- หน้าแรก
- ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา หาใช่ปรมาจารย์ไม่
- บทที่ 13: เจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 13: เจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 13: เจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 13: เจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์
เกาะอวี่ฮว่า สำนักกระบี่เมฆา
ภายในโถงใหญ่ บรรยากาศแฝงไปด้วยความอึมครึม
"พี่เย่ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านยังจะไม่ยอมพูดความจริงอีกงั้นหรือ?"
ฉินพั่วเทียน เจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์ มีท่าทีร้อนรนเป็นอย่างมาก
เขายอมลดตัวมาเยือนสำนักกระบี่เมฆาเพื่อขอร่วมมือ ก็เพื่อสืบให้รู้ว่าสำนักกระบี่เมฆาได้สมบัติล้ำค่าอะไรมากันแน่
ถึงกับทำให้เย่ชิงอู่ทะลวงคอขวดจากระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นต้นไปสู่ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงสุดได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน
และยังทำให้เย่จิงหงก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น จนทะลวงเข้าสู่ระดับจิตยุทธ์ขั้นต้นได้
แต่ผลที่ได้คือ เย่จิงหงกลับบอกเขาว่า เย่ชิงอู่ทะลวงระดับได้หลังจากดื่มยาหนึ่งชามและดูภาพวาดสองภาพ ส่วนตัวเขาเองทะลวงระดับได้เพราะแทะกระดูกสัตว์ที่คนอื่นกินเหลือเนี่ยนะ!
นี่กะจะหลอกผีหรือไง?
ตัวเขาผู้เป็นถึงเจ้าหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์ผู้สง่างาม ไม่ใช่เด็กสามขวบนะ ข้ออ้างไร้สาระพรรค์นี้จะมาตบตาเขาได้ยังไง?
ฉินพั่วเทียนรู้สึกว่าเย่จิงหงกำลังดูถูกสติปัญญาของเขา
"พี่ฉิน ข้าไม่ได้โกหกท่านจริงๆ หากท่านไม่เชื่อ ข้าเรียกเสี่ยวอู่มาเผชิญหน้ากับท่านเลยก็ยังได้!" เย่จิงหงรู้สึกจนใจ พูดความจริงไปก็ไม่มีใครเชื่อ
"ฮึ่ม สองพ่อลูกอย่างพวกท่านเตี๊ยมกันไว้ก่อนแล้วล่ะสิ? เอาเถอะ ข้าจะไม่บังคับท่านก็แล้วกัน ท่านบอกว่ามีคนจากโลกมนุษย์... ชื่ออะไรนะ... เฉินฝาน ใช่ คนนั้นแหละ พาท่านไปพบเขาสิ หากเขายอดเยี่ยมอย่างที่ท่านว่าจริง ข้าถึงจะเชื่อคำพูดของท่าน" ฉินพั่วเทียนเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
"พี่ฉิน ข้าบอกท่านไปแล้วว่าท่านปรมาจารย์กำลังแสร้งทำตัวเป็นปุถุชนเพื่อท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์ ข้าจะกล้าไปรบกวนเขาง่ายๆ ได้อย่างไร? ขืนท่านปรมาจารย์โกรธขึ้นมา พวกเราได้ตายศพไม่สวยแน่!" เย่จิงหงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉินพั่วเทียนเบ้ปาก ไม่เชื่อเรื่องไร้สาระของเย่จิงหงเลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจ "สำนักกระบี่เมฆาได้สมบัติล้ำค่ามา ก็เลยไม่เห็นหัว ไม่คิดจะร่วมมือกับหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์ของเราแล้วสินะ ได้... ได้เลย... ช่วงนี้มีข่าวลือหนาหูว่า สถานที่มรณกรรมของนักพรตฮั่วอวิ๋นอยู่บนเกาะอวี่ฮว่าของเรานี่เอง พี่เย่คงจะได้สมบัติล้ำค่าที่นักพรตฮั่วอวิ๋นทิ้งไว้มาแล้วล่ะสิ นักพรตฮั่วอวิ๋นคือยอดฝีมือระดับสวรรค์ยุทธ์คนสุดท้ายบนเกาะอวี่ฮว่าเชียวนะ สมบัติที่เขาทิ้งไว้จะต้องสั่นสะเทือนฟ้าดินแน่ ขอแสดงความยินดีด้วยพี่เย่ ที่ได้สืบทอดมรดกของนักพรตฮั่วอวิ๋น การรวบรวมเกาะอวี่ฮว่าให้เป็นหนึ่งคงอยู่แค่เอื้อม สำนักร้อยอสูรนั่นก็คงไม่คณามือท่านแล้วล่ะมั้ง"
สีหน้าของเย่จิงหงเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาส่งเสียงฮึดฮัด "พี่ฉิน ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับสถานที่มรณกรรมของนักพรตฮั่วอวิ๋นมานานแล้ว ซึ่งมันดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังใหญ่มากมายในแคว้นชื่อหลิง
หากฉินพั่วเทียนออกไปปล่อยข่าวลือ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ
ฉินพั่วเทียนกล่าวด้วยใบหน้าใสซื่อ "ข้าไม่ได้หมายความว่าอะไรสักหน่อย ข้าแค่อิจฉาไม่ได้หรือไง?"
