ๋องๆๆ’
[เจ้าหัวขโมยขี้ขลาด! อย่ามัวแต่หลบซ่อนอยู่ข้างในสิวะ! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน! มีปัญญาขโมยดอกไม้ แต่ไม่มีปัญญามาเปิดประตูรึ! เปิดเดี๋ยวนี้!]
เสียงทุบประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหว ฮุ่ยเจวี๋ยที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นหอมของดอกไม้ ในที่สุดก็ได้สติ... มีคนกำลังพังประตูเข้ามา