เย่จิงหงโกรธจนตัวสั่น นี่มันคือการข่มขู่กันซึ่งๆ หน้าชัดๆ!
หากไม่ใช่เพราะสำนักกระบี่เมฆาและหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์เป็นมิตรกันมาหลายชั่วอายุคน และพวกเขาสองคนก็เป็นสหายเก่าแก่กันมานาน เขาคงพลิกหน้าคว่ำใส่ไปนานแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ เย่จิงหงจึงข่มความโกรธเอาไว้แล้วกล่าวว่า "ก็ได้ ข้าพาท่านไปพบท่านปรมาจารย์ก็ได้ แต่ข้าต้องขอเตือนท่านไว้ก่อน ท่านปรมาจารย์กำลังแสร้งทำตัวเป็นปุถุชนและละเล่นอยู่ในโลกมนุษย์ เมื่อไปถึงที่นั่น หากท่านปรมาจารย์ไม่เอ่ยถึง ท่านก็ห้ามพูดเรื่องผู้ฝึกยุทธ์หรือการบำเพ็ญเพียรเด็ดขาด มิฉะนั้น หากท่านทำให้ท่านปรมาจารย์ไม่พอใจ ท่านต้องรับผลที่ตามมาเอาเอง"
"ได้ๆๆ ข้าจะฟังท่าน!" ฉินพั่วเทียนรับคำ แต่ในใจกลับนึกดูแคลน
"ไปกันเถอะ!" เย่จิงหงส่ายหน้าอย่างจนใจ เดินออกจากโถงใหญ่ เรียกเย่ชิงอู่ แล้วออกจากสำนักกระบี่เมฆาไปด้วยกัน
ทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือผู้ฝึกยุทธ์ ความเร็วในการเหาะเหินจึงรวดเร็วยิ่งนัก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็มาถึงเหนือเมืองชิงซี
"รอเดี๋ยว ข้าจะไปเรียกบุตรสาวของข้าก่อน!"
ฉินพั่วเทียนเข้าไปในเมืองชิงซี และไม่นานก็พาฉินอินออกมา ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังภูเขานิรนามด้วยกัน
เมื่อออกจากเมืองชิงซี ก็สามารถมองเห็นภูเขานิรนามได้ทันที
"ร่อนลงพื้นแล้วเดินไปกันเถอะ!" เย่จิงหงกล่าว
"จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ?" ฉินพั่วเทียนเหาะตรงดิ่งไปที่ภูเขานิรนามทันที
เมื่อเห็นดังนั้น ฉินอินจึงบินตามบิดาของนางไปติดๆ
"ฉินพั่วเทียน เจ้า..." เย่จิงหงร้อนรนจนเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึม แต่มันก็สายเกินกว่าจะห้ามทันเสียแล้ว เพียงชั่วพริบตา ฉินพั่วเทียนก็พาฉินอินบินเข้าไปในเขตภูเขานิรนาม
"ท่านพ่อ พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?" เย่ชิงอู่ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ตามพวกเขาไปเถอะ อย่างไรเสียหุบเขาเสียงศักดิ์สิทธิ์กับสำนักกระบี่เมฆาของเราก็มีมิตรภาพต่อกันมาหลายปี ข้าทนดูสองพ่อลูกนั่นล่วงเกินท่านปรมาจารย์จนต้องถูกลบทิ้งไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอก!" เย่จิงหงถอนหายใจ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกัดฟันบินเข้าสู่ภูเขานิรนามตามไป
"ชิ ปรมาจารย์เร้นกายมาหลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขาหัวโล้นที่แม้แต่นกยังไม่มาขี้เนี่ยนะ? เย่จิงหง เอ๋ย เย่จิงหง ต่อให้ท่านอยากจะแต่งเรื่องอ้าง ก็ช่วยทำให้มันน่าเชื่อถือหน่อยเถอะ ท่านเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบจริงๆ หรือไง?"
เมื่อร่อนลงจอดที่หน้าลานเรือน ฉินพั่วเทียนก็มีสีหน้าดูแคลน
"คอยดูข้าทำลายเรือนหลังนี้ด้วยฝ่ามือเดียวเถอะ แล้วมาดูกันว่าท่านจะใช้อะไรมาหลอกข้าอีก!"
ครืนนน!
วินาทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของฉินพั่วเทียน สวรรค์และปฐพีก็พลันสั่นสะเทือน
ลานเรือนที่ดูธรรมดากลับมี อักขระเต๋า ไหลเวียน ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งเต๋าอันเก่าแก่และกว้างใหญ่ไพศาลออกมา
ราวกับมหาอำนาจไร้เทียมทานกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
แรงกดดันแห่งเต๋าอันน่าสะพรึงกลัวทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า
ตึง!
ฉินพั่วเทียน ผู้ซึ่งอยู่ในระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงสุด ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะต่อต้าน
เขาถูกบังคับให้คุกเข่าลงกระแทกพื้นในทันที
"ไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์มาเสียนาน พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี!"
น้ำเสียงอันเยียบเย็นและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารดังขึ้น เบื้องหน้าของฉินพั่วเทียน ปรากฏมดขนาดยักษ์ตัวหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
มันมีความสูงถึงสามสี่จั้งและมีกลิ่นอายอันทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัว
เมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ฉินพั่วเทียนก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกตัวจริง
มดยักษ์อ้าปากอันน่าเกลียดน่ากลัว งับพุ่งตรงไปยังฉินพั่วเทียน
"อ๊าก! ลูกรัก ช่วยพ่อด้วย! พี่เย่ ช่วยข้าด้วย!"
ฉินพั่วเทียนตกใจกลัวจนฉี่ราดกางเกง
ฉินอินตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว
แม้แต่เย่จิงหงและเย่ชิงอู่เองก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พวกเขาเคยมาที่นี่มาก่อน แต่ไม่เคยเห็นมดตัวนี้มาก่อนเลย!
"นี่มัน... สัตว์ร้ายบรรพกาล มดมารบรรพกาล!"
เย่จิงหงสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
เขารีบก้มกราบไปทางลานเรือนและร้องขอความเมตตาทันที "ท่านปรมาจารย์ โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา เป็นการกระทำอันวู่วามของฉินพั่วเทียนแต่เพียงผู้เดียว!"
บัดซบเอ๊ย!
ฉินพั่วเทียนสบถด่าในใจ
เย่จิงหง พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันนะ เหตุใดเจ้าถึงได้ไร้ความปรานีเช่นนี้?
"ฉินอิน รีบมาทางนี้เร็วเข้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้านะ!"
เย่ชิงอู่ตะโกนเรียกฉินอิน
"อ๊ะ! ได้ๆๆ..."
ฉินอินถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก และรีบขยับไปอยู่ข้างกายเย่ชิงอู่
"อินเอ๋อร์ ข้าเป็นพ่อของเจ้านะ เจ้าจะทนดูพ่อยืนรอความตายงั้นหรือ?"
ฉินพั่วเทียนร้องไห้โฮออกมา
"เจ้าหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ อย่ามาโทษฉินอินเลย!" เย่จิงหงตวาด ก่อนจะรีบร้องขอความเมตตาต่อมดมารบรรพกาล "นายท่านที่เคารพ พวกเราทั้งสามคือสหายของท่านปรมาจารย์ ความเลื่อมใสที่พวกเรามีต่อท่านปรมาจารย์นั้นดั่งสายน้ำที่เชี่ยวกราก ไหลลื่นไม่มีวันเหือดแห้ง ดั่งแม่น้ำฮวงโหที่ไหลหลากจนมิอาจควบคุม พวกเราไม่เคยแม้แต่จะกล้าลบหลู่ท่านปรมาจารย์แม้เพียงเสี้ยวเล็บ วันนี้ พวกเราตั้งใจมาเพื่อขอบพระคุณท่านปรมาจารย์ที่ได้มอบชีวิตใหม่แก่ข้า พวกเราไม่มีเจตนาจะมารบกวนท่านแต่อย่างใด ส่วนเจ้าคนผู้นี้ ข้าเองก็ขัดหูขัดตามันมานานแล้ว นายท่านโปรดจัดการมันตามแต่ใจชอบได้เลยขอรับ!"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ!"
ฉินอินและเย่ชิงอู่พยักหน้ารัวๆ ราวกับสากตำกระเทียม
เย่จิงหง ข้าขอสาปแช่งโคตรเหง้าศักราชเจ้า! ฉินพั่วเทียนคำรามลั่นในใจ ในเวลานี้ เขาถูกกดทับด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวจนไม่สามารถแม้แต่จะปริปากพูดได้